[Hybrid Study:John Neff] แก่นการลงทุนหุ้นวงจร เพือถือรันหลายเด้งสวัสดีครับพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกท่าน วันนี้ผมจะมาขอ Tribute หลักการลงทุนของคุณ John Neff ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในสายผสมนี้กันนะครับ
และเนื่องในโอกาสที่วันที่ 19 กันยานี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณ John Neff และคุณ John Neff เองก็เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง นับว่า 1 ในตำนานแห่งโลกการลงทุนของเราได้จากเราแล้วอีกหนึ่งราย แต่ว่าหลักการของคุณ John Neff จะยังคงอยู่ในจิตใจของนักลงทุนสาย Value ทุกท่าน
สำหรับผมแล้ว การระลึกถึงและ"ให้เกียรติ" หลักการของใครก็ตาม คือการใช้หลักการนั้นเป็นพื้นฐานอ้างอิงเพื่อให้หลักการนั้นเป็นที่พูดถึง และขัดเกลาให้ทันต่อโลกมากขึ้น ผมชอบหลักการของคุณ John Neff มาก จึงเป็นเหตุให้เขียนอินดิเคเตอร์ DDM ขึ้นมาด้วย
และสิ่งที่ผมได้ทำในวันนี้ก็คือการทำให้หลักการของคุณ John Neff ยังคงมีชีวิตอยู่ อย่างน้อยก็ปรับประยุกต์ใช้ในรูปแบบกราฟผ่าน Trading View ซึ่งโค้ดอินดิเคเตอร์นี้ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณ John Neff อย่างแท้จริง
หลักการลงทุนนี้ผมใช้กับการอาศัยซื้อหุ้น(โดยเฉพาะหมวดวงจร : Commodities) ในจุดที่ PE ต่ำอย่างสวนตลาด แต่หลักการที่เราจะได้มาที่ PE ต่ำนั้น ย่อมเกิดจากการปรับ ตัว E หรือ EPS จากสมมการ PE = Price / EPS , โดยผมจะ Predict ค่า EPS ผ่านตัวรายได้ในแบบที่ควรจะเป็น
และนำรายได้นั้นมาจับคุณด้วยอัตราส่วน Net Margin ในระดับ Base Case-Best Case ซึ่งค่าตัวเลขของ Net Margin นี้เราจะได้มาจากการทำ Research หุ้นในหมวด Commodities ย้อนหลังนะครับ
และจะตั้งตัวเลขพวกนี้เสมือนเป็นตุ๊กตาเฉยๆ เพื่อให้เราหาค่า EPS ให้ได้
ในการตั้งค่า Net Margin นี้ ผมจะมีการตั้งเป็นหลายค่ามากๆ และค่าที่ต่ำที่สุดก็คือ 1% มาจากสมมติฐานที่ว่าปกติหุ้น Commodities ตอนจะจบรอบราคาเขาจะลงมาแรงมากๆ จากราคาสินค้าอ้างอิงตกต่ำไม่ว่าจะเหล็ก น้ำมัน เคมี แร่ธาตุต่างๆ
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วส่วนมากบริษัทจะมีผลขาดทุนจากสต็อกสินค้าก็ดี หรือจากรายได้จากการขายสินค้าลดลง จนแบกรับต้นทุนคงที่ไม่ได้ ทั้งหลายนี้เองจึงทำให้ตัว PE ของบริษัท “ติดลบ” หรือก็คือคำนวณไม่ได้ หรือแม้แต่ PE พุ่งสูงขึ้นเป็นหลัก “ร้อยเท่า” จากการที่ EPS นั้นแกร่งนั่นเอง
การที่ผมตั้ง Net Margin ที่ 1% นี้ก็เพื่อเป็น “บาร์อย่างต่ำๆ” ที่บริษัทสมควรทำได้ เมื่อเราได้ NPM ที่ 1% มาได้แล้ว เราก็จับ 1% มาคูณกับตัวเลขรายได้ครับ(ตรงส่วนนี้บางคนอาจใช้รายได้เมื่อปีที่แล้ว หรือว่ารายได้เฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง แล้วแต่สไตล์แต่ละคนเลยครับ)
