ตลาดทองคำร่วงอย่างหนัก – เงินกำลังถูกบดขยี้ในขณะที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ยังคิดว่าทองคำแค่ "ปรับตัวลงเล็กน้อย"
แต่ความจริงแล้วตลาดกำลังทำอย่างอื่น: บดขยี้เงิน
นี่ไม่ใช่การร่วงลงแบบสุ่ม
นี่คือกระบวนการบดขยี้อารมณ์และบัญชีของคนส่วนใหญ่
1. ทองคำไม่ได้ร่วงลง – ทองคำกำลังบริสุทธิ์ขึ้น
ทุกครั้งที่ทองคำ "ร่วงลงอย่างหนัก" ตลาดกำลัง:
กวาดล้างคำสั่งหยุดขาดทุนของนักลงทุนรายย่อย
บังคับให้ตำแหน่งซื้อระยะยาวที่อ่อนแอต้องปิดตัวลง
ดึงดูดความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO) ก่อนที่จะเปลี่ยนทิศทาง
เงินไม่ได้หายไป – มันแค่เปลี่ยนมือ
2. ทำไมเทรดเดอร์ถึงขาดทุนในช่วงที่ตลาดทองคำร่วงลงอย่างหนัก?
เพราะพวกเขา:
ซื้อที่จุดต่ำสุดเร็วเกินไป
ถือตำแหน่งซื้อระยะยาวในขณะที่ตลาดยังคงกระจายตัว
เชื่อใน "ข่าวดี" แทนที่จะพิจารณาการเคลื่อนไหวของราคา
👉 ทองคำไม่สนใจว่าคุณคิดอย่างไร
👉 ทองคำตอบสนองต่อสภาพคล่องเท่านั้น
3. สัญญาณของการร่วงลงของตลาดทองคำ
หากคุณเห็น:
ความผันผวนเพิ่มขึ้น แต่โครงสร้างอ่อนแอ
การทะลุแนวต้านแต่ไม่มีการต่อเนื่อง
ปฏิกิริยาของราคาที่รุนแรงในโซนอุปทานเดิม
นี่คือโซนการร่วงลง – จุดที่เงินถูกดึงออกไปเร็วที่สุด
4. นักลงทุนรายใหญ่ทำอย่างไรเมื่อทองคำร่วงลง?
นักลงทุนรายใหญ่:
อย่าซื้อที่จุดต่ำสุด
อย่าซื้อขายตรงกลางกราฟ
เข้าซื้อขายเฉพาะเมื่อคนส่วนใหญ่หมดความอดทนแล้ว
เมื่อนักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนก เงินจะเริ่มสะสม
5. บทเรียนที่สำคัญที่สุด
การร่วงลงของตลาดทองคำไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อขายอย่างหนัก
แต่เกี่ยวกับ:
การรักษาเงินทุน
การรอการยืนยัน
การซื้อขายเฉพาะเมื่อความน่าจะเป็นอยู่ในฝั่งของคุณอย่างชัดเจน
👉 ไม่ขาดทุนในช่วงการร่วงลง = ชนะแล้ว
ตลาดทองคำตกต่ำ
= การทดสอบทางจิตวิทยา
= การโอนเงิน
= โอกาสสำหรับผู้ป่วย
คุณไม่จำเป็นต้องทำนายจุดต่ำสุด
คุณแค่ต้องหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อ
รูปแบบชาร์ต
the stock may face challenges heading into 2026This stock is unlikely to move forward in 2026, as competition from China remains a key challenge. Based on the current trend, the price appears to be in a prolonged downtrend, making it unattractive for entry at this time. Investors are advised to remain on the sidelines and closely monitor developments. While the company’s owners seem unconcerned, investors should exercise caution.
เปรียบเทียบกลยุทธในการเทรด BTC 3 แบบ ตั้งแต่ปี 2022-2025พอดีช่วงปีใหม่ยุ่งๆ ก็เลยไม่ได้ทำสรุปประจำปี วันนี้ก็เลยแวะมาทำซักหน่อยนะครับ
สำหรับปีที่แล้วเราจะเห็นว่า ถึงแม้ BTC จะทำ ATH ใหม่ไปช่วงกลางๆ ปี แต่ว่า ระยะที่มันวิ่งนี่แทบไม่ได้ไปไหนไกลเลย โดยปีที่แล้ว ถ้าเทียบกันแบบ เปิดปี vs ปิดปี นี่... ขาดทุนด้วยซ้ำ วันนี้ก็เลยแวะมาอัพเดททิ้งไว้นิดนึงว่า ระหว่างการทำตามระบบ Action Zone กากๆ win rate ห่วยๆ กับใช้ท่า buy & hold หรือ DCA จะเป็นยังไง
ผลสั้นๆ เดี๋ยวค่อยมาอธิบายต่อ นั่นก็คือ...
==============
- Buy&Hold = -7.5% (ขาดทุน)
- DCA every week = -11.52% (ขาดทุน)
- inwCoin Trend Following = +3.9% (กำไร)
โอ้ว! จ๊อด! ไม่น่าเชื่อ ว่า Trend Following อย่าง Action Zone ที่ผมใช้ ที่คนด่ากันมาตลอดปี ว่าระบบกาก win rate ต่ำตม กลายเป็นพอจบปี กลับมีกำไรซะงั้น! 55555 โดยเรามาวิเคราะห์กันนะครับว่า ทำไม
======
1) Buy & Hold
======
- สำหรับระบบนี้ ก็ให้อนุมานว่า ซื้อตอนวันที่ 1 มกราคม ของเริ่มปี แล้วมาขายตอนสิ้นปี วันที่ 30 ธันวาคม ตอนจบปี
- โดยราคาซื้อ BTC ณ วันที่ 1/1/2025 ที่ผมได้บันทึกไว้ ก็คือ 96,217
- ราคาขาย BTC ณ วันที่ 30/1/2025 ที่ผมได้บันทึกไว้ ก็คือ 89,000
- คำนวณออกมาแล้ว ก็จะขาดทุนไปอยู่ที่ -7,217 หรือคิดเป็น -7.5% นั่นเองครับ
- ระบบนี้ ถ้าเป็นในช่วงปี 2023 หรือ 2024 ก็จะเห็นว่า เป็นระบบที่ให้กำไรโคตรดี แค่ซื้อแล้วถือไว้โง่ๆ ก็รวยแล้ว จะไปเทรดทำไมให้เหนื่อย โดยในปี 2024 ได้กำไร +125% และปี 2023 ได้กำไร +158%
- แต่ถ้าย้อนไปดูอีกหน่อย ในปี 2022 ก็จะพบว่า ถ้าใช้ระบบนี้ ก็จะขาดทุนถึง -65% ครับ
- สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณสามารถทนขาดทุนได้ถึงระดับ -65%++ ( หรืออาจจะถึง -80%++ ระหว่างปี ) ได้ คุณก็สามารถใช้ระบบนี้ได้นั่นเอง
- แต่ถ้าเราอยากใช้ระบบนี้แบบคุมความเสี่ยงล่ะ? เราจะทำยังไง ก็มีวิธีง่ายๆ ครับ ก็คือการคำนวณย้อนกลับไปถึง maximum money ที่เรายอมเสียได้
