FROZEN MARKET – ควรเทรดเมื่อไร และควรอยู่เฉย ๆ เมื่อไร ?1️⃣ Education – Frozen Market คืออะไร?
Frozen market ไม่ได้หมายความว่าราคาไม่ขยับ
แต่คือราคาขยับ โดยไม่มี follow-through
ลักษณะที่พบได้บ่อย:
สภาพคล่องต่ำ
ราคาเคลื่อนไหวช้า สะดุด
ขึ้นลงเล็ก ๆ หลายครั้ง แต่ไม่เกิดเทรนด์
➡️ มักเกิดช่วงปลายปีหรือ session ที่ liquidity ต่ำ
2️⃣ Education – ความผิดพลาดที่ trader มักทำ
ใน frozen market trader จำนวนมาก:
เห็นราคาขยับนิดเดียวก็รีบเข้า
สับสนระหว่าง price movement กับ trend จริง
พยายามฝืนเทรดทั้งที่ market ยังไม่พร้อม
ผลลัพธ์คือ:
ขาดทุนเล็ก ๆ ต่อเนื่อง
จิตใจอ่อนล้า
Overtrade โดยไม่รู้ตัว
3️⃣ Education – Trader ที่มีวินัยทำอะไรต่างออกไป?
Trader ที่มีวินัยไม่บังคับ market
แต่จะ:
รอช่วงที่ market เริ่ม “ละลาย”
เทรดเฉพาะ session ที่มี liquidity จริง
รอสัญญาณยืนยัน ไม่เดา
📌 ใน frozen market การไม่เทรดคือการตัดสินใจที่ถูกต้องได้เช่นกัน
4️⃣ Education – บทเรียนสำคัญ
ไม่ใช่ทุกวันที่ market เหมาะกับการทำเงิน
การรู้ว่า เมื่อไรไม่ควรเทรด สำคัญพอ ๆ กับรู้ว่าเมื่อไรควรเทรด
Frozen market ไม่ได้เอาเงินคุณไปเร็ว
แต่มันทดสอบความอดทนของ trader ที่ไม่มีวินัย
รูปแบบชาร์ต
ทองกำลังพักตัว—ลุ้นลงก่อนดีด เทรนด์ใหญ่ยังไม่พัง รอจังหวะเข้าให้ราคาทองยังแกว่งอยู่เหนือเส้น Trendline ขาขึ้นระยะสั้น ซึ่งทำหน้าที่เป็น แนวรับไดนามิกสำคัญ
แต่ด้านบนยังติดแนวต้านโซน Supply สีแดง ที่ราคา 4,215–4,230 ทำให้การขึ้นยังหนักและมีแรงขายกดกลับทุกครั้งที่ชนโซนนี้
🔍 สัญญาณที่เห็นในกราฟ
❗ ราคาโดนปฏิเสธที่โซน EQH หลายรอบ → แสดงว่าแรงขายยังคุม
📉 โครงสร้างสั้น ๆ ออกแนว “อ่อนแรงในการขึ้น”
📌 แต่ฝั่งลงยังไม่เสียทรง เพราะราคายังยืนบนเส้นเทรนไลน์ได้
OANDA:XAUUSD 📌 บทสรุปสั้น ๆ : ทองมีโอกาส “ลงก่อนขึ้น”
ตอนนี้โมเมนตัมขาขึ้นอ่อนตัว แต่ยังไม่หลุดเทรนหลัก ทำให้ภาพรวมยังเป็น Sideway Up แต่ต้องระวังแรงกดในกรอบบน
ฝึกวิเคราะห์กราฟเพื่อหาจุดเช่าซื้อให้แม่นยำยิ่งขึ้นเป็นเพียงแผนการเข้าซื้อส่วนตัวเท่านั้นไม่แนะนำให้เข้าซื้อตามเพราะจะทำให้พอร์ตการลงทุนของคุณเสียหายอาจจะล้างพอร์ตได้ 100% สิ่งที่สำคัญคือรูปแบบการฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างรอบด้านแล้วนำมาประยุกต์ให้เกิดเป็นรูปแบบการเทรดของตนเองเท่านั้นบันทึกนี้เป็นเพียงรูปแบบและแนวทางการศึกษาอีกแนวทางหนึ่งเท่านั้นห้ามเทรดตาม
ทิศทางทองคำ (XAU/USD) ตามรูปแบบ Harmonic🔍 สัญญาณที่เห็นจากกราฟ
ราคาขึ้นไปชนโซนแดง (PRZ) แล้วเกิดแรงปฏิเสธทันที
โซนนี้ตรงกับสัดส่วน Fibonacci ของรูปแบบ Harmonic
แท่งเทียนเริ่มกลับตัวลง → ลักษณะเป็นโซนอิ่มตัวของฝั่ง Buy
มีโอกาสที่ราคาอาจย่อ/ปรับฐานระยะสั้น
📉 ไอเดียการเทรด (ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน)
Short ระยะสั้น (หาจังหวะขาย)
หากราคาไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือโซนแดงได้
เป้าหมาย: แนวรับใกล้เคียง 4,230 – 4,225
จุดคัทลอส: เหนือโซนแดงเล็กน้อย 4,245+
แนวคิดสำคัญ:
รอดูการปิดแท่งเพื่อยืนยันการกลับตัว อย่าตามไม้จนเกินความเสี่ยงที่รับได้ 👍 OANDA:XAUUSD
3 ประสาน MACD + Stochastic + ADX ♦️♦️♦️ 3 ประสาน MACD + Stochastic + ADX ♦️♦️♦️
วิธีนี้ให้ความสำคัญกับ MACD เป็นตัวหลัก แล้วจับคู่กับอีก 2 Indicator เพื่อดูโมเมนตัม (Momentum) + Volume เหมาะกับเทรดทอง ช่วงผันผวน หรือสายเทรดสั้นที่ต้องการความคมในการเข้า Order
♦️ MACD ♦️
ใช้เพื่อวิเคราะห์ทิศทางของแนวโน้ม (Trend) และโมเมนตัม (Momentum) ของราคา เพื่อหาจุดเข้าซื้อหรือขายที่เหมาะสม โดยหลักการพื้นฐานคือการเปรียบเทียบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้น (MACD Line และ Signal Line) เพื่อสร้างสัญญาณซื้อขาย
♦️ การใช้งาน MACD
💢 ระบุแนวโน้ม : เมื่อ MACD Line ตัดขึ้นเหนือ Zero Line แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น ในขณะที่ตัดลงต่ำกว่า Zero Line แสดงถึงแนวโน้มขาลง
💢 วัดโมเมนตัม (Momentum) : ความชันของฮิสโตแกรม MACD บ่งบอกถึงแรงส่งของแนวโน้ม หากฮิสโตแกรมชันขึ้นแสดงว่าโมเมนตัมแข็งแกร่งขึ้น หากลดลงแสดงว่าโมเมนตัมอ่อนแอลง
♦️ หาจุดเข้าซื้อขาย:
