Fair Value Gap (FVG): ช่องว่างราคาที่ดึงดูดเม็ดเงินในตลาดFair Value Gap (FVG) หรือ ช่องว่างราคาที่สมเหตุสมผล เป็นเทคนิคการวิเคราะห์กราฟราคาแบบ Price Action ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่เทรดเดอร์ forex และตลาดอื่นๆ โดยใช้หลักการที่ว่า ราคา มักจะ “ดึงดูดตัวเองกลับไปยังพื้นที่ที่มีราคาสมเหตุสมผล” ซึ่งช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรวดเร็ว มักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ราคา “ไม่สมดุล” และมีโอกาสสูงที่ราคาจะ “กลับมาทดสอบ” หรือ “เติมเต็ม” ช่องว่างราคานั้นในภายหลัง
ลักษณะของ Fair Value Gap
เกิดจาก “การเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง” ท่ีทิ้งช่องว่างราคาไว้
มักเกิดขึ้นในช่วง “ตลาดปิด” เช่น ช่วงสุดสัปดาห์ หรือช่วงกราฟก่อนหน้า
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ
Overvalued FVG: ช่องว่างราคาท่ีเกิดขึ้น “เหนือ” ราคาปัจจุบัน
Undervalued FVG: ช่องว่างราคาท่ีเกิดขึ้น “ต่ำกว่า” ราคาปัจจุบัน
การนำ Fair Value Gap ไปใช้งาน
ระบุ Fair Value Gap: หาจุดท่ีราคาเกิดช่องว่างขึ้นบนกราฟ
วิเคราะห์รูปแบบราคา: ดูว่าราคาเคยมี “ปฏิกิริยา” กับช่องว่างราคานั้นอย่างไรในอดีต
กำหนดจุดเข้า: รอจังหวะท่ีราคา “กลับมาทดสอบ” หรือ “เติมเต็ม” ช่องว่างราคา
วางแผนการเทรด: กำหนดจุดตัดขาดกำไร (Stop Loss) และจุดทำกำไร (Take Profit)
ข้อควรระวัง
FVG ไม่ใช่สัญญาณท่ีสมบูรณ์แบบ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ท่ีต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจ
ควรใช้ FVG ควบคู่กับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ
การเทรดโดยใช้ FVG มีความเสี่ยง ควรศึกษาและฝึกฝนก่อนใช้งานจริง
indicator สำหรับคนที่ไม่อยากตีกรอบเอง
ในยุคปัจจุบันก็มี indicator FVG เยอะมาก ที่จะมาช่วยในการเทรด หรือมองกรอบ ช่วยลดเวลา และ เพิ่มความถูกต้องการเทรดได้ มีทั้ง ฟรี และเสียเงิน
รูปแบบชาร์ต
model learning XAUPlan setup model
Major trend uptrend TF4H Main 15Min entry
เนื่องจากราคาเป็นเทรนหลักขาขึ้นได้มีการ Choch โครงสร้างย่อยเกิดการเสียทรงเป็นอาการพักตัวในรูป เเบบ correction เลยต้องมองภาพ sell เป็นหลัก
เเต่ในภาพนี้ราคามี orderblock ของ 4H ราคาเลยมีโอกาศกลับขึ้นไปทดสอบจุดที่หลุดลงมาที่ราคาได้ทำ DBD ของภาพ 4H
เเต่เนื่องจากราคา ณ จุดนี้ราคาฝั่ง supply ได้เข้ามาคุมเเล้วทำให้ราคาเเอบหลุดลงไปเเล้วดึงกลับเข้าโซน ณ ตอนนั้นผมก็ได้ L ไว้เเถวๆ 2157 SL 2148 ซึ่งกว้างมาก
เเล้วซักพักราคาก็ได้ทำเพิทเทิลกลับตัว qml ทำให้ได้ไม้ 2156 มาอีกไม้ จากนั้นราคาได้ไปทดสอบ เเถว 2179 ทำให้ setup นี้ได้ไป 1:2 RR เลยที่เดียว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากนั้นราคาได้มาทดสอบ 2179 ที่ได้วางแผนไว้เนื่องจากโครงสร้างได้เกิดการพักตัว เลยเล่นเเผน Sell ราคาได้ขึ้นไปทดสอบพร้อมกับมี bear div เเล้วมีเกิดการ rejection อย่างชัดเจนเเล้วราคาได้มีเเท่งเทียนBearish Engulfing เเล้วกลับขึ้นไปทดสอบอีกรอบจากนั้นราคาเกิดการทุบลงอย่างรุนเเรงมาเเนวรับเดิมอีกครั้ง