- สมมุติว่า เรายอม bet ด้วยระบบนี้ ที่ 10% ของพอร์ต โดยเราประเมินว่า ในช่วงที่ขาดทุนหนักที่สุดของระบบนี้ ที่จะเป็นไปได้ของ BTC คือ -80%
- เราก็จะมี maximum drawdown อยู่ที่ 10% * -80% = -8% ของพอร์ตนั่นเองครับ
- ดังนั้น ถ้าเราใช้ระบบนี้ โดยการเอาเงิน 10% ของพอร์ต มาเสี่ยงทั้งก้อน เราก็จะได้ข้อสรุปว่า
- 2025 = 10% * (-7.5%) = ขาดทุน -0.75%
- 2024 = 10% * 125% = กำไร 12.5%
- 2023 = 10% * 158% = กำไร 15.8%
- 2022 = 10% * (-65% ) = ขาดทุน -6.5%
- 2021 = 10% * 408% = กำไร 40.8%
- จะเห็นได้ว่า เอาจริงๆ ถ้าเราคุมความเสี่ยงให้จำกัด กำไรมันก็ไม่ได้เวอร์วังอลังกาล่าอะไรมาก ขนาดในปีที่ดีสุดๆ อย่างปี 2021 ถ้าเราคุมเสี่ยงเราก็มีกำไรแค่ 40% เท่านั้น
- แต่ก็นั่นแหละ เรื่องการ "คุมความเสี่ยง" เป็นเรื่องที่พูดให้คนที่ไม่เคยเจ๊งมาก่อน ก็จะไม่เข้าใจ ทำไงก็จะไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่เคยผ่านภาวะที่ใจพังยับมาก่อน ดังนั้น ผมก็คงไม่สอนไรมาก แค่คำนวณตัวเลขให้ดูเฉยๆ ล่ะกันครับ
===
2) DCA ทุกๆ สัปดาห์
===
- สำหรับระบบ DCA ทุกๆ สัปดาห์ จริงๆ ก็คล้ายๆ กับ buy & hold นะแหละ แต่เราไม่อยากซื้อด้วยเงินก้อนเดียว เลยเอาเงินก้อนนั้นมากระจายซื้อ BTC ไปทุกๆ สัปดาห์แทน
- ซึ่งวิธีนี้ มันจะดีต่อใจมากกว่าตรงที่ว่า บางทีเราจะซื้อเฉลี่ยๆ กันไป ตอนลงมันก็ไม่ลงหนัก แต่ตอนได้มันก็ไม่ได้เยอะเช่นกัน
- โดยผลย้อนหลังของกลยุทธนี้ จะมีดังนี้
- 2025 = -11.52% ( ถ้าวางเงิน 10% = -1.52% )
- 2024 = 54.87% ( ถ้าวางเงิน 10% = 5.48% )
- 2023 = 55.95% ( ถ้าวางเงิน 10% = 5.95% )
- 2022 = -33.84% ( ถ้าวางเงิน 10% = -3.84% )
- ส่วนปี 2021 ผมยังไม่ได้เก็บ record ก็เลยไม่มีข้อมูลครับ
- จะเห็นว่า ถ้าเทียบกันแบบปีต่อปีระบบอย่าง DCA ผลตอบแทนก็ไม่ได้ดีอะไร แถมจะแย่ซะด้วยซ้ำ แต่จริงๆ แล้วแนวคิดของ DCA ที่ใช้กันก็คือ "มองเกมยาวๆ ระดับ 5 ปี 10 ปีขึ้นไป แล้วทำการ DCA อย่างมีวินัย" ดังนั้น การจะมาเทียบแบบปีต่อปีมันก็อาจจะไม่ค่อยได้ผลที่ดีเท่าไหร่
- โดยผมเองก็ได้ทำข้อมูลการ DCA ย้อนหลังไว้ ตั้งแต่ปี 2020 ถึงสิ้นปี 2025 ก็จะพบว่า.. มีกำไรทั้งสิ้น ประมาณ +150% เทียบกับเงินที่ลงไปทั้งหมด นั่นเองครับ
- เอาจริงๆ ถ้ามองกันแฟร์ๆ ก็แพ้ทองแบบราบคาบอะนะ 555
===
3) เทรดตามระบบ Trend Following
===
- สำหรับวิธีสุดท้าย และเป็นวิธีที่ผมเองก็ใช้อยู่ด้วย นั่นคือ การเทรดตามระบบ Trend Following โดยก่อนหน้านี้ผมได้ใช้อยู่หลายระบบด้วยกัน แต่มาช่วงกลางๆ ปี ผมมาหยุด revise strategy ใหม่ แล้วก็เลยเอาตัวที่ไม่ค่อย perform ออกไป ก็เลยเหลือไว้แค่ MACD ตัดศูนย์ หรือ Action Zone เท่านั้นครับ
- โดยก่อนหน้านี้ระบบที่ผมใช้จะมีความเสี่ยงรวมประมาณ 3% ของพอร์ต ( กลยุทธละ Risk 1% ) โดยที่ผ่านมา มีผลการเทรดดังต่อไปนี้ ( เป็นผลการเทรดจากการบันทึกจุดเข้าจุดออกตรงๆ ส่วนผลเทรดจริงจะคลาดเคลื่อนต่ำกว่านี้บ้าง เพราะมีค่า fee และอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องครับ )
- 2025 = +3.9%
- 2024 = +44%
- 2023 = +57%
- 2022 = -4%
- ส่วนปี 2021 ผมยัง log profit ค่อนข้างมั่ว ก็เลยไม่ขอเอามาใส่ลงให้เห็นล่ะกัน แต่ถ้าจะเล่าก็คือพอร์ตโตฉ่ำๆ เหมือนชาวบ้านเขาทุกคนในปีนั้นแหละครับ
- จะเห็นได้ว่า ในปีที่แย่โคตรๆ อย่างปี 2022 ถ้าเราคุมความเสี่ยงดีๆ มันก็ไม่ได้ขาดทุนหนักอะไรมาก พอไล่ย้อนดูก็ขาดทุนพอๆ กับกลยุทธอื่นๆ น่ะแหละ แต่สำหรับผม ปี 2022 นี่ก็บอกได้ว่า เทรด USDT สนุกมาก พอร์ตเขียวได้ตอนจบปีเพราะเทรด USDT เลย
---
สรุป
---
- สรุปแล้ว...เราจะเลือกกลยุทธไหน ส่วนตัวมองว่า แล้วแต่ประสบการณ์ และสิ่งที่เราเจอมาจากตลาดครับ เพราะสำหรับผมที่เจอตลาดเล่นจนเกือบหมดตัวมาแล้ว ก็จะมองหากลยุทธที่จำกัดความเสี่ยง ( downside risk ) มากกว่าที่จะไปซัดเต็มข้อ หรือ all-in มากกว่าครับ ทำให้กลยุทธแนว Trend following สำหรับผม มันตอบโจทย์มากๆ
- แต่สำหรับกลยุทธระยะยาว อย่าง DCA ผมก็ยังทำอยู่อย่างสม่ำเสมอนะ โดยเริ่ม DCA มาตั้งแต่ต้นปี 2023 นี่ก็ทำมาได้สามปีละ ก็พบว่า... กำไรแม่งแค่ 12% เท่านั้นเอง 5555 งงเหมือนกันว่าทำไมเหลือแค่นี้ แต่มันก็ได้นี้จริงๆ น่ะแหละ
- ก็แวะมาสรุปกลยุทธกันหน่อย เก็บไว้อ่านเองด้วย + เอามาแชร์ให้คนทั่วไปได้อ่านกันด้วย อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีประโยชน์ครับ
ปล. สำหรับท่านที่สงสัยว่าผมหายไปไหนจาก fb ก็ขอบอกว่า พอดี account fb ปลิวครับ ก็เลยอัพเดทอะไรอีกไม่ได้ 555 แต่ก็ไม่เป็นไร ก็ถือว่า social detox ไปในตัวล่ะกัน
FROZEN MARKET – ควรเทรดเมื่อไร และควรอยู่เฉย ๆ เมื่อไร ?1️⃣ Education – Frozen Market คืออะไร?