เมื่อนำ Revenue * NPM แล้วเราก็จะได้ “กำไรสุทธิ” จากนั้นก็นำมาหารด้วยจำนวนหุ้น ทีนี้เราก็ได้ EPS อันเป็นพระเอกของเราแล้ว
จากนั้นเราก็นำ EPS มาเพื่อที่จับคูณด้วย PE อย่างที่ควรจะเป็น โดยเคสนี้ผมจะให้ที่ PE = 6-8 ตรงส่วนนี้หากใคร Conservative มากๆ อาจใช้ที่ PE 5 ไปเลยก็ได้ โดยมีการตั้งสมมติฐานว่า “ใครกันล่ะ จะไม่อยากได้หุ้น PE 5 เท่า หรือหุ้นที่จ่ายเงินปันผลหลัก 10% ต่อปี ณ ระดับราคาฐานต่ำนี้”
ในตอนนี้เราก็ได้ราคาหุ้นแล้ว ผมก็ให้แสดงค่าเป็นเหมือนเส้นแนวรับแนวต้านที่จะอัพเดตทุกๆ ปีนะครับ จากการที่ข้อมูลการเงินจะมีอัพเดตใหม่ทุกปี ตรงเส้นแนวรับ/แนวต้าน พวกนี้เสมือนกับเป็น “แนวรับเชิงพื้นฐาน” นั่นเองครับ
หุ้นใดก็ตามที่ลงมาเทสที่เส้นนี้ และมีการทำแท่งเทียนกลับตัว หรือมีการพักตัวตรงนี้เราอาจพิจารณาเอาเขามาใส่ลิสเพื่อรอวันให้เกิด Catalyst ให้ราคาขึ้นไปกันนะครับ จากนั้นก็รับเทรนไปเรื่อยๆ
หรือหากท่านใดเป็นสายHardcore อาจนำหุ้นนั้นไปวางหลักทรัพย์ค้ำประดันในการขอบัญชี Margin มาต่อเงินอีกรอบก็แล้วแต่สไตล์ท่านเลยครับ
หวังว่าแนวทางนี้จะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านผู้ฟังทุกคนนะครับ โชคดี รักษาสุขภาพ Stay Healthy Stay Wealthy นะครับผม
รูปแบบชาร์ต
[Case Study] วิเคราะห์หุ้นทุกมิติ และสอนใช้ Relative Strength สำหรับวีดีโอนี้ผมจะมานำเสนอการใช้ Relative Strength ประยุกต์กับทรงกราฟ รวมถึงการดูปัจจัยผลักดันบริษัท รวมถึงการหาเหลี่ยมเพื่อการลงทุนนะครับ
โดยเนื้อหาในครั้งนี้ทุกท่านหากได้อ่านคำประกอบนี้ก็เพียงพอได้รับสารที่ผมต้องการสื่อในวีดีโอนี้แล้วครับผม
แต่ก่อนอื่นเรามาคุยภาษาเดียวกันก่อนนะครับ
- บริษัทที่นำเสนอนี้เป็นเพียง 1 ใน Case Study ที่น่าสนใจ
- ผมปรับราคาบริษัทเป็นหน่วย CHF เพื่อป้องกันการชี้นำราคาหุ้น
- วีดีโอนี้มี Ref ที่สำคัญราวๆ 3 แหล่งนะครับ และทาง Trading View ไม่ให้เราโพสลิงค์ไปด้านนอก ขอให้ทุกท่านโปรดวางใจ ว่าทุกอย่างที่ผมได้นำเสนอไปนี้มีเอกสารตัวเลขอ้างอิงครับ
====================================================
จากกราฟนะครับ เราจะเห็นว่าตัว Relative Strength นี้มีการหดตัวเข้าสู่ 0 อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือเมื่อเทียบหุ้นตัวนี้กับตลาดแล้ว หุ้นตัวนี้มีความแข็งแกร่งกว่าตลาดอย่างเห็นได้ชัดเจนครับ และหากมองให้ไกลกว่านั้น เราอาจตั้งคำถามได้ว่า "เป็นไปได้ไหม ที่หุ้นตัวนี้จะเป็นหุ้นที่แข็งกว่าตลาดสัดวันหนึ่ง" ซึ่งหุ้นที่แข็งกว่าตลาดนั้นก็คือหุ้นที่มีค่า RS > 1 นั่นเองครับ
จากปัจจัยจากกราฟที่แสดงให้เห็นว่าเขาทำ Sideway มาเนิ่นนาน และเริ่มมีการเปลี่ยนไป เรามาดูกันที่ปัจจัยขับเคลื่อนภายในบริษัทอันเป็นต้นสายธารของหุ้นตัวนี้กันครับ