ประเภทของกราฟใน TradingView และวิธีการอ่านสำหรับมือใหม่กราฟแสดงผลราคาในแต่ละรูปแบบมีการแสดงผลที่แตกต่างกัน และมีผลต่อการวิเคราะห์รูปแบบที่หลากหลาย สำหรับกราฟชนิดต่างๆ ในแพลตฟอร์ม TradingView ประกอบไปด้วย
กราฟแสดงผลทั่วไป
• Bars
กราฟแท่ง หรือที่นิยมเรียกว่า OHLC (Open, High, Low, Close) มีการแสดงข้อมูลมากกว่ากราฟเส้น แต่ละแท่งแทนราคาเปิด สูงสุด ต่ำสุด และปิดในระยะเวลาที่ระบุ
• Candles
กราฟแท่งเทียนแสดงผลคล้ายกับกราฟแท่ง แต่ใช้ "แท่งเทียน" เพื่อแสดงราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุด สีและรูปร่างของแท่งเทียน (เขียวและแดง) จะช่วยให้เรามองเห็นอารมณ์ของตลาดได้ง่ายมากขึ้น
• Hollow Candles
แสดงผลคล้ายกับกราฟแท่งเทียน แต่มีความแตกต่างในส่วนของสีภายในแท่งเทียน คือ มีทั้งสีทึบและสีโปร่ง ช่วยให้สามารถแสดงข้อมูล 2 มิติทั้งในกระทิง และหมีได้ โดยสีโปร่งบ่งบอกถึง ราคาปิดของแท่งเทียนปัจจุบันสูงกว่าราคาเปิดของแท่งเทียนปัจจุบัน และสีทึบบ่งบอกถึง ราคาปิดของแท่งเทียนปัจจุบันต่ำกว่าราคาเปิดของแท่งเทียนปัจจุบัน ขณะสีเขียวและแดงถูกกำหนดโดยการเปรียบเทียบของราคาปิดของแท่งเทียนปัจจุบันกับราคาปิดของแท่งเทียนก่อนหน้า
• Line
กราฟเส้นแสดงผลโดยการเชื่อมต่อราคาปิดในระยะเวลาที่ระบุ เป็นกราฟที่เรียบง่ายและดูสะอาดตา เหมาะสำหรับการระบุแนวโน้มราคาทั่วไป
• Line with markers
กราฟเส้นพร้อมแสดงเครื่องหมายแสดงผลเช่นเดียวกับกราฟเส้น แต่มีการเพิ่มจุดข้อมูลสำคัญเข้ามา โดยกราฟประเภทนี้มักถูกใช้เพื่อแสดงผลข้อมูลทางเศรษฐกิจ
• Step line
กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาด้วยรูปแบบขั้น โดยปกติแล้วจะแสดงขั้นด้วยราคาปิด แต่สามารถแก้ไขได้ผ่านการตั้งค่า กราฟนี้ถูกนำมาใช้เพื่อหลีกหลี่ยมกราฟแสดงผลมุมมแหลม เพื่อให้เห็นระดับราคาได้ชัดเจนขึ้น มักนิยมใช้กับเครื่องมือวาดเส้นตรง เช่น Vertical Ray หรือ Fib Retracement
• Area
กราฟพื้นที่แสดงผลคล้ายกับกราฟเส้น แต่พื้นที่ที่อยู่ข้างใต้เส้นจะถูกเติมสี และเน้นการเคลื่อนไหวของราคา
• HLC Area
กราฟที่สามารถแสดงผล 3 ค่า ได้แก่ ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และราคาปิด เพื่อทำให้เกิดการมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลสำคัญที่สุด โดยไม่สนใจราคาเปิดที่มีนัยสำคัญน้อยกว่าในเชิงการวิเคราะห์ ขณะที่ความกว้างของพื้นที่ระหว่างเส้นสีเขียวและแดงก็บ่งบอกถึงช่วงการแกว่งตัวของราคา
• Baseline
กราฟเส้นที่แสดงอัตราการเปลี่ยนของราคาอ้างอิงจากฐานราคาที่กำหนด มีประโยชน์อย่างมากในการวิเคราะห์ความผันผวนของราคา
• Columns
แสดงผลเป็นกราฟแท่ง โดยใช้ราคาปิดเป็นค่าเริ่มต้น (default) แต่สามารถตั้งค่าเป็นค่าอื่นๆ ได้ รวมถึงการปรับสีแท่ง โดยค่าเริ่มต้นเดิม สีเขียวแสดงราคาเปิดน้อยกว่าราคาปิด และสีแดงแสดงราคาปิดน้อยกว่าราคาเปิด