💢 สัญญาณซื้อ: เมื่อ MACD Line ตัดขึ้นเหนือ Signal Line ถือเป็นสัญญาณซื้อ หรือเมื่อ MACD Line ตัดข้าม Zero Line ขึ้นไป
💢 สัญญาณขาย: เมื่อ MACD Line ตัดลงต่ำกว่า Signal Line ถือเป็นสัญญาณขาย หรือเมื่อตัดข้าม Zero Line ลงมา
💢 ใช้ร่วมกับ Divergence: เป็นสัญญาณที่แข็งแกร่ง โดยดูเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Lows) แต่ MACD กลับทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Lows) ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มขาลง
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
เส้น MACD ตัดเหนือ Signal → หาจังหวะ Buy
เส้น MACD ตัดลงใต้ Signal → หาจังหวะ Sell
Histogram เหนือเส้น 0 → MOMENTUM แข็งแรง
Histogram ใต้เส้น 0 → MOMENTUM อ่อนแรง
💢💢💢 สิ่งที่ควรทำความเข้าใจ 💢💢💢
สิ่งสำคัญ MACD ไม่ได้บอกสัญญาณล่วงหน้า แต่เป็นการบอกแนวโน้มของทิศทางที่กราฟจะไปต่อ
MACD สามารถให้สัญญาณหลอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบหรือ Sideways
♦️ Stochastic ♦️
ใช้เพื่อวัดโมเมนตัม (Momentum) และจับสัญญาณการกลับตัวของราคา โดยอาศัยการเปรียบเทียบราคาปิดล่าสุดกับช่วงราคาสูงสุด-ต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ Indicator นี้จะช่วยระบุภาวะที่ตลาดมีการซื้อมากเกินไป (Overbought) เมื่อค่าเกิน 80 หรือขายมากเกินไป (Oversold) เมื่อค่าต่ำกว่า 20 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าราคาอาจมีการกลับตัวได้
♦️ การใช้งานหลักของ Stochastic
💢 ระบุภาวะซื้อ/ขายมากเกินไป:
Overbought (ซื้อมากเกินไป): เมื่อค่า Stochastic อยู่เหนือ 80 แสดงว่าราคาอาจปรับตัวสูงเกินไปและมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวลดลง
Oversold (ขายมากเกินไป): เมื่อค่า Stochastic อยู่ต่ำกว่า 20 แสดงว่าราคาอาจปรับตัวต่ำเกินไปและมีโอกาสที่ราคาจะกลับตัวสูงขึ้น
💢 จับสัญญาณจุดกลับตัว:
การตัดกันของเส้น: เมื่อเส้น %K (เส้น Stochastic) ตัดขึ้นผ่านเส้น %D (เส้นค่าเฉลี่ยของ %K) จากระดับต่ำกว่า 20 สามารถเป็นสัญญาณซื้อ และหากตัดลงจากระดับสูงกว่า 80 อาจเป็นสัญญาณขาย
💢 Divergence (ความขัดแย้ง): สัญญาณความขัดแย้งระหว่างราคาและค่า Indicator เช่น หากราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ Stochastic ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Bearish Divergence) อาจเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาลง หรือหากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Stochastic ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Bullish Divergence) อาจเป็นสัญญาณการกลับตัวเป็นขาขึ้น
💢 วิเคราะห์แนวโน้มและโมเมนตัม:
วัดความแข็งแกร่งและความเร็วของการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อทำนายทิศทางในอนาคต
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
ใช้เป็นตัวช่วย MACD หาจังหวะเข้า Order
Stoch < 20 แล้วตัดขึ้น → หาจังหวะ Buy
Stoch > 80 แล้วตัดลง → หาจังหวะ Sell
ใช้เพิ่มความแม่นยำในการเข้า Order
💢💢💢 สิ่งที่ควรทำความเข้าใจ 💢💢💢
ควรใช้ร่วมกับอินดิเคเตอร์ตัวอื่น ๆ เช่น RSI หรือ MACD เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ เนื่องจาก Stochastic เพียงอย่างเดียวอาจให้สัญญาณหลอกได้ โดยเฉพาะในตลาดที่ไม่มีแนวโน้มชัดเจน
เหมาะสำหรับใช้ในการเทรดระยะสั้น เช่น Day Trading, Scalping และ Swing Trading
♦️ ADX (ADX and DI for V4) ♦️
ใช้เพื่อ ประเมินความแข็งแกร่งของแนวโน้ม (ADX) และ ระบุทิศทางของแนวโน้ม (DI) ในตลาด โดย ADX จะวัดว่าแนวโน้มนั้นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ขณะที่ +DI (Positive Directional Index) และ -DI (Negative Directional Index) จะบ่งบอกว่ากำลังเป็นแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง
♦️ การใช้งาน ADX และ DI
ADX (Average Directional Index):
💢 วัดความแข็งแกร่งของแนวโน้ม: เมื่อค่า ADX อยู่สูงกว่า 25 ถือเป็นแนวโน้มที่แข็งแกร่ง (ขาขึ้นหรือขาลง) แต่หากค่าต่ำกว่า 20 ถือว่าตลาดอยู่ในช่วงไซด์เวย์หรือแนวโน้มอ่อนแอ
💢 ใช้เป็นตัวยืนยัน: ใช้เป็นเครื่องมือยืนยันแนวโน้มที่เกิดขึ้นจากการตัดกันของ DI+ และ DI-