สำหรับบริษัทที่เราพูดถึงนี้ก็คือ BAFS บริษัทผู้จำหน่ายเชื้อเพลิงให้แก่เครื่องบินนั่นเอง (และขอชี้แจงเพิ่มเติมจาก Oppday บริษัทนี้เปรียบเสมือนกับ "เด็กปั๊ม" นะครับ เขามีหน้าที่บริการบรรจุเชื้อเพลิง ดังนั้นแล้วราคาน้ำมันไม่มีผลจ่อบริษัทเลยครับ)
สิ่งที่ผมได้นำเสนอนี้มีปัจจัยผลักดันคือจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เริ่มบินสะพัดมากยิ่งขึ้น โดยหากเราได้ดูงบกำไรขาดทุนสุทธิแล้ว เราจะพบว่าตัวเลขในส่วนของ EBITDA กับค่าเสื่อมเริ่มมีการหักล้าง และเริ่มเท่าทุนแล้ว
และจากการที่ผมได้ไปฟัง Oppday ย้อนหลังก็ได้ทราบว่าปริมาณนักท่องเที่ยวตอนนี้เองก็ Breakeven ต่อการทำกำไรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งหลายทั้งมวลนี้ นำมาสู่ทรงกราฟครับที่จากแต่ดั้งเดิมบริษัทได้มีการทำ Sideway มากว่า 2 ขวบปี อาจมีแนวโน้มที่บริษัทจะเปลี่ยนแนวโน้มไปก็ได้ ไม่ขึ้นก็ลง
โดยจุดตัดของเทรนนี้จะอยู่ที่ราวๆ เดือนมกราคา จากการตีเส้นเทรนด์ไลน์ขากด และเทรนด์ไลด์ขาขึ้น หลังจากที่พูดถึงเรื่องปัจจัยด้านเวลาที่อัดตัวพร้อมผลักดันหุ้นแล้ว เรามาดูในมิติของมูลค่ากันบ้างดีกว่าครับ
จากเครื่องมือ 2 ตัวนั่นคือ DDM และ Double Dividend Discount Model ได้แสดงให้เราเห็นว่า แต่ก่อนเดิม "ตลาด" เคยให้มูลค่าบริษัทนี้ "มากกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท" ต่อเนื่องหลายปี
และในปัจจุบัน บริษัทเองกลับมีการเทรดในระดับที่ต่ำกว่าเส้นแนวต้านที่แสดงนี้เสียอีก ดังนั้นหากเราตั้งสมมติฐานว่าราคาหุ้นจะ Mean Reversion ก็เป็นไปได้
ทั้งนี้แล้วจากข้อมูลที่เรามี อาจช่วยให้พี่ๆ เพื่อนๆ ใช้ในการวางแผนการเทรดได้นะครับ ผมว่าการที่เราวิเคราะห์ได้หลากหลายมิตินี้จะช่วยให้เราลงทุนได้อย่างมั่นใจได้มากขึ้น แต่ก็มีข้อเสียที่ต้องแลกเข้ามาที่สาหัสเช่นกัน นั่นคือ "เราไม่อาจรู้เลย ว่าเรื่องอะไรที่เรารู้นั้นเป็น NOISE" หรือ "สิ่งก่อกวนในการลงทุน" ได้ กล่าวคือหากเรารู้สิ่งใดมากแล้ว สิ่งนั้นอาจบดบังทรรศนวิสัยในระยะยาวของเราก็เป็นได้
แต่กระนั้นแล้ว เราทุกคนในหมวดของเทรดเดอร์ก็ยังโชคดีครับที่เรายังสามารถยอมแพ้ได้ หากแผนที่เราวางไว้ไม่เป็นไปตามที่วาง ผ่านการยอมรับตัวเองและ Cutloss ทิ้งไป
ทั้งหลายนี้ผมวาดหวังว่าจะเป็นทางเลือกการลงทุนแก้ทุกท่านได้ไม่มากก็น้อยนะครับ
ฝากหนังสือและ investing-in-th ไว้ด้วยนะครับผม เราจะรวบรวมหนังสือที่อยู่ในจักรวาลการลงทุนไว้ให้ทุกท่านในที่เดียวเป็นร้านหนังสือเพื่อการลงทุน เพื่อการ Empowerment สังคมการลงทุนอย่างแท้จริง
ขอให้ทุกท่านโชคดี สุขภาพแข็งแรงปลอดภัยครับผม