• High-low
กราฟแสดงราคาสูงสุดและต่ำสุดบนรูปแบบกราฟแท่งในระยะเวลาที่กำหนด
กราฟแสดงผลที่อ้างอิงเพียงราคาเท่านั้น
• Heiken-Ashi
เป็นรูปแบบของกราฟแท่งเทียน แต่มีการใช้สูตรคำนวณเพื่อสร้างแท่งเทียนแต่ละแท่งออกมา กราฟรูปแบบนี้มีประโยชน์ในการระบุแนวโน้มของตลาดและลดความผันผวนของราคา
• Renko
กราฟนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ แสดงผลเป็นแท่งเทียนในลักษณะอิฐบล็อกที่ต่อกัน แต่ละแท่งอิฐเน้นการเปลี่ยนแปลงของราคาและมีการกรองการเคลื่อนไหวของราคาที่ไม่สำคัญออกไป โดยแท่งอิฐนั้นจะมีทั้งสีแดงและสีเขียวซึ่งเคลื่อนที่ไปในทิศทางต่างๆ ตามค่าของแท่งอิฐก่อนหน้า ซึ่งการเคลื่อนที่ในแต่ละทิศทางจะเป็นสัญญาณเตือนที่ช่วยให้เทรดเดอร์เข้าใจว่าแนวโน้มหรือเทรนด์กำลังจะเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีในการระบุจังหวะในการเข้าเทรด
• Line break
กราฟแสดงข้อมูลแบบแท่งอิฐ สิ่งสำคัญของกราฟประเภทนี้ คือ การตั้งค่าแท่งอิฐ (ราคาปิดปัจจุบันเทียบราคาปิดวันที่ตั้งค่า) เช่น โดยทั่วไปนิยมตั้งค่าไว้ที่ 3 วัน หมายถึง ราคาปิดปัจจุบันเทียบกับราคาปิดในช่วง 2 แท่งอิฐก่อนหน้า โดยแท่งสีเขียวหมายถึงราคาปรับตัวขึ้น แท่งสีแดงหมายถึงราคาปรับตัวลง และจะไม่เกิดแท่งอิฐใหม่หากราคาปิดปัจจุบันเท่ากับราคาปิดของงวดเวลาก่อนหน้าที่ตั้งค่าไว้
• Kagi
กราฟที่แสดงผลด้วยแท่งตัว L ที่พิจารณาจากการเคลื่อนไหวของราคาเท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านเวลา หลักการของ Kagi ค่อนข้างเรียบง่าย สีเขียวแสดงทิศทางหุ้นขึ้น และสีแดงแสดงทิศทางหุ้นลง หากมีแรงซื้อมากพอจนราคาปิดสูงกว่าราคาปิดสูงสุดในช่วงก่อนหน้า กราฟจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ในทางกลับกันหากมีแรงขายมากพอจราคาปิดต่ำกว่าราคาปิดต่ำสุดในช่วงก่อนหน้า กราฟจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง
• Point & Figure
เรียกย่อๆ ว่ากราฟ PnF กราฟรูปแบบนี้ไม่สนใจเวลาและเน้นเฉพาะการเคลื่อนไหวของราคา โดยใช้คอลัมน์ของ X (แสดงราคาปรับตัวขึ้น) และ O (แสดงราคาปรับตัวลง) เพื่อแทนการเคลื่อนไหวราคาที่ถูกกรองแล้ว
• Range
กราฟช่วงเป็นกราฟที่แสดงผลในรูปแบบแท่ง โดยบาร์ราคาเปิดบันทึกไว้ในแท่ง ในระหว่างนั้นขนาดของแท่งกราฟจะเคลื่อนที่ออกไปจากราคาเปิดเป็นไปได้ทั้งขึ้นและลง ความแตกต่างระหว่างค่าของจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของแท่งจะถูกพิจารณาเป็นการเคลื่อนไหวของราคา และเมื่อใดก็ตามราคาเคลื่อนที่เกินไปจากที่ระยะ สูง-ต่ำ ถึงที่กำหนด (Interval) ไว้ ก็จะเกิดแท่งกราฟใหม่ขึ้นมา
คำเตือน : ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
GBPUSD Day เรียนรู้ แท่งเทียนตัวN netflixGBPUSD Day เรียนรู้ แท่งเทียนตัวN netflix
แท่งเทียน สไตล์น้า ใหญ่ยาว เล็กสั้น เล็กสั้น เล็กสั้น ต่อไปมักจะใหญ่ยาว
เพื่อนำไปเทรดในระบบsmc
ไม่ว่าตลาดจะเลือกทางไหน
ขอให้ทำตามแผนที่วางไว้ และมีวินัย สามารถได้กำไรทุกคนครับ.