Frozen market ไม่ได้หมายความว่าราคาไม่ขยับ
แต่คือราคาขยับ โดยไม่มี follow-through
ลักษณะที่พบได้บ่อย:
สภาพคล่องต่ำ
ราคาเคลื่อนไหวช้า สะดุด
ขึ้นลงเล็ก ๆ หลายครั้ง แต่ไม่เกิดเทรนด์
➡️ มักเกิดช่วงปลายปีหรือ session ที่ liquidity ต่ำ
2️⃣ Education – ความผิดพลาดที่ trader มักทำ
ใน frozen market trader จำนวนมาก:
เห็นราคาขยับนิดเดียวก็รีบเข้า
สับสนระหว่าง price movement กับ trend จริง
พยายามฝืนเทรดทั้งที่ market ยังไม่พร้อม
ผลลัพธ์คือ:
ขาดทุนเล็ก ๆ ต่อเนื่อง
จิตใจอ่อนล้า
Overtrade โดยไม่รู้ตัว
3️⃣ Education – Trader ที่มีวินัยทำอะไรต่างออกไป?
Trader ที่มีวินัยไม่บังคับ market
แต่จะ:
รอช่วงที่ market เริ่ม “ละลาย”
เทรดเฉพาะ session ที่มี liquidity จริง
รอสัญญาณยืนยัน ไม่เดา
📌 ใน frozen market การไม่เทรดคือการตัดสินใจที่ถูกต้องได้เช่นกัน
4️⃣ Education – บทเรียนสำคัญ
ไม่ใช่ทุกวันที่ market เหมาะกับการทำเงิน
การรู้ว่า เมื่อไรไม่ควรเทรด สำคัญพอ ๆ กับรู้ว่าเมื่อไรควรเทรด
Frozen market ไม่ได้เอาเงินคุณไปเร็ว
แต่มันทดสอบความอดทนของ trader ที่ไม่มีวินัย
ทองกำลังพักตัว—ลุ้นลงก่อนดีด เทรนด์ใหญ่ยังไม่พัง รอจังหวะเข้าให้ราคาทองยังแกว่งอยู่เหนือเส้น Trendline ขาขึ้นระยะสั้น ซึ่งทำหน้าที่เป็น แนวรับไดนามิกสำคัญ
แต่ด้านบนยังติดแนวต้านโซน Supply สีแดง ที่ราคา 4,215–4,230 ทำให้การขึ้นยังหนักและมีแรงขายกดกลับทุกครั้งที่ชนโซนนี้
🔍 สัญญาณที่เห็นในกราฟ
❗ ราคาโดนปฏิเสธที่โซน EQH หลายรอบ → แสดงว่าแรงขายยังคุม
📉 โครงสร้างสั้น ๆ ออกแนว “อ่อนแรงในการขึ้น”
📌 แต่ฝั่งลงยังไม่เสียทรง เพราะราคายังยืนบนเส้นเทรนไลน์ได้
OANDA:XAUUSD 📌 บทสรุปสั้น ๆ : ทองมีโอกาส “ลงก่อนขึ้น”
ตอนนี้โมเมนตัมขาขึ้นอ่อนตัว แต่ยังไม่หลุดเทรนหลัก ทำให้ภาพรวมยังเป็น Sideway Up แต่ต้องระวังแรงกดในกรอบบน
ฝึกวิเคราะห์กราฟเพื่อหาจุดเช่าซื้อให้แม่นยำยิ่งขึ้นเป็นเพียงแผนการเข้าซื้อส่วนตัวเท่านั้นไม่แนะนำให้เข้าซื้อตามเพราะจะทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณเสียหายอาจจะล้างพอร์ตได้ 100% สิ่งที่สำคัญคือรูปแบบการฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างรอบด้านแล้วนำมาประยุกต์ให้เกิดเป็นรูปแบบการเทรดของตนเองเท่านั้นบันทึกนี้เป็นเพียงรูปแบบและแนวทางการศึกษาอีกแนวทางหนึ่งเท่านั้นห้ามเทรดตาม
ทิศทางทองคำ (XAU/USD) ตามรูปแบบ Harmonic🔍 สัญญาณที่เห็นจากกราฟ
ราคาขึ้นไปชนโซนแดง (PRZ) แล้วเกิดแรงปฏิเสธทันที
โซนนี้ตรงกับสัดส่วน Fibonacci ของรูปแบบ Harmonic
แท่งเทียนเริ่มกลับตัวลง → ลักษณะเป็นโซนอิ่มตัวของฝั่ง Buy
มีโอกาสที่ราคาอาจย่อ/ปรับฐานระยะสั้น
📉 ไอเดียการเทรด (ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน)
Short ระยะสั้น (หาจังหวะขาย)
หากราคาไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือโซนแดงได้
เป้าหมาย: แนวรับใกล้เคียง 4,230 – 4,225
จุดคัทลอส: เหนือโซนแดงเล็กน้อย 4,245+
แนวคิดสำคัญ:
รอดูการปิดแท่งเพื่อยืนยันการกลับตัว อย่าตามไม้จนเกินความเสี่ยงที่รับได้ 👍 OANDA:XAUUSD
3 ประสาน MACD + Stochastic + ADX ♦️♦️♦️ 3 ประสาน MACD + Stochastic + ADX ♦️♦️♦️
วิธีนี้ให้ความสำคัญกับ MACD เป็นตัวหลัก แล้วจับคู่กับอีก 2 Indicator เพื่อดูโมเมนตัม (Momentum) + Volume เหมาะกับเทรดทอง ช่วงผันผวน หรือสายเทรดสั้นที่ต้องการความคมในการเข้า Order
♦️ MACD ♦️
ใช้เพื่อวิเคราะห์ทิศทางของแนวโน้ม (Trend) และโมเมนตัม (Momentum) ของราคา เพื่อหาจุดเข้าซื้อหรือขายที่เหมาะสม โดยหลักการพื้นฐานคือการเปรียบเทียบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น (MACD Line และ Signal Line) เพื่อสร้างสัญญาณซื้อขาย
♦️ การใช้งาน MACD
💢 ระบุแนวโน้ม : เมื่อ MACD Line ตัดขึ้นเหนือ Zero Line แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น ในขณะที่ตัดลงต่ำกว่า Zero Line แสดงถึงแนวโน้มขาลง
💢 วัดโมเมนตัม (Momentum) : ความชันของฮิสโตแกรม MACD บ่งบอกถึงแรงส่งของแนวโน้ม หากฮิสโตแกรมชันขึ้นแสดงว่าโมเมนตัมแข็งแกร่งขึ้น หากลดลงแสดงว่าโมเมนตัมอ่อนแอลง
♦️ หาจุดเข้าซื้อขาย:
💢 สัญญาณซื้อ: เมื่อ MACD Line ตัดขึ้นเหนือ Signal Line ถือเป็นสัญญาณซื้อ หรือเมื่อ MACD Line ตัดข้าม Zero Line ขึ้นไป
💢 สัญญาณขาย: เมื่อ MACD Line ตัดลงต่ำกว่า Signal Line ถือเป็นสัญญาณขาย หรือเมื่อตัดข้าม Zero Line ลงมา
💢 ใช้ร่วมกับ Divergence: เป็นสัญญาณที่แข็งแกร่ง โดยดูเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Lows) แต่ MACD กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Lows) ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มขาลง
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
เส้น MACD ตัดเหนือ Signal → หาจังหวะ Buy
เส้น MACD ตัดลงใต้ Signal → หาจังหวะ Sell
Histogram เหนือเส้น 0 → MOMENTUM แข็งแรง
Histogram ใต้เส้น 0 → MOMENTUM อ่อนแรง
💢💢💢 สิ่งที่ควรทำความเข้าใจ 💢💢💢
สิ่งสำคัญ MACD ไม่ได้บอกสัญญาณล่วงหน้า แต่เป็นการบอกแนวโน้มของทิศทางที่กราฟจะไปต่อ
MACD สามารถให้สัญญาณหลอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบหรือ Sideways
♦️ Stochastic ♦️
ใช้เพื่อวัดโมเมนตัม (Momentum) และจับสัญญาณการกลับตัวของราคา โดยอาศัยการเปรียบเทียบราคาปิดล่าสุดกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ Indicator นี้จะช่วยระบุภาวะที่ตลาดมีการซื้อมากเกินไป (Overbought) เมื่อค่าเกิน 80 หรือขายมากเกินไป (Oversold) เมื่อค่าต่ำกว่า 20 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าราคาอาจมีการกลับตัวได้
♦️ การใช้งานหลักของ Stochastic
💢 ระบุภาวะซื้อ/ขายมากเกินไป:
Overbought (ซื้อมากเกินไป): เมื่อค่า Stochastic อยู่เหนือ 80 แสดงว่าราคาอาจปรับตัวสูงเกินไปและมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลดลง
Oversold (ขายมากเกินไป): เมื่อค่า Stochastic อยู่ต่ำกว่า 20 แสดงว่าราคาอาจปรับตัวต่ำเกินไปและมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวสูงขึ้น
💢 จับสัญญาณจุดกลับตัว:
การตัดกันของเส้น: เมื่อเส้น %K (เส้น Stochastic) ตัดขึ้นผ่านเส้น %D (เส้นค่าเฉลี่ยของ %K) จากระดับต่ำกว่า 20 สามารถเป็นสัญญาณซื้อ และหากตัดลงจากระดับสูงกว่า 80 อาจเป็นสัญญาณขาย