เทคนิคเทรดการทองคำให้แม่นยำถึง 95% EP2เทคนิคเทรดการทองคำให้แม่นยำถึง 95% นั้นเริ่มต้นจากการใช้รูปแบบ QM ทั่วไปโดยที่ผมจะเพิ่มจุดเข้าที่ได้เปรียบยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดความแม่นยำในการเทรดและได้ราคาที่ดีที่สุดจากการใช้ FIBO ระดับ 78.6 ถึง 88.6 เข้ามาช่วยในการหาจุดเข้านั่นเอง จากตัวอย่างข้างต้นจะเป็นการพูดถึงการใช้รูปแบบ QM BUY + FIBO 78.6-88.6 ใน TF 15 นาที ซึ่งจะเห็นว่าที่จุดเข้า BUY นั้นราคาได้มีการชนแล้วค่อยๆกลับตัวขึ้นไป เนื่องจากเทรด set up นี้เป็นการเทรดแบบสวนเทรนจึงทำให้ราคาไปถึงเพียงแค่ TP1 เท่านั้น
การใช้เทคนิคนี้มีเงื่อนไขที่ต้องระวังอยู่ 2 ข้อด้วยกัน คือ
1. ต้องตั้งจุด SL เหนือหัวของ QM ประมาณ 100-200 เสมอ
2. ให้ใช้รูปแบบ QM + FIBO 78.6 - 88.6 ใน TF 15 นาที ขึ้นไปจะมีความแม่นยำสูงขึ้น
เพียงเท่านี้เราก็สามารถเทรดทองคำได้อย่างแม่นยำสูงถึง 95% แล้วครับ
+++ หากใครที่สนใจที่จะเข้ากลุ่มเรียนรู้การใช้เทคนิคเทรดทองคำด้วย QM และรับซิกทองคำด้วยรูปแบบ QM สามารถส่งข้อความมาสอบถามได้นะครับ +++
เทคนิคเทรดการทองคำให้แม่นยำถึง 95% EP1เทคนิคเทรดการทองคำให้แม่นยำถึง 95% นั้นเริ่มต้นจากการใช้รูปแบบ QM ทั่วไปโดยที่ผมจะเพิ่มจุดเข้าที่ได้เปรียบยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดความแม่นยำในการเทรดและได้ราคาที่ดีที่สุดจากการใช้ FIBO ระดับ 78.6 ถึง 88.6 เข้ามาช่วยในการหาจุดเข้านั่นเอง จากตัวอย่างข้างต้นจะเป็นการพูดถึงการใช้รูปแบบ QM SELL + FIBO 78.6-88.6 ใน TF 15 นาที ซึ่งจะเห็นว่าที่จุดเข้า SELL นั้นราคาได้มีการชนแล้วกลับตัวลงไปอย่างรุนแรง
การใช้เทคนิคนี้มีเงื่อนไขที่ต้องระวังอยู่ 2 ข้อด้วยกัน คือ
1. ต้องตั้งจุด SL เหนือหัวของ QM ประมาณ 100-200 เสมอ
2. ให้ใช้รูปแบบ QM + FIBO 78.6 - 88.6 ใน TF 15 นาที ขึ้นไปจะมีความแม่นยำสูงขึ้น
เพียงเท่านี้เราก็สามารถเทรดทองคำได้อย่างแม่นยำสูงถึง 95% แล้วครับ
อินดิเคเตอร์2ตัว สร้างกำไร120เท่า winrate67% ระยะเวลา 4เดือน วันนี้น้ามาแนะนำระบบ เทรดที่มีผลลัพธ์ 120RR ภายในระยะเวลา 4เดือน
winrate 67% ใครยังไม่มีระบบ ที่ถูกใจมารองดุชุดเทรดนี้กันเลย
คู่เทรดที่ใช้ทดสอบ BTCUSDT timeframe H1
อินดิเคเตอร์ที่ใช้
อินดิเคเตอร์ตัวแรก trendline with Breaks (lux)
อินดิเคเตอร์ตัสอง TRAMA
วิธีการใช้งาน รอจังหวะ สัญญา singal B เขียว เหนือเส้นม่วง
รอจังหวะ สัญญา singal B แดง ใต้เส้นม่วง
วางSL ไว้ที่ปลายแท่งเทียนก่อนหน้า
RR ขั้นต่ำ1.5 เท่า
เงื่อนไขการเทรด 1 รอสัญญา break signal
2 ดูว่าอยู่เหนือเส้นม่วง buy/long
ใต้ม่วง sell/short
3 วางstoploss ไว้ที่ปลายแท่งก่อนหน้า
4. วางTP ขั้นต่ำ1.5เท่า
คำเตือน ไม่เทรด ขัดแย้งกับหน้าเทรด
แท่งเทียนถัดไป ไม่ควรกลับมาเข้ากลับที่Break ไปแล้ว ควรปิดแท่งเป็นสีตามหน้าเทรด