ไม่ดื้อ ไม่โลภ ไม่กลัว
เสี่ยงเท่าที่คุณจะสูญเสียมันได้
นิ่งให้พอ รอให้เป็น เย็นให้ได้
เล็กน้อยxสม่ำเสมอ = มหาศาล
ท่านใดเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ฝากกดติดตาม และShare ให้ด้วยนะ
น้าอ่านทุกคอมเม้นท์และเปิดรับทุกความคิดเห็น
XAUUSD ทั้งสัปดาห์นี้ตามแผนทุกวันเลย ถ้าใครไม่หลงไปตามลูกศรที่ผมชี้ไว้ให้แล้วดูแค่หมุดที่ปักไว้ว่า BUY SEll โซนไหน ผมเชื่อว่าบวกกันเยอะแน่นอน วันนี้เอาโซนข้างบนมาให้ดูรอตลาดเปิด สังเกตุไหมว่าที่ผ่านมาในขาขึ้นรอบนี้โซน Supply ที่มองว่าเอาอยู่แน่ๆมักจะถูกทำลายเบรกขึ้นไปนิดหน่อยแล้วกลับตัว มันคือการที่เจ้าตลาดไม่อยากให้เราได้ออเดอร์นั้นแหละพยายามมองหาการหลอก Stop Hunting เมื่อเกิดการกวาดผู้เล่นแล้วเราค่อยเข้าเทรด ช่วงนี้กราฟวิ่ง 2000 จุด+ แปลว่าเราไม่จำเป็นต้องรีบเทรดเลย รอจุดสวยๆเข้าแผนไม้สองไม้ก็อิ่มทั้งอาทิตย์ อีกอย่างการเทรดที่ไม่อยู่ในโซนอันตรายมากนะครับช่วงนี้ ลากได้เป็น 1000 จุดเลยทีเดียว
การมองแผนที่ทำไว้ให้
บางทีผมก็แอบห่วงนะว่าพี่ๆจะเทรดตามลูกศรกันรึป่าว บอกไว้ตรงนี้เลยว่าลูกศรนั้นผมแค่ไกด์ให้ว่าวิ่งได้แบบไหนบ้าง
แต่ผม แนะนำให้กดออเดอร์ในกรอบ Demand,Supply ที่ปักหมุด Buy,Sell ไว้ให้นะครับ
แผนเป็น H1 รอนานหน่อยไม่ต้องรีบ สุดท้ายนี้เจตนาของผมจริงๆแค่อยากมาแบ่งปัน Zone ที่ผมมองเห็นว่าตรงไหนสำคัญบ้างแล้วให้พี่ๆไปใช้ระบบตัวเองทำกำไรกันนะครับ
การกำหนด CHoCH ใน LTF- กรณีที่ราคาปรับตัวขึ้นไปแตะ OB ใน HTF ได้ เราถึงจะปรับตำแหน่ง CHoCH ใหม่ เพื่อให้สามารถเข้าเทรดได้ไวขึ้น
- กรณีที่ราคาไม่ได้มีการแตะ OB ใน HTF แล้วปรับตัวลงเลย เราจะใช้สวิง Low ล่างสุดที่ส่งราคาขึ้นไปทำ HH ได้สำเร็จ ในการกำหนดเป็นตำแหน่ง CHoCH เพื่อลดการเกิด Noise ของราคา
หมายเหตุ : สำหรับการเปลี่ยนจาก Bearish ไปเป็น Bullish ก็แค่กลับด้านกัน
การหาจุด Entry Buyหลังจากราคาเข้า POI Zone การหาจุด entry โดยใช้ TF ที่เล็กลงมา
จุดที่ 1 ไม่ใช่จุด entry เพราะไม่มี LQ ( Liquidity )
จุดที่ 2 ไม่ใช่ เพราะ หลังจากเบรกทำ H แล้วลงมากิน LQ แต่ไม่เบรก H ขึ้นไป แต่เบรก Low ลงมาแทน
จุดที่ 3 ราคามีโอกาสขึ้นมากที่สุด เพราะ หลังจากเบรกทำ H แล้วลงมากิน LQ และเบรก H ขึ้นไป
BTC 1D 15/01/2023ทดสอบความเข้าใจ การใช้ SMC (กราฟ DAY วันที่ 15/1/2023 14.12 )
มองจากภาพใหญ่กราฟ Day จุดราคา 21,480 US มีโอกาสเป็น inducement
ดังนั้นราคาต้องไปเกิน 21,480 US ก่อนจึงจะลงมาโดยเป้าหมายจะอยู่ที่ LL เดิม
แต่ถ้าราคาสามารถขึ้นไปเหนือ 25,211 US หรือ HH เดิม จะถือเป็น CHoch เทรนเปลี่ยนเป็น UP trend
Case Study ; MPL & QM Pattern & FakeoutCase Study ; MPL & QM Pattern & Fakeout
📊 รูปแบบ Type : SELL SETUP