DI+|และ DI- (Directional Movement Indicator):
💢 ระบุทิศทาง: DI+ ใช้ดูแรงซื้อ (แนวโน้มขาขึ้น) และ DI- ใช้ดูแรงขาย (แนวโน้มขาลง)
ใช้หาจุดเข้า-ออก:
สัญญาณซื้อ: เมื่อ DI+ตัดขึ้นเหนือ DI- และค่า ADX อยู่สูงกว่า 25 ถือเป็นสัญญาณซื้อที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
สัญญาณขาย: เมื่อ DI- ตัดขึ้นเหนือ DI+ และค่า ADX อยู่สูงกว่า 25 ถือเป็นสัญญาณขายที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
ระบุความแข็งแกร่งของแนวโน้ม:
ADX < 25 : แนวโน้มอ่อนแอ หรือตลาดอยู่ในช่วง Sideway (ไม่มีทิศทาง)
ADX > 25 : แนวโน้มแข็งแกร่ง
ใช้ร่วมกับ DI+และ DI- :
DI+ : วัดแรงซื้อ (ขาขึ้น)
DI- : วัดแรงขาย (ขาลง)
เมื่อ DI+ ตัดขึ้นเหนือ DI- และค่า ADX สูงกว่า 25 หาจังหวะ Buy
เมื่อ DI- ตัดขึ้นเหนือ DI+ และค่า ADX สูงกว่า 25 หาจังหวะ Sell
♦️♦️♦️ การประยุกต์ใช้ Indicator ♦️♦️♦️
MACD,Stochastic, ADX และ DI ร่วมกันสามารถทำได้โดย ใช้ MACD เพื่อดูแนวโน้มและโมเมนตัม, Stochastic เพื่อระบุจุดกลับตัวในภาวะซื้อมากเกินไป/ขายมากเกินไป (Overbought/Oversold), และ ADX+DI เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวโน้ม
♦️♦️ วิธีการประยุกต์ใช้ร่วมกัน
♦️ ระบุแนวโน้มและโมเมนตัมด้วย
💢 MACD:สัญญาณซื้อ (Bullish): เมื่อเส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal Line บ่งชี้ถึงการกลับตัวเป็นขาขึ้น หรือโมเมนตัมขาขึ้นเริ่มแข็งแกร่งสัญญาณขาย (Bearish): เมื่อเส้น MACD ตัดลงต่ำกว่าเส้น Signal Line บ่งชี้ถึงการกลับตัวเป็นขาลง หรือโมเมนตัมขาลงเริ่มแข็งแกร่งยืนยันการกลับตัวด้วย
💢 Stochastic:สัญญาณซื้อ: เมื่อ Stochastic Oscillator อยู่ในโซนขายมากเกินไป (\(<20\)) และตัดขึ้นจากเส้น %D บ่งชี้ว่าราคาอาจถึงจุดต่ำสุดและกลับตัวขึ้นได้สัญญาณขาย: เมื่อ Stochastic อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (\(>80\)) และตัดลงจากเส้น %D บ่งชี้ว่าราคาอาจถึงจุดสูงสุดและกลับตัวลง
💢 ADX+DI:แนวโน้มแข็งแกร่ง: หากค่า ADX สูงกว่า 25 (บางตำราใช้ 20 หรือ 30) และ DI+ สูงกว่า DI- บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาขึ้นแข็งแกร่ง เป็นโอกาสเข้าซื้อแนวโน้มขาลงแข็งแกร่ง: หากค่า ADX สูงกว่า 25 และ DI- สูงกว่า DI+ บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาลงแข็งแกร่ง เป็นโอกาสเข้าขายแนวโน้มอ่อนแอ: หาก ADX ต่ำกว่า 25 และ/หรือเส้น DI+ และ DI- ไขว้กันไปมา แสดงว่าแนวโน้มไม่แข็งแกร่งหรืออยู่ในช่วงตลาด Sideway
♦️♦️♦️ ตัวอย่างกลยุทธ์การเทรด ♦️♦️♦️
♦️กลยุทธ์ซื้อ (Buy) ♦️
รอสัญญาณซื้อจาก MACD (เส้น MACD ตัดขึ้นเหนือ Signal Line)ยืนยัน: รอสัญญาณซื้อจาก Stochastic (ตัดขึ้นจากโซน Overbought)ยืนยันความแข็งแกร่ง: ดู ADX DI+ ว่ามีแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งหรือไม่ (DI+ สูงกว่า DI- และ ADX สูงกว่า 25)เข้าซื้อ: เมื่อทุกเงื่อนไขตรงกัน
♦️ กลยุทธ์ขาย (Sell) ♦️
รอสัญญาณขายจาก MACD (เส้น MACD ตัดลงต่ำกว่า Signal Line)ยืนยัน: รอสัญญาณขายจาก Stochastic (ตัดลงจากโซน Oversold)ยืนยันความแข็งแกร่ง: ดู ADX DI+ ว่ามีแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่งหรือไม่ (DI- สูงกว่า DI+ และ ADX สูงกว่า 25)เข้าขาย: เมื่อทุกเงื่อนไขตรงกัน
💢💢 สรุปง่ายๆ 💢💢
📍 สัญญาณเข้าซื้อ (Buy Setup)
✔ MACD ตัดขึ้นเหนือ Signal
✔ Stochastic ตัดขึ้นเหลือ 20
✔ ADX เหนือ 25 DI+ ตัดขึ้นเหนือ DI- (มีแรงซื้อจริง)
📍 สัญญาณขาย (Sell Setup)
✔ MACD ตัดลงใต้ Signal
✔ Stochastic ตัดลงใต้ 80
✔ ADX เหนือ 25 DI- ตัดขึ้นเหนือ DI+ (มีแรงขายจริง)
💢💢💢 ข้อควรระวัง 💢💢💢
ถ้า MACD บอกซื้อ แต่ ADX < 25 ให้ระวัง “สัญญาณหลอก”
#เป็นแนวความคิดเห็นส่วนตัว
#ไม่ได้เป็นการแนะนำการลงทุน
#การลงทุนมีความเสี่ยงควรระวัง
Bitcoin CME Gap คืออะไร? วิธีใช้ตัวชี้วัด BTC GapBitcoin CME Gap คืออะไร? วิธีใช้ตัวชี้วัด BTC Gap
‘Gap’ ในตลาดฟิวเจอร์ส CME (Chicago Mercantile Exchange) เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้เห็นการเคลื่อนไหวของนักลงทุนสถาบัน และเป็นตัวชี้วัดที่นักเทรดมืออาชีพหลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด
1️⃣ Bitcoin CME Gap คืออะไร?