สรุปผลbacktest เทรด43ไม้
win 29 ไม้ winrate 64%
loss 14ไม้
RR 120 เท่า
ระยะเวลาในการbacktest 4เดือน 1มค -30เมษา
ทำความเข้าใจการวิเคราะห์ Chart Patterns เพื่อใช้งานในการเทรดRising Wedge คือหนึ่งในรูปแบบการเรียงตัวของแท่งเทียนหรือที่เรียกว่า Chart Patterns
ตามตำราส่วนใหญ่บอกว่า Rising Wedge Pattern หมายถึง เป็นรูปแบบที่บอกสัญญาณของแนวโน้มขาลง (Downtrend/Bearish)
- หาก Rising Wedge Pattern เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเป็นแนวโน้มขาขึ้น โดยมากจะถูกมองว่าแนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง
- หาก Rising Wedge Pattern เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเป็นแนวโน้มขาลง โดยมากจะถูกมองว่าเป็นการพักตัวของราคาเพื่อปรับตัวลงต่อ
แต่ในความเป็นจริงมันจะเป็นอะไรก็ได้ มันคือจินตนาการ ...ถึงแม้สถิติจะบ่งบอกว่าโดยมากมีโอกาสลงมากกว่าก็ตาม แต่โอกาสที่จะเกิดตรงกันข้ามก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นเลย
***การใช้งาน Chart Patterns แต่ละคนก็มีเทคนิคในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป พื้นฐานทุกคนก็ทราบเหมือนกันหมด แต่อยู่ที่ว่าใครจะนำไปพลิกแพลงใช้งานให้เหมาะกับกลยุทธ์ของตนเองอย่างไร สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับ Chart Patterns เราจะไม่อธิบายมากนัก เพราะสามารถศึกษาได้ทั่วไป แต่เราจะมาอธิบายการใช้งาน Chart Patterns ในแบบของ OhMan Lan
---------------------------------------
มาทำความเข้าใจการวิเคราะห์ Chart Patterns เพื่อใช้งานในแบบของ OhMan Lan กัน ^^
1.)ไม่ดักกราฟ ไม่คิดไปเอง
สำคัญมาก …ให้ใช้คำพูดว่า ถ้า Pattern นี้สมบูรณ์จะเรียกมันว่า…? และความหมายคือ…? และเราจะให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อมันสมบูรณ์แล้วเท่านั้น
ถ้าหากมองว่ามันคือ Ascending triangle นั้นหมายความว่าเรา "ดักกราฟ"
Pattern ที่สมบูรณ์แล้วคือ Symmetrical triangle ส่วนรูปแบบ Ascending triangle นั้นยังไม่สมบูรณ์เราจะยังไม่ให้ความสำคัญและจะไม่เรียกมันว่า Ascending triangle จนกกว่ามันจะสมบูรณ์แล้ว
2.)เข้าใจหน้าที่ของ Chart Patterns
คือ เฝ้าสังเกตพฤติกรรมราคา เพื่อใช้สนับสนุนสัญญาณอื่น ๆ หรือวิเคราะห์ร่วมกับ Indicators หรือเครื่องมือต่าง ๆ
ตัวอย่างตามภาพด้านบน Pattern นี้สมบูรณ์แล้วเรียกมันว่า Symmetrical triangle ซึ่งราคา Breakout ขึ้นด้านบน หมายความว่ามีโอกาสเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ดังนั้น Pattern นี้ได้สนับสนุน MACD ที่แสดงถึง Bullish
ถึงแม้ Pattern สมบูรณ์แล้วมันก็ยังไปต่อเป็น Pattern ใหม่ได้เรื่อย ๆ ตามจิตนาการของเรา ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับรู้รูปแบบต่าง ๆ ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นและตระหนักถึงสิ่งที่จะทำให้รูปแบบนั้นไปต่อไม่ได้