****************************
⛔️ คำเตือน : เป็นเพียงเนื้อหาสำหรับกรณีศึกษาเท่านั้น ทั้งหมดล้วนต้องใช้เวลาและประสบการณ์จริงของแต่ละท่านเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่าสูงสุด โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล
****************************
● MPL หรือชื่อเต็ม Maximum Pain Level
● MPL ตามตัวอย่างหรือโครงสร้างในภาพนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นหนึ่งในรูปแบบของ Supply and Demand Zone ( SND ) ซึ่งรูปแบบของ MPL ในภาพนั้น ก็เป็นรูปแบบที่ก่อเกิดขึ้นในโครงสร้างของ QM Pattern(QML) ด้วยเช่นกัน จึงทำให้น่าสนใจ
● ทั้ง QML และ MPL ก็นับว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของ SND เช่นกัน และมักจะมีรูปแบบเส้น SNR (QML) หรือ SND ZONE ที่เกิดการทับซ้อนกันอยู่ จึงมีนัยะและความน่าสนใจที่มากขึ้น
● MPL ที่ผมมองว่าเป็น RBD ตามในภาพ เนื่องจากว่า การเคลื่อนที่ของกลุ่ม Base Balance Zone หรือ Sideway เล็กๆ นั้น อาจจะก่อเกิดแนวต้านเล็กๆ หรือ Resistance Fakeout หรือเกิดเป็น Mini QM เล็กๆ ก่อนก็เป็นได้ และหลังจากนั้นราคาอาจจะตีทะลุกรอบขึ้นไป เหนือระดับ QML ซึ่งช่วงนี้จะเกิดการพุ่งของ IMB ขึ้นไปเล็กน้อยคือ Rally(R) และพักฐาน Base(B) และจากนั้นเกิดแรงขาย Drop(D) ลงมา ซึ่งหลังจากการ Drop ลงมานี้ จะเกิดแท่งเทียนกลืนกิน Bearish Engulfing ก็เป็นได้
● ณ โซน MPL ( RBD ) ในโซนนี้นั่นเองที่จิตวิทยานักเทรดส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่ามีโอกาสเข้า Sell ได้ จึงนับเป็นโซนที่ใช้ตัดสินใจเข้าที่ MPL & QML (Decision Point = DP)
***************************
✅ วิธีการเข้าออเดอร์
● เมื่อตลาดเกิดโครงสร้าง QM Pattern แสดงถึงการอ่อนกำลังขาขึ้น Loss Momentum Up กำลังส่งจะเริ่มลดลง และมีโอกาสเกิด Momentum กลับทิศลง ดังนั้นเมื่อเจอโครงสร้างนี้ ให้สังเกตุหาเส้น SNR Key Level ก็คือ QML (Left Shoulder)
● ตีกรอบครอบโซนของ QML ด้วยก็ได้/หรือจะละไว้ในฐานที่เข้าใจก็ได้ เพราะเรามอง QML เป็นเส้นหลักแล้ว และจากนั้นจะต้องมองหา Base ที่เกิดตรงข้ามกับ QML ZONE นั่นก็คือ MPL เนื่องจากตรงนี้ หากว่าตลาดเกิดแรง Drop ลงมาจริงๆ ตามภาพตัวอย่าง จะเป็น MPL Supply Zone ที่น่าสนใจมาก เนื่องจากกลืนกินแรงซื้อ Clean up Significant Demand ได้และหากราคาทำ Lower Low ด้วยการทำลายโครงสร้าง BMS (Break Market Structure) ได้อีก จะยิ่งมีนัยะและบ่งบอกถึง Momentum Down ที่แข็งแกร่ง ในด้านกลับทิศลง ก็ให้ตีกรอบครอบ SND ZONE ของ MPL ได้เลย
● ตั้งออเดอร์ Sell Limit (Pending Order) ที่ระดับ MPL Supply Zone
● SL ตั้งเหนือ Swing Higher High(HH)