CME เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่นักลงทุนสถาบันเข้าถึง Bitcoin
แต่ตลาดฟิวเจอร์ส CME จะปิดในช่วงสุดสัปดาห์ (ตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ถึงบ่ายวันอาทิตย์ ตามเวลา Chicago, USA) นอกจากนี้ยังมีช่วงหยุดซื้อขาย 1 ชั่วโมงหลังปิดตลาดในวันธรรมดา
ในทางกลับกัน ตลาดสปอต เช่น Binance และ OKX เปิดทำการ 24 ชั่วโมงทุกวัน
ความแตกต่างนี้ทำให้เกิด 'Gap' โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์ที่ระยะเวลาหยุดทำการนานขึ้น Gap มักจะมีขนาดใหญ่กว่า
Bearish Gap: เกิดขึ้นเมื่อราคาปิดตลาด CME น้อยกว่าราคาเปิดตลาดถัดไป ซึ่งหมายความว่าราคาของ Bitcoin ลดลงในตลาดสปอตในช่วงเวลาที่ CME ปิด
Bullish Gap: เกิดขึ้นเมื่อราคาปิดตลาด CME น้อยกว่าราคาเปิดตลาดถัดไป ซึ่งหมายความว่าราคาของ Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาดสปอตช่วงที่ CME ปิด
การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาอย่างฉับพลัน: หมายความว่าความรู้สึกของนักลงทุนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากในช่วงสุดสัปดาห์
Unfilled Order Blocks: พื้นที่ Gap ถูกตีความว่าเป็นบริเวณที่อาจมีคำสั่งซื้อ/ขายที่ยังไม่ได้ทำการจับคู่
Gap Fill Phenomenon: เทรดเดอร์หลายคนเชื่อว่า "gap จะถูกเติมเต็ม" และใช้เป็นกลยุทธ์การเทรด ซึ่งหมายถึงแนวโน้มของราคาที่จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามของ Gap และพยายามเติมเต็มพื้นที่ Gap ในที่สุด แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับ Gap อาจถูกเติมทันทีหรือช้ากว่าต้องพิจารณาจากการวิเคราะห์หลายวิธี
2️⃣ ค้นหา CME Gap ได้อย่างง่ายดาย
ตัวชี้วัด
Bitcoin CME gaps multi-timeframe auto finder ทำให้การวิเคราะห์แท่งเทียน CME เป็นอัตโนมัติและแสดงผลบนกราฟอย่างชัดเจน
⚡คุณสมบัติและการใช้งานของตัวชี้วัด
การตรวจจับ Gap หลายกรอบเวลา: 5 นาที, 15 นาที, 30 นาที, 1 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง และ 1 วัน! ตรวจจับและแสดง Gap ของ CME ในหลายกรอบเวลาได้พร้อมกัน ไม่ว่าคุณจะเทรดระยะสั้นหรือระยะยาว สามารถเช็ค Gap ตามสไตล์การเทรดของคุณ
แสดงกรอบและป้ายอัตโนมัติ: พื้นที่ Gap ที่ตรวจพบจะแสดงเป็นกรอบสี่เหลี่ยมบนกราฟ Gap ขาขึ้น (Bullish) จะแสดงเป็นสีเขียว Gap ขาลง (Bearish) เป็นสีแดง ทำให้ง่ายต่อการระบุ ขนาด Gap (%) จะแสดงในป้ายด้านบนของกรอบ
ฟังก์ชันเน้น: Gap ขนาดใหญ่ที่เกินค่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (เช่น 0.5%) จะแสดงด้วยสีเด่น Gap ขนาดใหญ่มีผลกระทบมากกว่า ควรสังเกต
ซิงโครไนซ์ราคากับกราฟ: ราคากราฟสปอตจากตลาดอื่นอาจต่างจากราคาฟิวเจอร์ส CME ตัวชี้วัดนี้ปรับราคา Gap ให้ตรงกับราคากราฟปัจจุบันผ่านโหมด "Chart_price" ทำให้เข้าใจระดับราคาของ Gap บนกราฟสปอตได้ชัดเจนและสามารถวางแผนเทรดตรงบนกราฟของตลาดอื่น
แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์: สามารถรับแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบ CME Gap ใหม่ ตั้งค่าแจ้งเตือนเฉพาะ Gap ของกรอบเวลาเฉพาะได้ ใช้งานสะดวกเมื่อไม่สามารถดูกราฟตลอดเวลาในช่วงสุดสัปดาห์หรือเวลาที่กำหนดในวันธรรมดา
3️⃣ กลยุทธ์การเทรด
💡กลยุทธ์เติมเต็ม Gap:
เมื่อเกิด Bullish Gap: หากราคาทะลุ Gap ขาขึ้นแล้วกลับลงมาเติม Gap อาจพิจารณาเปิด Long ใกล้ด้านล่างของ Gap หรือ Short หากราคาสะดุดไม่เด้งจากด้านบนของ Gap อีกทางเลือกคือพิจารณา Short ในโซนแนวต้านก่อน Gap ถูกเติม
เมื่อเกิด Bearish Gap: หากราคาทะลุ Gap ขาลงแล้วกลับขึ้นมาเติม Gap อาจพิจารณาเปิด Short ใกล้ด้านบนของ Gap หรือ Long หากราคาสะดุดไม่ตกจากด้านล่างของ Gap อีกทางเลือกคือพิจารณา Long ในโซนแนวรับต่ำก่อน Gap ถูกเติม
💡ใช้เป็นพื้นที่สนับสนุน/แนวต้าน:
พื้นที่ Gap เก่า CME สามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแกร่งเมื่อราคากลับมาทดสอบ