💢 Divergence (ความขัดแย้ง): สัญญาณความขัดแย้งระหว่างราคาและค่า Indicator เช่น หากราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ Stochastic ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Bearish Divergence) อาจเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาลง หรือหากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Stochastic ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Bullish Divergence) อาจเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้น
💢 วิเคราะห์แนวโน้มและโมเมนตัม:
วัดความแข็งแกร่งและความเร็วของการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อทำนายทิศทางในอนาคต
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
ใช้เป็นตัวช่วย MACD หาจังหวะเข้า Order
Stoch < 20 แล้วตัดขึ้น → หาจังหวะ Buy
Stoch > 80 แล้วตัดลง → หาจังหวะ Sell
ใช้เพิ่มความแม่นยำในการเข้า Order
💢💢💢 สิ่งที่ควรทำความเข้าใจ 💢💢💢
ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัวอื่น ๆ เช่น RSI หรือ MACD เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ เนื่องจาก Stochastic เพียงอย่างเดียวอาจให้สัญญาณหลอกได้ โดยเฉพาะในตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน
เหมาะสำหรับใช้ในการเทรดระยะสั้น เช่น Day Trading, Scalping และ Swing Trading
♦️ ADX (ADX and DI for V4) ♦️
ใช้เพื่อ ประเมินความแข็งแกร่งของแนวโน้ม (ADX) และ ระบุทิศทางของแนวโน้ม (DI) ในตลาด โดย ADX จะวัดว่าแนวโน้มนั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ขณะที่ +DI (Positive Directional Index) และ -DI (Negative Directional Index) จะบ่งบอกว่ากำลังเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง
♦️ การใช้งาน ADX และ DI
ADX (Average Directional Index):
💢 วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม: เมื่อค่า ADX อยู่สูงกว่า 25 ถือเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่ง (ขาขึ้นหรือขาลง) แต่หากค่าต่ำกว่า 20 ถือว่าตลาดอยู่ในช่วงไซด์เวย์หรือแนวโน้มอ่อนแอ
💢 ใช้เป็นตัวยืนยัน: ใช้เป็นเครื่องมือยืนยันแนวโน้มที่เกิดขึ้นจากการตัดกันของ DI+ และ DI-
DI+|และ DI- (Directional Movement Indicator):
💢 ระบุทิศทาง: DI+ ใช้ดูแรงซื้อ (แนวโน้มขาขึ้น) และ DI- ใช้ดูแรงขาย (แนวโน้มขาลง)
ใช้หาจุดเข้า-ออก:
สัญญาณซื้อ: เมื่อ DI+ตัดขึ้นเหนือ DI- และค่า ADX อยู่สูงกว่า 25 ถือเป็นสัญญาณซื้อที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
สัญญาณขาย: เมื่อ DI- ตัดขึ้นเหนือ DI+ และค่า ADX อยู่สูงกว่า 25 ถือเป็นสัญญาณขายที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
ระบุความแข็งแกร่งของแนวโน้ม:
ADX < 25 : แนวโน้มอ่อนแอ หรือตลาดอยู่ในช่วง Sideway (ไม่มีทิศทาง)
ADX > 25 : แนวโน้มแข็งแกร่ง
ใช้ร่วมกับ DI+และ DI- :
DI+ : วัดแรงซื้อ (ขาขึ้น)
DI- : วัดแรงขาย (ขาลง)
เมื่อ DI+ ตัดขึ้นเหนือ DI- และค่า ADX สูงกว่า 25 หาจังหวะ Buy
เมื่อ DI- ตัดขึ้นเหนือ DI+ และค่า ADX สูงกว่า 25 หาจังหวะ Sell
♦️♦️♦️ การประยุกต์ใช้ Indicator ♦️♦️♦️
MACD,Stochastic, ADX และ DI ร่วมกันสามารถทำได้โดย ใช้ MACD เพื่อดูแนวโน้มและโมเมนตัม, Stochastic เพื่อระบุจุดกลับตัวในภาวะซื้อมากเกินไป/ขายมากเกินไป (Overbought/Oversold), และ ADX+DI เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
♦️♦️ วิธีการประยุกต์ใช้ร่วมกัน
♦️ ระบุแนวโน้มและโมเมนตัมด้วย
💢 MACD:สัญญาณซื้อ (Bullish): เมื่อเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal Line บ่งชี้ถึงการกลับตัวเป็นขาขึ้น หรือโมเมนตัมขาขึ้นเริ่มแข็งแกร่งสัญญาณขาย (Bearish): เมื่อเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้น Signal Line บ่งชี้ถึงการกลับตัวเป็นขาลง หรือโมเมนตัมขาลงเริ่มแข็งแกร่งยืนยันการกลับตัวด้วย
💢 Stochastic:สัญญาณซื้อ: เมื่อ Stochastic Oscillator อยู่ในโซนขายมากเกินไป (\(<20\)) และตัดขึ้นจากเส้น %D บ่งชี้ว่าราคาอาจถึงจุดต่ำสุดและกลับตัวขึ้นได้สัญญาณขาย: เมื่อ Stochastic อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (\(>80\)) และตัดลงจากเส้น %D บ่งชี้ว่าราคาอาจถึงจุดสูงสุดและกลับตัวลง
💢 ADX+DI:แนวโน้มแข็งแกร่ง: หากค่า ADX สูงกว่า 25 (บางตำราใช้ 20 หรือ 30) และ DI+ สูงกว่า DI- บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง เป็นโอกาสเข้าซื้อแนวโน้มขาลงแข็งแกร่ง: หากค่า ADX สูงกว่า 25 และ DI- สูงกว่า DI+ บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาลงแข็งแกร่ง เป็นโอกาสเข้าขายแนวโน้มอ่อนแอ: หาก ADX ต่ำกว่า 25 และ/หรือเส้น DI+ และ DI- ไขว้กันไปมา แสดงว่าแนวโน้มไม่แข็งแกร่งหรืออยู่ในช่วงตลาด Sideway
♦️♦️♦️ ตัวอย่างกลยุทธ์การเทรด ♦️♦️♦️
♦️กลยุทธ์ซื้อ (Buy) ♦️
รอสัญญาณซื้อจาก MACD (เส้น MACD ตัดขึ้นเหนือ Signal Line)ยืนยัน: รอสัญญาณซื้อจาก Stochastic (ตัดขึ้นจากโซน Overbought)ยืนยันความแข็งแกร่ง: ดู ADX DI+ ว่ามีแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งหรือไม่ (DI+ สูงกว่า DI- และ ADX สูงกว่า 25)เข้าซื้อ: เมื่อทุกเงื่อนไขตรงกัน
♦️ กลยุทธ์ขาย (Sell) ♦️
รอสัญญาณขายจาก MACD (เส้น MACD ตัดลงต่ำกว่า Signal Line)ยืนยัน: รอสัญญาณขายจาก Stochastic (ตัดลงจากโซน Oversold)ยืนยันความแข็งแกร่ง: ดู ADX DI+ ว่ามีแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่งหรือไม่ (DI- สูงกว่า DI+ และ ADX สูงกว่า 25)เข้าขาย: เมื่อทุกเงื่อนไขตรงกัน
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
📍 สัญญาณเข้าซื้อ (Buy Setup)
✔ MACD ตัดขึ้นเหนือ Signal
✔ Stochastic ตัดขึ้นเหลือ 20
✔ ADX เหนือ 25 DI+ ตัดขึ้นเหนือ DI- (มีแรงซื้อจริง)
📍 สัญญาณขาย (Sell Setup)
✔ MACD ตัดลงใต้ Signal
✔ Stochastic ตัดลงใต้ 80
✔ ADX เหนือ 25 DI- ตัดขึ้นเหนือ DI+ (มีแรงขายจริง)
💢💢💢 ข้อควรระวัง 💢💢💢
ถ้า MACD บอกซื้อ แต่ ADX < 25 ให้ระวัง “สัญญาณหลอก”
#เป็นแนวความคิดเห็นส่วนตัว
#ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุน
#การลงทุนมีความเสี่ยงควรระวัง
Bitcoin CME Gap คืออะไร? วิธีใช้ตัวชี้วัด BTC GapBitcoin CME Gap คืออะไร? วิธีใช้ตัวชี้วัด BTC Gap
‘Gap’ ในตลาดฟิวเจอร์ส CME (Chicago Mercantile Exchange) เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้เห็นการเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบัน และเป็นตัวชี้วัดที่นักเทรดมืออาชีพหลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด
1️⃣ Bitcoin CME Gap คืออะไร?