● TP แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ TP1 ตั้งที่ระดับ Swing Low ของไหล่ซ้าย หรือแนวรับไหล่ซ้ายของ QML และ TP2 ตั้งที่ระดับ Swing Lower Low ของโครงสร้างหลัก QM Pattern ซึ่งเป็นขา Swing Under (HL -> LL) ของรูปแบบ QM
*******************************
⚠️ MM บริหารเงินทุนต่อแผนยอมแพ้ไม่เกิน DD 2-5% และทุกแผนต้องทำ Position Sizing เสมอ
THE MARKET STRUCTURETHE MARKET STRUCTURE (ขั้นพื้นฐาน เบื้องต้น) 📊 Sell Setup 📊 เป็นกรณีศึกษา Case Study Only
● ที่ต้องบอกว่าเบื้องต้น ก็เพราะว่าโครงสร้างตลาดนี้เป็นไปในแบบฉบับที่ผมปรับจูนนิดหน่อย อาจจะไม่เปะ ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100%
.
แต่คิดว่า สำหรับคนที่ต้องการศึกษาไว้ น่าจะเป็นไกด์นำทิศทาง ในการมองภาพรวมของตลาดได้
.
และทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการศึกษาพฤติกรรมพื้นฐาน ทั้งคลื่นและโครงสร้าง ให้แตกฉาน จนเกิดเป็น ปสก. และทักษะส่วนตัว ถึงขั้นชำนาญ แตกฉานแล้วเท่านั้น ถึงจะเข้าใจว่า โครงสร้างทั้งหมด ก็เป็นเพียงไกด์นำทางเท่านั้น เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว นักเทรดจะเริ่มปรับประยุกต์ใช้ และยืดหยุ่นเทคนิค เป็นการปรับมุมมองตามอารมณ์ของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ
.
เพื่อให้รู้จังหวะในช่วงเวลานั้นๆ ว่าจะหลีกเลี่ยง จะฟอลโล่ตาม หรือเข้าปะทะร่างกาย
.
จากแผนภาพ เป็นการวางแผน 2 ชั้น ในระดับ Supply Zone ทั้ง 2 โซนนะครับ การเทรดควรวางแผนมากกว่า 1 แผนเสมอและควรทำ Position Sizing คำนวณล็อตและ MM ทุกๆ แผนนะครับ
#อย่าได้จดจำหรือยึดติดกับคำย่อมากมายนัก
#เน้นศึกษาและนำส่วนจำเป็นมาใช้ก็พอ
#เป็นเพียงตัวอย่างแนวทางกรณีศึกษาเท่านั้น
[แกะหุ้นเด้ง pt.1] หาจุดซื้อรันเทรน กับ Rightmove หุ้น 10 เด้ง
- วีดีโอนี้พูดถึง Technical จุดซื้อ/ขาย 75% และพูดเกริ่นถึงบริษัท 25%
- บริษัทนี้คือบริษัทแข็งแกร่ง Market Share สูง 80% อัตราการทำกำไรมากกว่า 30%
- แม้บริษัทจะดูตันๆ ในเรื่องของความสำเร็จ จากประสิทธิภาพแต่ก็เป็นหุ้นหลายเด้งได้ จากสภาพแวดล้อมที่เติบโตได้จนเป็นหุ้น 10 เด้ง
- กำไรที่ได้แต่ละรอบสั้นนั้นได้ราว 1x% และจะนิ่งๆ และก็จะขึ้นใหม่เป็นขั้นบรรได แต่หากถือยาวจะได้กำไรเป็นเด้งได้ไม่ยาก (แต่ก็ขึ้นกับบริบทเวลาด้วย)
- Breakout รับมือได้ดีที่สุดกับบริษัทจำพวกที่กำไรโตตลอดเวลา
-------------------------------
สำหรับเนื้อหาจะมี 2พาร์ทด้วยกัน โดยพาร์ทนี้จะเน้นในเรื่อง Technical อย่างเดียวนะครับ จากนั้นอีกพาร์ทจะเป็นเรื่องของการเงินและธุรกิจล้วนๆ
และโพสนี้ผมแบ่งเป็น 3 ส่วน คือหลักการเลือกหุ้นลงทุน ตามมาด้วยจุดซื้อที่ได้ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากหุ้นนี้/บริษัทนี้