สังเกตว่าราคาพบแนวต้านแล้วลดลงเมื่อถึง Gap ขาลง หรือพบแนวรับแล้วเพิ่มขึ้นเมื่อถึง Gap ขาขึ้น Gap ที่ซ้อนกันหลายกรอบเวลาจะมีความสำคัญมากขึ้น
💡สัญญาณยืนยันแนวโน้มและกลับตัว:
เกิด Bearish Gap ขนาดใหญ่และยังไม่เติมเต็ม แต่ราคายังลดลงต่อ นี่อาจบ่งชี้จุดเริ่มต้นหรือการต่อเนื่องของแนวโน้มขาลงที่แข็งแกร่ง
เกิด Bullish Gap ขนาดใหญ่และยังไม่เติมเต็ม แต่ราคายังเพิ่มขึ้นต่อ นี่อาจบ่งชี้จุดเริ่มต้นหรือการต่อเนื่องของแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
สามารถใช้การเคลื่อนไหวของราคาหลัง Gap เพื่อประเมินโมเมนตัมตลาดและประยุกต์กลยุทธ์ติดตามแนวโน้มหรือกลับตัว
ตัวอย่าง: หากเกิด Bearish Gap แต่เติมเต็มภายในไม่กี่วันแล้วทะลุด้านบน Gap นี่อาจตีความเป็นสัญญาณว่าแนวโน้มขาลงสิ้นสุดแล้ว
💡การวิเคราะห์หลายกรอบเวลา:
เมื่อค้นหาระดับแนวรับ/แนวต้านสำคัญ ตรวจสอบไม่เพียง Gap ของกรอบเวลาปัจจุบัน แต่ยังรวม Gap ของกรอบเวลาที่ใหญ่กว่า (เช่น Gap 4 ชั่วโมงหรือรายวันบนกราฟ 1 ชั่วโมง)
Gap จากกรอบเวลาที่ใหญ่กว่ามีความสนใจทางตลาดมากขึ้น เมื่อทำการตัดสินใจในกรอบเวลาที่เล็กลง ให้พิจารณาตำแหน่ง Gap สำคัญจากกรอบเวลาที่ใหญ่กว่าเพื่อการจัดการความเสี่ยงหรือกำหนดจุดเข้า/ออก
Gap ระยะสั้น (5m, 15m): ส่วนใหญ่ <1% ใช้สำหรับความผันผวนระยะสั้น, scalping ด้วยเลเวอเรจสูง หรือ day trading เหมาะสำหรับการเข้า/ออกอย่างรวดเร็ว มักถูกเติมก่อนปิดแท่งเทียน 4 ชั่วโมงหลังเปิดตลาด
Gap ระยะกลาง (1h, 4h): อ้างอิงสำหรับ swing trading หรือ position trading อาจกลายเป็นแนวรับ/แนวต้านสำคัญ ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวหลัง Gap
Gap ระยะยาว (1d): จุดเปลี่ยนแนวโน้มใหญ่หรือแนวรับ/แนวต้านสำคัญจากมุมมองระยะยาว หากเกิด 'Gap ใหญ่' ให้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงทิศทางตลาดโดยรวม มักเกิดช่วงสุดสัปดาห์ บางครั้ง Gap >3%
Gap ระยะสั้นวันธรรมดา เติมเต็ม 4 ชั่วโมงก่อนหน้า
หลังจากเกิดแก๊ปขนาดใหญ่ 3.54% ในช่วงสุดสัปดาห์ แนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งยังคงดำเนินต่อไป
4️⃣ สรุป
ตัวชี้วัด 'Bitcoin CME Gap Multi-Timeframe Auto Detector' เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ช่วยให้คุณไม่พลาดจุดสำคัญของความผันผวนราคาในตลาด
อย่างไรก็ตาม ไม่มีตัวชี้วัดใดควรเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา Gap อาจไม่ถูกเติมเต็ม หรือราคาสามารถพุ่งสวนทิศทางหลังจากผ่าน Gap ดังนั้นการวิเคราะห์ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการชนะเป็นสิ่งสำคัญ
เราหวังว่าคุณจะใช้ข้อมูลจากตัวชี้วัดนี้ร่วมกับวิธีวิเคราะห์ของคุณ (รูปแบบกราฟ, ตัวชี้วัดเสริม, การวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ฯลฯ) เพื่อสร้างกลยุทธ์การเทรดที่ซับซ้อนมากขึ้น
📌หากเนื้อหานี้เป็นประโยชน์ โปรดสนับสนุนด้วยการ boost และคอมเมนต์ การสนับสนุนเล็ก ๆ ของคุณช่วยสร้างการวิเคราะห์และเนื้อหาที่ดีขึ้นได้ ติดตามเพื่อรับแจ้งเตือนเมื่อเรามีโพสต์ใหม่
รูปแบบของ H&S หรือรูปแบบ QM📉 รูปแบบ Head and Shoulders (H&S)
รูปแบบ Head and Shoulders เป็นสัญญาณการ กลับตัวจากแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) เป็นขาลง (Downtrend) (สำหรับ Inverse Head and Shoulders จะกลับตัวจากขาลงเป็นขาขึ้น)
องค์ประกอบ:
ไหล่ซ้าย (Left Shoulder): ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดแรก แล้วย่อตัวลง
หัว (Head): ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ สูงกว่า ไหล่ซ้าย แล้วย่อตัวลงมา
ไหล่ขวา (Right Shoulder): ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ ต่ำกว่า หัว และ ใกล้เคียง กับไหล่ซ้าย แล้วย่อตัวลง
เส้นคอ (Neckline): เป็นเส้นที่ลากเชื่อมจุดต่ำสุด (Troughs) ระหว่างไหล่ซ้ายกับหัว และหัวกับไหล่ขวา
การใช้งาน:
ยืนยันการกลับตัวเมื่อราคา ทะลุเส้นคอลงมา (Breakout)
ตั้งเป้าหมายกำไร (Take Profit) โดยวัดระยะทางจากยอดหัวลงมาที่เส้นคอ แล้วนำระยะนั้นมาวางจากจุดที่ราคา Breakout เส้นคอ
รูปแบบ H&S มักให้สัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจนและใช้ในการวางแผนเทรดระยะกลางถึงยาว
🔄 รูปแบบ Quasimodo (QM) หรือ Over and Under Pattern
รูปแบบ Quasimodo เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการกลับตัวที่มักจะ บ่งบอกถึงการกลับตัวที่รุนแรงและเร็วกว่า H&S เล็กน้อย มักจะคล้ายกับ H&S ที่มีความ "บิดเบี้ยว" หรือไม่สมมาตร
องค์ประกอบหลัก (สำหรับ Bearish QM กลับตัวจากขาขึ้นเป็นขาลง):
ราคาทำ Higher High (HH) และ Higher Low (HL) ตามแนวโน้มขาขึ้น
ราคาขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ (Head) ซึ่งเป็น HH ล่าสุด แล้วลงมาต่ำกว่า HL ก่อนหน้า (ทำ Lower Low - LL)
ราคาดีดกลับขึ้นไปที่ Quasimodo Level (QML) หรือระดับแนวต้านที่เกิดจาก ยอดของไหล่ซ้าย
การกลับตัวจะเกิดขึ้นเมื่อราคา ไม่สามารถทำ New High ได้ และถูกปฏิเสธที่ระดับ QML
ความแตกต่างสำคัญกับ H&S:
เส้นคอ (Neckline): ใน QM มักจะ มีความลาดชัน (Sloping) มากกว่า H&S เพราะโครงสร้างมีการทำ LL/HH ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนก่อนการกลับตัว (ในภาพตัวอย่างคือ ไหล่ซ้าย และ หัว ไม่ได้มีระดับต่ำสุดที่เชื่อมกันได้เป็นเส้นตรงเหมือน H&S)
โครงสร้าง: QM เน้นการ ทำลายโครงสร้างแนวโน้มเดิม (Break of Structure - BOS) โดยการทำ New Low ที่ต่ำกว่า Low ก่อนหน้า (หรือ New High ที่สูงกว่า High ก่อนหน้าใน Bullish QM) ก่อน ที่ราคาจะกลับไปทดสอบระดับไหล่ซ้าย (QML)
💡 สรุปความแตกต่างและภาพในกราฟ
ภาพที่คุณแนบมามีการระบุ ไหล่ซ้าย, หัว, และ ไหล่ขวา ซึ่งเป็นลักษณะของ Head and Shoulders (H&S) และมีการทำเครื่องหมาย SL (Stop Loss) ไว้ด้านล่างเส้นคอ แสดงว่ากำลังบ่งชี้ถึงสัญญาณกลับตัวเป็นขาลง (Bearish H&S) หรือเป็นรูปแบบ Quasimodo (QM) ขาลง (Bearish QM) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเส้นคอ (แนวรับที่เชื่อมจุดต่ำสุด) มีความลาดชันหรือไม่
ถ้าเน้นที่ความสมมาตรและเส้นคอที่ชัดเจน: มันคือ H&S
ถ้าเน้นที่การทำลาย Low ก่อนหน้า (Low ที่ไหล่ซ้าย) ก่อนการดีดกลับไปที่ QML: มันคือ QM
Recap มายด์เซ็ทการเทรด🧠 5 มายด์เซ็ทการเทรดแบบยั่งยืน
หลายคนมุ่งหาแต่ "ระบบเทรด" (Strategy) ที่ดีที่สุด แต่ลืมไปว่าต่อให้ระบบดีแค่ไหน ถ้า "คน" ที่อยู่หลังจอจิตใจไม่นิ่งพอ ก็ไม่สามารถทำกำไรอย่างยั่งยืนได้
การเทรดด้วย Supply & Demand คือการ "อ่านเกมของรายใหญ่" (Smart Money) แต่ถ้าจิตใจเราเต็มไปด้วยความกลัว ความโลภ หรือความไม่อดทน เราก็จะอ่านเกมผิด หรือที่แย่กว่านั้นคือ... อ่านเกมถูก แต่ไม่กล้าเล่นตามเกมที่อ่าน
นี่คือ 5 มายด์เซ็ทสำคัญที่เทรดเดอร์สาย S/D ต้องมี เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนครับ:
1. 🎯 เราคือ "นักแม่นปืน" ไม่ใช่ "คนยิงกราด" (The Sniper, Not The Machine Gunner)
* มายด์เซ็ท: เกมของเราคือการ "รอ" (Patience)
* การปฏิบัติ: เราไม่ไล่ตามราคาที่วิ่งไปแล้ว เราวิเคราะห์โซน Supply/Demand ที่ "คม" ที่สุด และ "รอ" ให้ราคา "วิ่งเข้ามาหา" กับดักที่เราวางไว้ เทรดเดอร์ที่ยั่งยืนรู้ว่า "การไม่เทรด" (นั่งทับมือ) คือส่วนหนึ่งของการเทรด
* คีย์เวิร์ด: เทรดน้อยลง แต่คุณภาพสูงขึ้น (Less is More)
2. 🛡️ โซนที่พัง คือ "ข้อมูล" ไม่ใช่ "ความล้มเหลว" (A Broken Zone is Data, Not Failure)
* มายด์เซ็ท: เราเป็นกลางต่อผลลัพธ์
* การปฏิบัติ: ไม่มีโซนไหนในโลกที่ชนะ 100% เมื่อโซนถูกทะลุ Smart Money แค่กำลังส่ง "ข้อมูล" ใหม่มาให้เราว่าเทรนด์แข็งแกร่ง หรือพวกเขาต้องการกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Sweep)
* คีย์เวิร์ด: ยอมรับการขาดทุนที่คำนวณไว้ (Cut Loss) และไปรอ "อ่านเกม" ที่โซนถัดไป ห้ามแก้แค้นตลาด (Revenge Trade) เด็ดขาด!