CME เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่นักลงทุนสถาบันเข้าถึง Bitcoin
แต่ตลาดฟิวเจอร์ส CME จะปิดในช่วงสุดสัปดาห์ (ตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ถึงบ่ายวันอาทิตย์ ตามเวลา Chicago, USA) นอกจากนี้ยังมีช่วงหยุดซื้อขาย 1 ชั่วโมงหลังปิดตลาดในวันธรรมดา
ในทางกลับกัน ตลาดสปอต เช่น Binance และ OKX เปิดทำการ 24 ชั่วโมงทุกวัน
ความแตกต่างนี้ทำให้เกิด 'Gap' โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ระยะเวลาหยุดทำการนานขึ้น Gap มักจะมีขนาดใหญ่กว่า
Bearish Gap: เกิดขึ้นเมื่อราคาปิดตลาด CME น้อยกว่าราคาเปิดตลาดถัดไป ซึ่งหมายความว่าราคาของ Bitcoin ลดลงในตลาดสปอตในช่วงเวลาที่ CME ปิด
Bullish Gap: เกิดขึ้นเมื่อราคาปิดตลาด CME น้อยกว่าราคาเปิดตลาดถัดไป ซึ่งหมายความว่าราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาดสปอตช่วงที่ CME ปิด
การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาอย่างฉับพลัน: หมายความว่าความรู้สึกของนักลงทุนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากในช่วงสุดสัปดาห์
Unfilled Order Blocks: พื้นที่ Gap ถูกตีความว่าเป็นบริเวณที่อาจมีคำสั่งซื้อ/ขายที่ยังไม่ได้ทำการจับคู่
Gap Fill Phenomenon: เทรดเดอร์หลายคนเชื่อว่า "gap จะถูกเติมเต็ม" และใช้เป็นกลยุทธ์การเทรด ซึ่งหมายถึงแนวโน้มของราคาที่จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามของ Gap และพยายามเติมเต็มพื้นที่ Gap ในที่สุด แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับ Gap อาจถูกเติมทันทีหรือช้ากว่าต้องพิจารณาจากการวิเคราะห์หลายวิธี
2️⃣ ค้นหา CME Gap ได้อย่างง่ายดาย
ตัวชี้วัด
Bitcoin CME gaps multi-timeframe auto finder ทำให้การวิเคราะห์แท่งเทียน CME เป็นอัตโนมัติและแสดงผลบนกราฟอย่างชัดเจน
⚡คุณสมบัติและการใช้งานของตัวชี้วัด
การตรวจจับ Gap หลายกรอบเวลา: 5 นาที, 15 นาที, 30 นาที, 1 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง และ 1 วัน! ตรวจจับและแสดง Gap ของ CME ในหลายกรอบเวลาได้พร้อมกัน ไม่ว่าคุณจะเทรดระยะสั้นหรือระยะยาว สามารถเช็ค Gap ตามสไตล์การเทรดของคุณ
แสดงกรอบและป้ายอัตโนมัติ: พื้นที่ Gap ที่ตรวจพบจะแสดงเป็นกรอบสี่เหลี่ยมบนกราฟ Gap ขาขึ้น (Bullish) จะแสดงเป็นสีเขียว Gap ขาลง (Bearish) เป็นสีแดง ทำให้ง่ายต่อการระบุ ขนาด Gap (%) จะแสดงในป้ายด้านบนของกรอบ
ฟังก์ชันเน้น: Gap ขนาดใหญ่ที่เกินค่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (เช่น 0.5%) จะแสดงด้วยสีเด่น Gap ขนาดใหญ่มีผลกระทบมากกว่า ควรสังเกต
ซิงโครไนซ์ราคากับกราฟ: ราคากราฟสปอตจากตลาดอื่นอาจต่างจากราคาฟิวเจอร์ส CME ตัวชี้วัดนี้ปรับราคา Gap ให้ตรงกับราคากราฟปัจจุบันผ่านโหมด "Chart_price" ทำให้เข้าใจระดับราคาของ Gap บนกราฟสปอตได้ชัดเจนและสามารถวางแผนเทรดตรงบนกราฟของตลาดอื่น
แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์: สามารถรับแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบ CME Gap ใหม่ ตั้งค่าแจ้งเตือนเฉพาะ Gap ของกรอบเวลาเฉพาะได้ ใช้งานสะดวกเมื่อไม่สามารถดูกราฟตลอดเวลาในช่วงสุดสัปดาห์หรือเวลาที่กำหนดในวันธรรมดา
3️⃣ กลยุทธ์การเทรด
💡กลยุทธ์เติมเต็ม Gap:
เมื่อเกิด Bullish Gap: หากราคาทะลุ Gap ขาขึ้นแล้วกลับลงมาเติม Gap อาจพิจารณาเปิด Long ใกล้ด้านล่างของ Gap หรือ Short หากราคาสะดุดไม่เด้งจากด้านบนของ Gap อีกทางเลือกคือพิจารณา Short ในโซนแนวต้านก่อน Gap ถูกเติม
เมื่อเกิด Bearish Gap: หากราคาทะลุ Gap ขาลงแล้วกลับขึ้นมาเติม Gap อาจพิจารณาเปิด Short ใกล้ด้านบนของ Gap หรือ Long หากราคาสะดุดไม่ตกจากด้านล่างของ Gap อีกทางเลือกคือพิจารณา Long ในโซนแนวรับต่ำก่อน Gap ถูกเติม
💡ใช้เป็นพื้นที่สนับสนุน/แนวต้าน:
พื้นที่ Gap เก่า CME สามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งเมื่อราคากลับมาทดสอบ
สังเกตว่าราคาพบแนวต้านแล้วลดลงเมื่อถึง Gap ขาลง หรือพบแนวรับแล้วเพิ่มขึ้นเมื่อถึง Gap ขาขึ้น Gap ที่ซ้อนกันหลายกรอบเวลาจะมีความสำคัญมากขึ้น
💡สัญญาณยืนยันแนวโน้มและกลับตัว:
เกิด Bearish Gap ขนาดใหญ่และยังไม่เติมเต็ม แต่ราคายังลดลงต่อ นี่อาจบ่งชี้จุดเริ่มต้นหรือการต่อเนื่องของแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง
เกิด Bullish Gap ขนาดใหญ่และยังไม่เติมเต็ม แต่ราคายังเพิ่มขึ้นต่อ นี่อาจบ่งชี้จุดเริ่มต้นหรือการต่อเนื่องของแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
สามารถใช้การเคลื่อนไหวของราคาหลัง Gap เพื่อประเมินโมเมนตัมตลาดและประยุกต์กลยุทธ์ติดตามแนวโน้มหรือกลับตัว
ตัวอย่าง: หากเกิด Bearish Gap แต่เติมเต็มภายในไม่กี่วันแล้วทะลุด้านบน Gap นี่อาจตีความเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาลงสิ้นสุดแล้ว
💡การวิเคราะห์หลายกรอบเวลา:
เมื่อค้นหาระดับแนวรับ/แนวต้านสำคัญ ตรวจสอบไม่เพียง Gap ของกรอบเวลาปัจจุบัน แต่ยังรวม Gap ของกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า (เช่น Gap 4 ชั่วโมงหรือรายวันบนกราฟ 1 ชั่วโมง)