Rightmove เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้าซื้อขายบ้าน และมีเว็ปไซต์โปรโมทบ้านเหล่านั้นอยู่ โดยครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 80% ตามมาด้วยอัตราการทำกำไรที่น่าประทับใจอยู่ระดับมากกว่า 30%
นอกจากนี้แล้วบริษัทยังมีการเติบโตต่อรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยสูงกว่าอัตราการเติบโตของประเทศอย่างอังกฤษกว่าที่ 2.xx% กว่ามาก
ต่อมาคือเรื่องของอัตราการทำกำไรต่อส่วนของเจ้าของ(ROE) ที่ทำได้อยู่ในระดับที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องบอกว่าประทับใจ
ปัจจัยทั้งหลายนี้ ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสายไหนก็ย่อมอยากได้บริษัทนี้เป็นเจ้าของแน่นอนครับ ดังนั้นหากบริษัทไม่มีพื้นฐานเปลี่ยนไปมากนัก อย่างไรก็ต้องมีคนซื้อกลับมาไม่ทางมดก็ทางหนึ่งครับ
ในวีดีโอนี้หลักๆ แล้วหลักกรซื้อที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด คือการ "Breakout" ครับ คือราคาเบรคขึ้นไปเมื่อไรหลายครั้งราคาจะไม่ค่อยกลับมาที่เดิมนัก
และการซื้อตอนย่อราคามาที่เส้นค่าเฉลี่ย 20 สัปดาห์ก็สามารถทำได้ และคุณก็สามารถใช้ประกอบกับ Relative Strength ได้เช่นกัน หากบริษัทแข็งกว่าตลาดจุดนั้นก็อาจเป็นจุกซื้อได้ตลอดได้
นอกจากเรื่องของ Breakout แล้ว เราสามารถมาผสานการใช้กับทรง VCP หรือ Cup with Handle ได้เช่นกันครับ โดยช่วงที่เขาจะ Break High ตรงจุดนี้นับเป็นจุกซื้อที่ทำให้เรารู้นิสัยครับว่าได้ผล
แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือบางช่วงมีการพักตัวที่อาจนานเกินไปซึ่งหากท่านไม่ใช่นักลงทุนที่รอรวยนานได้ ตรงนี้อาจทำให้ทุนพี่ๆ เพื่อนๆ จมลงได้ครับ
แต่ก็สามารถแก้ทางได้โดยหาเครื่องไม้เครื่องมืออย่าง Option มาหากระแสเงินสดจากบริษัทนี้ได้เช่นกัน
บริษัทนี้จากที่ผมได้กล่าวแล้วคงไม่พ้นเรื่องหุ้น "แข็งแกร่ง" ตามตำราของคุณปีเตอร์ ลินซ์เลยครับ นั่นคือเป็นหุ้นที่มี Market Share แข็งแกร่ง(เช่นเคสนี้มากกว่า 80%) กอปรด้วยตัวเลขการเงินที่อัศจรรย์ ไม่ว่าใครในตลาดต่างก็อยากเป็นเจ้าของ
ดังนั้นแล้วพอหุ้นขึ้นไป หุ้นมักไปได้ไม่มากครับ นั่นคือขึ้นไปสักราว 1x% แต่แม้จะขึ้นระดับนี้แล้วการจะย่อลงไปจุดต่ำเดิมนั้นไม่ค่อยมีมาก จากการที่กำไรบริษัทแข็งแกร่งไม่มีทีท่าลงมาต่ำกว่าเดิมเลย
แม้ราคาจะเพิ่มขึ้นสั้นๆ แต่หากเราถือนานมากยิ่งขึ้นให้บริษัทได้เฉิดฉายแล้วกำไรที่คุณจะได้ก็สามารถไปได้มากกว่าเด้งได้ไม่ยากเลยครับ
และหากคุณมองว่ากำไรได้น้อยและมีบางช่วงออกข้างนาน การใช้ประโยชน์จาก Option ในการหากระแสเงินสดหรือหาโอกาสจากหุ้นนี้ก็ทำได้เช่นกัน
เนื่องจากบริษัทนี้เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่เพียงพอจะมีเครื่องมือทางการเงินหลากหลาย