3. ⚖️ โฟกัสที่ "กระบวนการ" ไม่ใช่ "กำไรรายวัน" (Process Over Outcome)
* มายด์เซ็ท: เทรดที่ "ดี" ไม่ได้แปลว่า "ชนะ" เสมอไป
* การปฏิบัติ: เทรดที่ "ดี" คือเทรดที่ทำตามแผน 100%:
* หาโซน S/D คุณภาพ
* รอราคาเข้าโซน
* ตั้ง SL/TP ชัดเจนตามแผน
* ปล่อยให้ตลาดทำงาน
* คีย์เวิร์ด: ถ้าทำตามนี้ครบ ต่อให้โดน SL ก็คือ "เทรดที่ดี" ความยั่งยืนเกิดจากการ "ทำซ้ำ" ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟลุ๊คชนะ
4. 🚫 "FOMO" คือศัตรูตัวฉกาจของนักเทรด S/D (Fear Of Missing Out is the Enemy)
* มายด์เซ็ท: ตลาดมีโอกาสให้เสมอ
* การปฏิบัติ: ศัตรูที่ร้ายที่สุดคือการ "กลัวตกรถ" เห็นราคาพุ่งออกจากโซน Demand ไปไกลแล้วรีบกระโดดตาม นี่คือการ "ไล่ราคา" ซึ่งเป็นจุดที่รายย่อยติดดอยเสมอ
* คีย์เวิร์ด: ถ้าคุณพลาดรถบัสคันนี้ ให้ไปรอที่ "ป้ายถัดไป" (โซนถัดไป) อย่างใจเย็น ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามรถบัส
5. 💡 เราเทรด "สิ่งที่เห็น" ไม่ใช่ "สิ่งที่คิด" (Trade What You See, Not What You Think)
* มายด์เซ็ท: เราเป็นผู้ "ตอบสนอง" ต่อตลาด ไม่ใช่ผู้ "คาดเดา"
* การปฏิบัติ:
* "ผมคิดว่ามันน่าจะลงต่อ" (นี่คือการพนัน)
* "ราคาเข้าสู่โซน Supply ที่แข็งแกร่ง และเริ่มสร้างแท่งเทียนกลับตัว" (นี่คือการเทรดตามหลักฐาน S/D)
* คีย์เวิร์ด: หน้าที่เราคือ "อ่านเกม" ตามที่ Smart Money ทิ้งร่องรอยไว้บนกราฟ ไม่ใช่การมโนหรือใช้อคติส่วนตัว
การเทรด S/D ที่ยั่งยืน คือการเปลี่ยนตัวเองจาก "นักพนันที่รีบร้อน" ให้เป็น "ผู้บริหารความเสี่ยงที่อดทน" ที่อ่านเกมของรายใหญ่เป็นครับ
มายด์เซ็ทข้อไหนที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด หรือข้อไหนที่คุณกำลังพยายามพัฒนาอยู่? พิมพ์แชร์กันได้เลยครับ 👇
3 ข้อผิดพลาดในการเทรดที่เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยงแม้แต่นักเทรดที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับดักทางจิตวิทยาที่อาจทำให้ประสิทธิภาพการเทรดของพวกเขาลดลงได้
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ การเข้าใจข้อผิดพลาดทางจิตใจเหล่านี้ — และเรียนรู้วิธีหลีกเลี่ยง — คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในตลาด
มาดูกันใกล้ ๆ ว่า 3 ข้อผิดพลาดในการเทรดที่พบบ่อยที่สุด ที่เทรดเดอร์ควรหลีกเลี่ยงมีอะไรบ้าง:
⸻
🧠 1. FOMO — ความกลัวที่จะพลาดโอกาส (Fear of Missing Out)
FOMO เป็นหนึ่งในความท้าทายทางอารมณ์ที่ใหญ่ที่สุดของนักเทรด มันคือความรู้สึกตื่นเต้น — หรือความกังวล — เมื่อเห็นตลาดเคลื่อนไหวโดยไม่มีคุณ และผลักดันให้คุณรีบเข้าออเดอร์โดยไม่วางแผนล่วงหน้า
ผลลัพธ์คือการไล่ตามเทรนด์และเข้าเทรดโดยไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน ซึ่งมักจะนำไปสู่การขาดทุน
วิธีหลีกเลี่ยง:
ยึดมั่นในแผนการเทรดของคุณ รอจังหวะที่เหมาะสม และจำไว้ว่า — การพลาดโอกาสหนึ่งครั้งดีกว่าการเสียเงินจากการเทรดที่ไม่พร้อม ตลาดจะมีโอกาสใหม่ให้คุณเสมอ
⸻
😡 2. Revenge Trading — การเทรดเพราะอารมณ์อยากเอาคืน
หลังจากขาดทุน หลายคนมักจะรู้สึกอยาก “เอาคืน” โดยรีบเข้าเทรดใหม่เร็วเกินไป ซึ่งมักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและขาดทุนมากกว่าเดิม
วิธีหลีกเลี่ยง:
ยอมรับการขาดทุนว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด หยุดพักและกลับมาเมื่อคุณควบคุมอารมณ์ได้แล้ว
เป้าหมายของคุณไม่ใช่เพื่อเอาเงินคืน — แต่คือการเทรดให้มีคุณภาพ
⸻
🎲 3. ความเชื่อของนักพนัน (Gambler’s Fallacy)
นักเทรดหลายคนเข้าใจผิดว่าผลลัพธ์ที่ผ่านมาอาจมีผลต่อผลลัพธ์ในอนาคต เช่น “แพ้มาสามครั้ง ครั้งนี้ต้องชนะแน่” แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ตลาดทำงาน
แต่ละการเทรดเป็นเหตุการณ์อิสระที่มีความน่าจะเป็นของตัวเอง
วิธีหลีกเลี่ยง:
เชื่อในวิเคราะห์ของคุณ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือโชคชะตา
เน้นการบริหารความเสี่ยงและวางแผนอย่างมีระบบ แทนที่จะหวังพึ่งความบังเอิญ
⸻
💡 สรุป
ความสำเร็จในการเทรดไม่ใช่แค่การมีสูตรหรือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด — แต่คือการควบคุมจิตใจของตัวเอง