Gap จากกรอบเวลาที่ใหญ่กว่ามีความสนใจทางตลาดมากขึ้น เมื่อทำการตัดสินใจในกรอบเวลาที่เล็กลง ให้พิจารณาตำแหน่ง Gap สำคัญจากกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าเพื่อการจัดการความเสี่ยงหรือกำหนดจุดเข้า/ออก
Gap ระยะสั้น (5m, 15m): ส่วนใหญ่ <1% ใช้สำหรับความผันผวนระยะสั้น, scalping ด้วยเลเวอเรจสูง หรือ day trading เหมาะสำหรับการเข้า/ออกอย่างรวดเร็ว มักถูกเติมก่อนปิดแท่งเทียน 4 ชั่วโมงหลังเปิดตลาด
Gap ระยะกลาง (1h, 4h): อ้างอิงสำหรับ swing trading หรือ position trading อาจกลายเป็นแนวรับ/แนวต้านสำคัญ ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวหลัง Gap
Gap ระยะยาว (1d): จุดเปลี่ยนแนวโน้มใหญ่หรือแนวรับ/แนวต้านสำคัญจากมุมมองระยะยาว หากเกิด 'Gap ใหญ่' ให้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดโดยรวม มักเกิดช่วงสุดสัปดาห์ บางครั้ง Gap >3%
Gap ระยะสั้นวันธรรมดา เติมเต็ม 4 ชั่วโมงก่อนหน้า
หลังจากเกิดแก๊ปขนาดใหญ่ 3.54% ในช่วงสุดสัปดาห์ แนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งยังคงดำเนินต่อไป
4️⃣ สรุป
ตัวชี้วัด 'Bitcoin CME Gap Multi-Timeframe Auto Detector' เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ช่วยให้คุณไม่พลาดจุดสำคัญของความผันผวนราคาในตลาด
อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวชี้วัดใดควรเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา Gap อาจไม่ถูกเติมเต็ม หรือราคาสามารถพุ่งสวนทิศทางหลังจากผ่าน Gap ดังนั้นการวิเคราะห์ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการชนะเป็นสิ่งสำคัญ
เราหวังว่าคุณจะใช้ข้อมูลจากตัวชี้วัดนี้ร่วมกับวิธีวิเคราะห์ของคุณ (รูปแบบกราฟ, ตัวชี้วัดเสริม, การวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ฯลฯ) เพื่อสร้างกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อนมากขึ้น
📌หากเนื้อหานี้เป็นประโยชน์ โปรดสนับสนุนด้วยการ boost และคอมเมนต์ การสนับสนุนเล็ก ๆ ของคุณช่วยสร้างการวิเคราะห์และเนื้อหาที่ดีขึ้นได้ ติดตามเพื่อรับแจ้งเตือนเมื่อเรามีโพสต์ใหม่
รูปแบบของ H&S หรือรูปแบบ QM📉 รูปแบบ Head and Shoulders (H&S)
รูปแบบ Head and Shoulders เป็นสัญญาณการ กลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เป็นขาลง (Downtrend) (สำหรับ Inverse Head and Shoulders จะกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น)
องค์ประกอบ:
ไหล่ซ้าย (Left Shoulder): ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดแรก แล้วย่อตัวลง
หัว (Head): ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ สูงกว่า ไหล่ซ้าย แล้วย่อตัวลงมา
ไหล่ขวา (Right Shoulder): ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ ต่ำกว่า หัว และ ใกล้เคียง กับไหล่ซ้าย แล้วย่อตัวลง
เส้นคอ (Neckline): เป็นเส้นที่ลากเชื่อมจุดต่ำสุด (Troughs) ระหว่างไหล่ซ้ายกับหัว และหัวกับไหล่ขวา
การใช้งาน:
ยืนยันการกลับตัวเมื่อราคา ทะลุเส้นคอลงมา (Breakout)
ตั้งเป้าหมายกำไร (Take Profit) โดยวัดระยะทางจากยอดหัวลงมาที่เส้นคอ แล้วนำระยะนั้นมาวางจากจุดที่ราคา Breakout เส้นคอ
รูปแบบ H&S มักให้สัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจนและใช้ในการวางแผนเทรดระยะกลางถึงยาว
🔄 รูปแบบ Quasimodo (QM) หรือ Over and Under Pattern
รูปแบบ Quasimodo เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการกลับตัวที่มักจะ บ่งบอกถึงการกลับตัวที่รุนแรงและเร็วกว่า H&S เล็กน้อย มักจะคล้ายกับ H&S ที่มีความ "บิดเบี้ยว" หรือไม่สมมาตร
องค์ประกอบหลัก (สำหรับ Bearish QM กลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง):
ราคาทำ Higher High (HH) และ Higher Low (HL) ตามแนวโน้มขาขึ้น
ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ (Head) ซึ่งเป็น HH ล่าสุด แล้วลงมาต่ำกว่า HL ก่อนหน้า (ทำ Lower Low - LL)
ราคาดีดกลับขึ้นไปที่ Quasimodo Level (QML) หรือระดับแนวต้านที่เกิดจาก ยอดของไหล่ซ้าย
การกลับตัวจะเกิดขึ้นเมื่อราคา ไม่สามารถทำ New High ได้ และถูกปฏิเสธที่ระดับ QML
ความแตกต่างสำคัญกับ H&S:
เส้นคอ (Neckline): ใน QM มักจะ มีความลาดชัน (Sloping) มากกว่า H&S เพราะโครงสร้างมีการทำ LL/HH ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก่อนการกลับตัว (ในภาพตัวอย่างคือ ไหล่ซ้าย และ หัว ไม่ได้มีระดับต่ำสุดที่เชื่อมกันได้เป็นเส้นตรงเหมือน H&S)
โครงสร้าง: QM เน้นการ ทำลายโครงสร้างแนวโน้มเดิม (Break of Structure - BOS) โดยการทำ New Low ที่ต่ำกว่า Low ก่อนหน้า (หรือ New High ที่สูงกว่า High ก่อนหน้าใน Bullish QM) ก่อน ที่ราคาจะกลับไปทดสอบระดับไหล่ซ้าย (QML)
💡 สรุปความแตกต่างและภาพในกราฟ
ภาพที่คุณแนบมามีการระบุ ไหล่ซ้าย, หัว, และ ไหล่ขวา ซึ่งเป็นลักษณะของ Head and Shoulders (H&S) และมีการทำเครื่องหมาย SL (Stop Loss) ไว้ด้านล่างเส้นคอ แสดงว่ากำลังบ่งชี้ถึงสัญญาณกลับตัวเป็นขาลง (Bearish H&S) หรือเป็นรูปแบบ Quasimodo (QM) ขาลง (Bearish QM) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเส้นคอ (แนวรับที่เชื่อมจุดต่ำสุด) มีความลาดชันหรือไม่