---------------------------------------
สรุปการวิเคราะห์ Chart Patterns เพื่อใช้งานในแบบของ OhMan Lan
ไม่ ดัก กราฟ คิด ไป เอง เออ เอง // ไม่เทรดโดยอาศัยความเชื่อ
Focus ปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบัน กระทำตามเหตุการณ์ปัจจุบัน
ถ้าวิเคราะห์กราฟแล้วยังคิดไปเอง เออเอง แล้วจะวิเคราะห์ไปทำไมจริงไหม 😊 ก็นึกคิดเอา แล้วเทรดเลย ไม่ต้องเสียเวลาดูกราฟ เพราะการวิเคราะห์กราฟ คือ Technical analysis และ Technical analysis ก็ไม่ใช่การคิดเอง เออเอง
# OhManLan
# ViCiTrader
Chart Patterns หรือ Price PatternsChart Patterns หรือบางคนก็เรียกว่า Price Patterns คือ แท่งเทียนที่เรียงตัวกันเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
มันก็คือการลาก trend line ปกตินี่แหละ เพียงแต่ลากให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ เพื่อให้เห็นรูปแบบกลุ่มแท่งเทียนได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจจะสามารถบอกว่ามันคือการสร้างหลักจิตวิทยาจากจินตนาการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ไปสู่คนจำนวนมาก …เพื่อให้เห็นพ้องต้องกัน
การใช้งานมีความยืดหยุ่นสูง อยู่ที่ว่าเราจะใช้เพื่อดูอะไร แต่ละคนก็อาจจะใช้ไม่เหมือนกัน
AUDNZD,4H*SWING TRADE
เทคนิคที่ใช่การดูกราฟ
1-.Fibo
2-.Demand / Supply Zone
3-.แรวรับ/ต้านสำคัญ ฯ ต่างๆ
4-.รูปแบบการ ปฎิเศษ ราคา ที่จะไปต่อในทิศทางเดิม หรือ ตรงกันข้ามทิศทาง
** รักษาเงินต้น #MM วิเคราะห์ ให้มาก เมื่อมีความยั๋งยืน เราจะอยู่รอดและ ค่อยๆ สร้างผลดีๆ ตามมา
**คู่ EURNZD**
-เล่น ตามแนวโม้นที่ ยังไม่หลุดจากแนวโน้มเดิม คือ BUY ตามโซนต่างๆที่เรา จิตณาการณ์ไว้
1.-FIbo 50.0 / 61.8 / 78.6 Zone
2.-D/S Zone
3.-QML
แผน SELL ที่ pettern QML ใน TF dayแผน SELL ที่ pettern QML ใน TF day
มีจุด QML 2 จุด แบ่งไม้เข้าได้ 2 จุด
จุดเข้าที่1 ที่ QML1 มี SZ DBD + MPL
จุดเข้าที่2 ที่ QML2 เป็น SZ week RBD + QML
SL เหนือ high เดิม ของจุด QML 2
TP1 ที่ swing low ของ QML2
TP2 ที่ swing low ของ QML1
เนื่องจากใน TF week เป็นขาขึ้น ควรเก็บTP ระยะสั้น
แผนการเทรด AUDCHF***แผนย้อนหลัง บันทึกไว้เพื่อการศึกษา***
AUDCHF 4 Hour - Timeframe
เนื่องจากราคาไม่ทำ Newhigh หรือ Newlow ที่จุด CและD
ทำให้เกิดสามเหลี่ยมปากแคบ Triangle pattern
เข้าเทรดโดย
1. รอราคาทะลุฝั่งใดฝั่งนีง
2. รอ follow ตามช่วงจังหวะ Retest ดังรูป
3. TP จะเท่ากับความสูงของสามเหลี่ยม ลูกศรสีขาว
***แผนย้อนหลัง บันทึกไว้เพื่อการศึกษา***






