เมื่อคุณสามารถหลีกเลี่ยงกับดักทางอารมณ์เหล่านี้ได้ คุณจะเทรดอย่างมีวินัย ชัดเจน และมั่นใจมากขึ้น
จำไว้ว่า: นักเทรดที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ควบคุมตลาดได้ — แต่คือคนที่ควบคุมตัวเองได้ต่างหาก
XAUUSD M15 ( อธิบายการเข้า ออเดอร์ ) เทคนิคการเทรดที่ผมใช้ : M15
1.trend : H4 + H1
2. Structure : ( จาก ทฤษฎี SMC นิดหน่อย )
3. wyckoff : นิดหน่อย ( ใช้หาการสะสมราคา , โซนเงินไหลเข้า/ออก , เทรด M15 )
4. liquidity + FVG : การสะสมราคา , โซนเงินไหลเข้า/ออก , ระยะ Tp ( จาก ทฤษฎี ICT )
5. session : การเทรด ช่วงเวลาตลาด London+Ny ( จาก ทฤษฎี ICC )
** ยิ่ง TF เล็กลง ** ยิ่งต้องใช้เทคนิคสูง แนะนำไม่ควรเทรดต่ำกว่า M5 ( WTF!! M1 พวกมโน )
⚙️ หลักสำคัญ (Key Principles)
• Structure Matters (โครงสร้างสำคัญ):
ราคามักไม่เบรกแนวรับ/แนวต้านเดิมสองครั้งติดกัน
→ ให้มองหาการเบรกครั้งเดียว แล้วรอการพักตัว
• Money Flow Zones (โซนเงินไหลเข้า/ออก):
กล่องสีเหลืองคือบริเวณที่มีเงินทุนจำนวนมากติดอยู่จากการเบรกครั้งแรก
→ บ่งบอกว่ามีแรงซื้อขายสำคัญตรงนั้น
• Patience (ความอดทน):
รอ “การเคลื่อนไหวรอบที่สอง” หลังจากการพักตัว
→ เพราะรอบที่สองมักแม่นยำกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า
จะปิดการซื้อขายที่ขาดทุนได้อย่างไร?การตัด亏损เป็นศิลปะ และเทรดเดอร์ที่ขาดทุนคือศิลปิน
การปิดสถานะที่ขาดทุนเป็นทักษะสำคัญในการบริหารความเสี่ยง เมื่อคุณอยู่ในสถานะเทรดที่ขาดทุน คุณจำเป็นต้องรู้จักจังหวะที่จะออกจากตลาดและยอมรับความสูญเสีย ตามทฤษฎีแล้ว การตัด虧損และการรักษาเงินทุนให้น้อยที่สุดเป็นแนวคิดที่ง่าย แต่ในการปฏิบัติจริง มันเป็นศิลปะ
ต่อไปนี้เป็น 10 สิ่งที่คุณควรพิจารณาเมื่อปิดสถานะที่ขาดทุน
อย่าเทรดโดยไม่มีกลยุทธ์การตัด亏损 คุณต้องรู้จุดที่จะออกจากตลาดก่อนที่จะวางคำสั่ง
ควรวางจุดตัด亏损นอกเหนือช่วงราคาปกติ ในระดับที่อาจเป็นสัญญาณว่ามุมมองการเทรดของคุณผิดพลาด
เทรดเดอร์บางคนตั้งจุดตัด亏损เป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น หากพวกเขาต้องการทำกำไร + 12% จากการเทรดหุ้น พวกเขาจะตั้งจุดตัด亏损ไว้ที่ -4% เพื่อสร้างอัตราส่วน กำไร/ตัด亏损 (TP/SL) ที่ 3: 1
เทรดเดอร์บางคนใช้จุดตัด虧損แบบกำหนดเวลา หากราคาทรุดลงแต่ไม่เคยแตะจุดตัด虧损หรือยังไม่ถึงเป้าหมายกำไรภายในกรอบเวลาที่กำหนด พวกเขาจะออกจากตลาดเท่านั้นเนื่องจากไม่มีแนวโน้มและไปหาโอกาสที่ดีกว่า
เทรดเดอร์หลายคนจะออกจากตลาดเมื่อเห็นราคาตลาดพุ่งสูง แม้ว่าราคาจะยังไม่ถึงจุดตัด亏损ก็ตาม
ในการเทรดตามแนวโน้มระยะยาว จุดตัด亏损จะต้องกว้างพอที่จะรองรับแนวโน้มระยะยาวที่แท้จริง โดยไม่ถูกตัดออกจากตลาดก่อนเวลาอันควรจากสัญญาณรบกวน จุดนี้เองที่ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน และสัญญาณการตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อให้มีจุดตัด虧損ที่กว้างขึ้น สิ่งสำคัญคือการมีขนาดสถานะที่เล็กกว่าสำหรับการเทรดที่มีความผันผวนมากขึ้นและราคาที่มีความเสี่ยงสูง
คุณเทรดเพื่อทำกำไร ไม่ใช่ขาดทุน การถือครองสถานะที่ขาดทุนไว้เฉยๆ ด้วยความหวังว่ามันจะกลับมาเท่าทุนเพื่อที่คุณจะสามารถออกจากตลาดได้ที่จุดเท่าทุนนั้นเป็นแผนที่เลวร้ายที่สุดแผนหนึ่ง
เหตุผลที่เลวร้ายที่สุดในการขายสถานะที่ขาดทุนคือ อารมณ์หรือความเครียด เทรดเดอร์ควรมีเหตุผลเชิงเหตุผลและปริมาณที่ชัดเจนในการออกจากสถานะที่ขาดทุนเสมอ หากจุดตัด亏损แคบเกินไป คุณอาจถูกตัดออกจากตลาดก่อนเวลาอันควรและทุกการเทรดจะกลายเป็นการขาดทุนเล็กน้อยได้อย่างง่ายดาย คุณต้องเผื่อพื้นที่ให้กับการเทรดมากพอที่จะพัฒนา
ควรออกจากสถานะเสมอเมื่อสูญเสียทุนทรัพย์การเทรดสูงสุดตามที่กำหนดไว้ การตั้งเปอร์เซ็นต์การขาดทุนสูงสุดที่ 1% ถึง 2% ของเงินทุนการเทรดทั้งหมดของคุณตามจุดตัด亏损และขนาดสถานะของคุณจะช่วยลดความเสี่ยงในการหมดบัญชีและรักษาการขาดทุนของคุณให้น้อย
ศิลปะพื้นฐานของการขายสถานะที่ขาดทุนคือ การรู้จักความแตกต่างระหว่างความผันผวนตามปกติกับการเปลี่ยนแปลงราคาที่ส่งผลต่อแนวโน้ม






