ถ้าเน้นที่ความสมมาตรและเส้นคอที่ชัดเจน: มันคือ H&S
ถ้าเน้นที่การทำลาย Low ก่อนหน้า (Low ที่ไหล่ซ้าย) ก่อนการดีดกลับไปที่ QML: มันคือ QM
Recap มายด์เซ็ทการเทรด🧠 5 มายด์เซ็ทการเทรดแบบยั่งยืน
หลายคนมุ่งหาแต่ "ระบบเทรด" (Strategy) ที่ดีที่สุด แต่ลืมไปว่าต่อให้ระบบดีแค่ไหน ถ้า "คน" ที่อยู่หลังจอจิตใจไม่นิ่งพอ ก็ไม่สามารถทำกำไรอย่างยั่งยืนได้
การเทรดด้วย Supply & Demand คือการ "อ่านเกมของรายใหญ่" (Smart Money) แต่ถ้าจิตใจเราเต็มไปด้วยความกลัว ความโลภ หรือความไม่อดทน เราก็จะอ่านเกมผิด หรือที่แย่กว่านั้นคือ... อ่านเกมถูก แต่ไม่กล้าเล่นตามเกมที่อ่าน
นี่คือ 5 มายด์เซ็ทสำคัญที่เทรดเดอร์สาย S/D ต้องมี เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนครับ:
1. 🎯 เราคือ "นักแม่นปืน" ไม่ใช่ "คนยิงกราด" (The Sniper, Not The Machine Gunner)
* มายด์เซ็ท: เกมของเราคือการ "รอ" (Patience)
* การปฏิบัติ: เราไม่ไล่ตามราคาที่วิ่งไปแล้ว เราวิเคราะห์โซน Supply/Demand ที่ "คม" ที่สุด และ "รอ" ให้ราคา "วิ่งเข้ามาหา" กับดักที่เราวางไว้ เทรดเดอร์ที่ยั่งยืนรู้ว่า "การไม่เทรด" (นั่งทับมือ) คือส่วนหนึ่งของการเทรด
* คีย์เวิร์ด: เทรดน้อยลง แต่คุณภาพสูงขึ้น (Less is More)
2. 🛡️ โซนที่พัง คือ "ข้อมูล" ไม่ใช่ "ความล้มเหลว" (A Broken Zone is Data, Not Failure)
* มายด์เซ็ท: เราเป็นกลางต่อผลลัพธ์
* การปฏิบัติ: ไม่มีโซนไหนในโลกที่ชนะ 100% เมื่อโซนถูกทะลุ Smart Money แค่กำลังส่ง "ข้อมูล" ใหม่มาให้เราว่าเทรนด์แข็งแกร่ง หรือพวกเขาต้องการกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep)
* คีย์เวิร์ด: ยอมรับการขาดทุนที่คำนวณไว้ (Cut Loss) และไปรอ "อ่านเกม" ที่โซนถัดไป ห้ามแก้แค้นตลาด (Revenge Trade) เด็ดขาด!
3. ⚖️ โฟกัสที่ "กระบวนการ" ไม่ใช่ "กำไรรายวัน" (Process Over Outcome)
* มายด์เซ็ท: เทรดที่ "ดี" ไม่ได้แปลว่า "ชนะ" เสมอไป
* การปฏิบัติ: เทรดที่ "ดี" คือเทรดที่ทำตามแผน 100%:
* หาโซน S/D คุณภาพ
* รอราคาเข้าโซน
* ตั้ง SL/TP ชัดเจนตามแผน
* ปล่อยให้ตลาดทำงาน
* คีย์เวิร์ด: ถ้าทำตามนี้ครบ ต่อให้โดน SL ก็คือ "เทรดที่ดี" ความยั่งยืนเกิดจากการ "ทำซ้ำ" ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟลุ๊คชนะ
4. 🚫 "FOMO" คือศัตรูตัวฉกาจของนักเทรด S/D (Fear Of Missing Out is the Enemy)
* มายด์เซ็ท: ตลาดมีโอกาสให้เสมอ
* การปฏิบัติ: ศัตรูที่ร้ายที่สุดคือการ "กลัวตกรถ" เห็นราคาพุ่งออกจากโซน Demand ไปไกลแล้วรีบกระโดดตาม นี่คือการ "ไล่ราคา" ซึ่งเป็นจุดที่รายย่อยติดดอยเสมอ
* คีย์เวิร์ด: ถ้าคุณพลาดรถบัสคันนี้ ให้ไปรอที่ "ป้ายถัดไป" (โซนถัดไป) อย่างใจเย็น ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามรถบัส
5. 💡 เราเทรด "สิ่งที่เห็น" ไม่ใช่ "สิ่งที่คิด" (Trade What You See, Not What You Think)
* มายด์เซ็ท: เราเป็นผู้ "ตอบสนอง" ต่อตลาด ไม่ใช่ผู้ "คาดเดา"
* การปฏิบัติ:
* "ผมคิดว่ามันน่าจะลงต่อ" (นี่คือการพนัน)
* "ราคาเข้าสู่โซน Supply ที่แข็งแกร่ง และเริ่มสร้างแท่งเทียนกลับตัว" (นี่คือการเทรดตามหลักฐาน S/D)
* คีย์เวิร์ด: หน้าที่เราคือ "อ่านเกม" ตามที่ Smart Money ทิ้งร่องรอยไว้บนกราฟ ไม่ใช่การมโนหรือใช้อคติส่วนตัว
การเทรด S/D ที่ยั่งยืน คือการเปลี่ยนตัวเองจาก "นักพนันที่รีบร้อน" ให้เป็น "ผู้บริหารความเสี่ยงที่อดทน" ที่อ่านเกมของรายใหญ่เป็นครับ
มายด์เซ็ทข้อไหนที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด หรือข้อไหนที่คุณกำลังพยายามพัฒนาอยู่? พิมพ์แชร์กันได้เลยครับ 👇
3 ข้อผิดพลาดในการเทรดที่เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยงแม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับดักทางจิตวิทยาที่อาจทำให้ประสิทธิภาพการเทรดของพวกเขาลดลงได้
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ การเข้าใจข้อผิดพลาดทางจิตใจเหล่านี้ — และเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยง — คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในตลาด
มาดูกันใกล้ ๆ ว่า 3 ข้อผิดพลาดในการเทรดที่พบบ่อยที่สุด ที่เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง:
⸻
🧠 1. FOMO — ความกลัวที่จะพลาดโอกาส (Fear of Missing Out)
FOMO เป็นหนึ่งในความท้าทายทางอารมณ์ที่ใหญ่ที่สุดของนักเทรด มันคือความรู้สึกตื่นเต้น — หรือความกังวล — เมื่อเห็นตลาดเคลื่อนไหวโดยไม่มีคุณ และผลักดันให้คุณรีบเข้าออเดอร์โดยไม่วางแผนล่วงหน้า
ผลลัพธ์คือการไล่ตามเทรนด์และเข้าเทรดโดยไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน ซึ่งมักจะนำไปสู่การขาดทุน
วิธีหลีกเลี่ยง:
ยึดมั่นในแผนการเทรดของคุณ รอจังหวะที่เหมาะสม และจำไว้ว่า — การพลาดโอกาสหนึ่งครั้งดีกว่าการเสียเงินจากการเทรดที่ไม่พร้อม ตลาดจะมีโอกาสใหม่ให้คุณเสมอ
⸻
😡 2. Revenge Trading — การเทรดเพราะอารมณ์อยากเอาคืน