[แกะหุ้นเด้ง]ดู COSTCO หุ้น 100 เด้ง ผ่าน CANSLIM และ VCP pt.1แก่นแท้จากหุ้นเด้งตัวนี้
-การย่อระดับ 1x% เป็นเรื่องที่ธรรมชาติมากๆ นับเป็นเรื่องที่ปกติ
การย่อลงมาแบบหลักๆ อยู่ที่ราว 3x%
-จุดซื้อที่ทรงประสิทธิภาพจะมาจากจุดที่แข็งกว่าตลาด
หรือ Relative Strength มากกว่า 0
-การย่อลงต่อละครั้งหากไม่หลุดราคาเฉลี่ยนับว่าสามารถรันเทรนด์ต่อได้
-การที่ราคาหุ้นตกหนักๆ โดยหลัก มี 3 ปัจจัย (ซึ่งการตกนี้ไม่ต่ำกว่า 50%)
1. การลงจากเศรษฐกิจเอง เช่น COVID-19 , Subprime
2. การลงจากอุตสาหกรรม เช่น รอบสินค้าโภคภัณฑ์ , การออกกฎบัตรบางอย่างจากภาครัฐที่ทำให้ราคาไม่ไปไหน
3. การลงจากตัวบริษัทเอง เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ปราการและคูคลองเริ่มเสื่อมสลาย (แบบนี้อันตรายที่สุด)
.
-การลงจากตัวเศรษฐกิจ หากบริษัทแข็งแกร่งจากการมีปราการและคูคลองแข็งแกร่ง ตลาดย่อมรับรู้ อย่างน้อยก็จากผลประกอบการที่หากไม่ลดลง และรายงานจากฝ่ายบริหารแจ้งออกมาไม่มีรอยฟกช้ำจากเศรษฐกิจ นายตลาดก็ตอบรับอย่างสดใส
-การลงจากอุตสาหกรรม ราคาหุ้นอาจจะไม่ขึ้นมาในทันที อาจต้องให้เวลากับเขา ในการปรับทัพรวมพลสู้ศึก ในเชิงรูปธรรม อาจขยายตลาดไปที่อื่น, คุยกับ Supplier เพื่อปรับราคาให้มี Margin ที่ดีขึ้น และคงคุณภาพสินค้า
หรือในกรณีที่สดใสที่สุด คือรอเมฆหมอกแห่งความโชคร้ายให้ผ่านไปเลย
-การลงจากตัวบริษัทเอง ยากที่สุดในการพิจารณา ต้องติดตามกระบวนการบริหารบริษัทอย่างใกล้ชิด รวมถึงดูคุณภาพในสินค้าและบริการ
แก่นแท้คือดูว่า Core Value ที่เขมอบให้แก่ลูกค้าและสังคม
กับการทำกำไร ยังพอไปทางเดียวกันได้ไหม
-สิ่งที่ต้องการสื่อคือหุ้นหลายเด้งมักมีการลงแรงๆ เสมอ ไม่ว่าจากตัวเขาเอง ตัวอุตสาหกรรม หรือจากเศรษฐกิจ แก่นแท้คือการถือให้ยาวและมองให้ขาดว่าบริษัทจะผ่านไปได้ไหม เป็นสำคัญ
-การฟอร์มตัวแบบ Cup with Handle จากที่ดูมักใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 bars week หรือราว 200 วัน ก่อนพุ่งขึ้นไป
การรันเทรนด์เพื่อให้ได้กำไรเด้ง อาจต้องอาศัยเวลา
เราควรมีหลังบ้านที่แข็งแกร่ง มีรายได้หลายทางเพียงพอที่จะคลายกังวลกับการลงทุนในบริษัทนี้ได้
เราอาจใช้อรรถประโยชน์จาก Stock Option ช่วยได้ หากหุ้นนั้นมีบริการ Short Call หรือ Short Put เพื่อหากระแสเงินสดจากช่วง Sideway หากินกับ Volatile
(อาจจะซับซ้อน แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกได้นะครับ)
-จุดกลับตัวของกราฟ บางทีอาจใช้รูปแบบแท่งเทียนพิจารณาได้
เช่นรูปแบบ Hammer ที่ทำหางยาวมาก เสมือนการปฏิเสธการลงของราคา
-จุดกลับตัวอาจใช้ Relative Strength ช่วยได้
หากราคาหุ้นแข็งกว่าตลาด เราอาจเริ่มกลับมามองหุ้นนี้ได้ครับ






