หลังจากขาดทุน หลายคนมักจะรู้สึกอยาก “เอาคืน” โดยรีบเข้าเทรดใหม่เร็วเกินไป ซึ่งมักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและขาดทุนมากกว่าเดิม
วิธีหลีกเลี่ยง:
ยอมรับการขาดทุนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด หยุดพักและกลับมาเมื่อคุณควบคุมอารมณ์ได้แล้ว
เป้าหมายของคุณไม่ใช่เพื่อเอาเงินคืน — แต่คือการเทรดให้มีคุณภาพ
⸻
🎲 3. ความเชื่อของนักพนัน (Gambler’s Fallacy)
นักเทรดหลายคนเข้าใจผิดว่าผลลัพธ์ที่ผ่านมาอาจมีผลต่อผลลัพธ์ในอนาคต เช่น “แพ้มาสามครั้ง ครั้งนี้ต้องชนะแน่” แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ตลาดทำงาน
แต่ละการเทรดเป็นเหตุการณ์อิสระที่มีความน่าจะเป็นของตัวเอง
วิธีหลีกเลี่ยง:
เชื่อในวิเคราะห์ของคุณ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือโชคชะตา
เน้นการบริหารความเสี่ยงและวางแผนอย่างมีระบบ แทนที่จะหวังพึ่งความบังเอิญ
⸻
💡 สรุป
ความสำเร็จในการเทรดไม่ใช่แค่การมีสูตรหรือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด — แต่คือการควบคุมจิตใจของตัวเอง
เมื่อคุณสามารถหลีกเลี่ยงกับดักทางอารมณ์เหล่านี้ได้ คุณจะเทรดอย่างมีวินัย ชัดเจน และมั่นใจมากขึ้น
จำไว้ว่า: นักเทรดที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ควบคุมตลาดได้ — แต่คือคนที่ควบคุมตัวเองได้ต่างหาก
XAUUSD M15 ( อธิบายการเข้า ออเดอร์ ) เทคนิคการเทรดที่ผมใช้ : M15
1.trend : H4 + H1
2. Structure : ( จาก ทฤษฎี SMC นิดหน่อย )
3. wyckoff : นิดหน่อย ( ใช้หาการสะสมราคา , โซนเงินไหลเข้า/ออก , เทรด M15 )
4. liquidity + FVG : การสะสมราคา , โซนเงินไหลเข้า/ออก , ระยะ Tp ( จาก ทฤษฎี ICT )
5. session : การเทรด ช่วงเวลาตลาด London+Ny ( จาก ทฤษฎี ICC )
** ยิ่ง TF เล็กลง ** ยิ่งต้องใช้เทคนิคสูง แนะนำไม่ควรเทรดต่ำกว่า M5 ( WTF!! M1 พวกมโน )
⚙️ หลักสำคัญ (Key Principles)
• Structure Matters (โครงสร้างสำคัญ):
ราคามักไม่เบรกแนวรับ/แนวต้านเดิมสองครั้งติดกัน
→ ให้มองหาการเบรกครั้งเดียว แล้วรอการพักตัว
• Money Flow Zones (โซนเงินไหลเข้า/ออก):
กล่องสีเหลืองคือบริเวณที่มีเงินทุนจำนวนมากติดอยู่จากการเบรกครั้งแรก
→ บ่งบอกว่ามีแรงซื้อขายสำคัญตรงนั้น
• Patience (ความอดทน):
รอ “การเคลื่อนไหวรอบที่สอง” หลังจากการพักตัว
→ เพราะรอบที่สองมักแม่นยำกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า
จะปิดการซื้อขายที่ขาดทุนได้อย่างไร?การตัด亏损เป็นศิลปะ และเทรดเดอร์ที่ขาดทุนคือศิลปิน
การปิดสถานะที่ขาดทุนเป็นทักษะสำคัญในการบริหารความเสี่ยง เมื่อคุณอยู่ในสถานะเทรดที่ขาดทุน คุณจำเป็นต้องรู้จักจังหวะที่จะออกจากตลาดและยอมรับความสูญเสีย ตามทฤษฎีแล้ว การตัด虧損และการรักษาเงินทุนให้น้อยที่สุดเป็นแนวคิดที่ง่าย แต่ในการปฏิบัติจริง มันเป็นศิลปะ
ต่อไปนี้เป็น 10 สิ่งที่คุณควรพิจารณาเมื่อปิดสถานะที่ขาดทุน
อย่าเทรดโดยไม่มีกลยุทธ์การตัด亏损 คุณต้องรู้จุดที่จะออกจากตลาดก่อนที่จะวางคำสั่ง
ควรวางจุดตัด亏损นอกเหนือช่วงราคาปกติ ในระดับที่อาจเป็นสัญญาณว่ามุมมองการเทรดของคุณผิดพลาด
เทรดเดอร์บางคนตั้งจุดตัด亏损เป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น หากพวกเขาต้องการทำกำไร + 12% จากการเทรดหุ้น พวกเขาจะตั้งจุดตัด亏损ไว้ที่ -4% เพื่อสร้างอัตราส่วน กำไร/ตัด亏损 (TP/SL) ที่ 3: 1
เทรดเดอร์บางคนใช้จุดตัด虧損แบบกำหนดเวลา หากราคาทรุดลงแต่ไม่เคยแตะจุดตัด虧损หรือยังไม่ถึงเป้าหมายกำไรภายในกรอบเวลาที่กำหนด พวกเขาจะออกจากตลาดเท่านั้นเนื่องจากไม่มีแนวโน้มและไปหาโอกาสที่ดีกว่า
เทรดเดอร์หลายคนจะออกจากตลาดเมื่อเห็นราคาตลาดพุ่งสูง แม้ว่าราคาจะยังไม่ถึงจุดตัด亏损ก็ตาม
ในการเทรดตามแนวโน้มระยะยาว จุดตัด亏损จะต้องกว้างพอที่จะรองรับแนวโน้มระยะยาวที่แท้จริง โดยไม่ถูกตัดออกจากตลาดก่อนเวลาอันควรจากสัญญาณรบกวน จุดนี้เองที่ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน และสัญญาณการตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อให้มีจุดตัด虧損ที่กว้างขึ้น สิ่งสำคัญคือการมีขนาดสถานะที่เล็กกว่าสำหรับการเทรดที่มีความผันผวนมากขึ้นและราคาที่มีความเสี่ยงสูง
คุณเทรดเพื่อทำกำไร ไม่ใช่ขาดทุน การถือครองสถานะที่ขาดทุนไว้เฉยๆ ด้วยความหวังว่ามันจะกลับมาเท่าทุนเพื่อที่คุณจะสามารถออกจากตลาดได้ที่จุดเท่าทุนนั้นเป็นแผนที่เลวร้ายที่สุดแผนหนึ่ง
เหตุผลที่เลวร้ายที่สุดในการขายสถานะที่ขาดทุนคือ อารมณ์หรือความเครียด เทรดเดอร์ควรมีเหตุผลเชิงเหตุผลและปริมาณที่ชัดเจนในการออกจากสถานะที่ขาดทุนเสมอ หากจุดตัด亏损แคบเกินไป คุณอาจถูกตัดออกจากตลาดก่อนเวลาอันควรและทุกการเทรดจะกลายเป็นการขาดทุนเล็กน้อยได้อย่างง่ายดาย คุณต้องเผื่อพื้นที่ให้กับการเทรดมากพอที่จะพัฒนา
ควรออกจากสถานะเสมอเมื่อสูญเสียทุนทรัพย์การเทรดสูงสุดตามที่กำหนดไว้ การตั้งเปอร์เซ็นต์การขาดทุนสูงสุดที่ 1% ถึง 2% ของเงินทุนการเทรดทั้งหมดของคุณตามจุดตัด亏损และขนาดสถานะของคุณจะช่วยลดความเสี่ยงในการหมดบัญชีและรักษาการขาดทุนของคุณให้น้อย
ศิลปะพื้นฐานของการขายสถานะที่ขาดทุนคือ การรู้จักความแตกต่างระหว่างความผันผวนตามปกติกับการเปลี่ยนแปลงราคาที่ส่งผลต่อแนวโน้ม






















