GULFถ้าทะลุเส้นแนวโน้มสีเหลืองที่กดอยู่ได้จะวิ่งขึ้นได้ดีSET:GULF ถ้าทะลุเส้นแนวโน้มสีเหลืองที่กดอยู่ได้จะวิ่งขึ้นได้ดีราคาโซนนี้ถือว่าไม่แพงครับ
ข้อมูลสรุปงบการเงินและสถานะล่าสุดของ **บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF** สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ
1. ผลประกอบการ (งวด 9 เดือน ปี 2568)
ภาพรวมแข็งแกร่งและทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ในแง่ของกำไรจากการดำเนินงาน
กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit):** เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะในไตรมาส 3/68 ทำได้ถึง **7,280 ล้านบาท** (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)
ปัจจัยหนุนหลัก
1. **ธุรกิจโรงไฟฟ้า:** โรงไฟฟ้า GSRC เดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และต้นทุนก๊าซธรรมชาติลดลง ทำให้อัตรากำไร (Margin) จากการขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรมดีขึ้น
2. **ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS:** รับรู้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ประมาณ 3,800+ ล้านบาทใน Q3) หลัง AIS มีผลประกอบการที่ดีขึ้นและคุมต้นทุนได้ดี
กำไรสุทธิ (บรรทัดสุดท้าย) ตัวเลขทางบัญชีงวด 9 เดือนอาจดูสูงผิดปกติ (ระดับ 7 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากมีการบันทึกบัญชีจากการปรับโครงสร้าง/ควบรวมกิจการ (Amalgamation) แต่หากดูเนื้อในธุรกิจหลักถือว่าเติบโตตามเป้าครับ
2. ฐานะทางการเงิน (ณ สิ้นไตรมาส 3/2568)
สินทรัพย์รวม:** มหาศาลระดับ **7.5 แสนล้านบาท**
ความแข็งแกร่ง:** ฐานทุนใหญ่ขึ้นมากหลังการควบรวม ทำให้ศักยภาพในการกู้ยืมเงิน (D/E Ratio ต่ำลงเหลือประมาณ 1.13 เท่า) เพิ่มขึ้น รองรับการลงทุนใหญ่ๆ ในอนาคตได้สบาย
3. แนวโน้มปี 2569 (Outlook 2026)
ปีนี้ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการ **"เร่งเครื่อง S-Curve ใหม่"** โดยมีประเด็นบวกคือ:
เป้าหมายการเติบโต:** ผู้บริหารตั้งเป้า EBITDA โต 15% และคาดว่ากำไรจะทำ New High ต่อเนื่อง
โครงการใหม่:**
พลังงานสะอาด:** ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโซลาร์ฟาร์มอีกจำนวนมาก (เป้าหมายระยะยาวกว่า 600 MW)
Data Center:** เริ่มเห็นความชัดเจนของธุรกิจ Cloud และ Data Center ที่จับมือกับ Microsoft
Virtual Bank:** คาดว่าจะมีความคืบหน้าชัดเจนในช่วงไตรมาส 2
เงินปันผล:** มีนโยบายพิจารณาจ่ายปันผลเป็น 2 ครั้ง/ปี (จากเดิมปีละครั้ง) ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น
4. บทสรุปสำหรับนักลงทุน
GULF ในขณะนี้คือหุ้น Super Defensive Growth"**
ความมั่นคง: มีรายได้สม่ำเสมอจากโรงไฟฟ้าและ AIS (เปรียบเสมือนมี "ห่านทองคำ" 2 ตัว)
การเติบโต: มี Story ใหม่ๆ (Data Center, Virtual Bank) ที่จะมาสร้างกำไรในระยะยาว
เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่ต้องการ"ชนะตลาดในระยะยาว"ทนความผันผวนได้น้อยกว่าหุ้นซิ่งตัวอื่น แต่ได้ผลตอบแทนที่เติบโตมั่นคงครับ
Thaistocks
วันนี้ CK ขึ้นมาจากข่าว ITD คำสั่งยกเลิกสัญญา (จากฝั่งรัฐบาล)SET:CK ตามข้อมูลล่าสุด (งวด 9 เดือน ปี 2568/2025) มีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ:
1. ผลประกอบการหลัก (งวด 9 เดือน ปี 2568)
ภาพรวมถือว่าเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งธุรกิจก่อสร้างและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ
รายได้รวม: 34,784.16 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 2,883.87 ล้านบาท
กำไรต่อหุ้น (EPS): ประมาณ 1.71 บาท (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ)
2. ไฮไลท์สำคัญรายไตรมาส (Q2-Q3/2568)
กำไรโดดเด่น: ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปี 2568 เติบโตได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Q2 กำไรสุทธิ 863 ล้านบาท โต +77% YoY)
ปัจจัยหนุน:
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: ได้รับผลบวกจาก CKP (โรงไฟฟ้าไซยะบุรีเข้าช่วง High Season และปริมาณน้ำมาก) และ BEM (ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น) รวมถึงเงินปันผลจาก TTW
งานก่อสร้าง: รับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ และ รถไฟทางคู่ (เด่นชัย)
3. ฐานะทางการเงิน (ณ สิ้นไตรมาส 3/2568)
สินทรัพย์รวม: 116,549.72 ล้านบาท
หนี้สินรวม: ประมาณ 87,978 ล้านบาท (มีการกู้ยืมเพื่อลงทุนโครงการใหญ่)
ส่วนของผู้ถือหุ้น: 28,572 ล้านบาท
D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน): ประมาณ 1.47 - 1.6 เท่า (ถือเป็นระดับปกติของธุรกิจรับเหมาที่มีโครงการขนาดใหญ่)
4. มูลค่าหุ้นและอัตราส่วนทางการเงิน (ประมาณการล่าสุด)
P/E Ratio: ต่ำเพียงประมาณ 7.64 เท่า (ราคาหุ้นยังไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไร)
P/BV Ratio: 0.74 เท่า (ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี)
เงินปันผล: มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล (1H68) ที่ 0.20 บาท/หุ้น อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Yield) อยู่ที่ราว 2.8 - 3%
5. แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตา (Outlook)
Backlog แข็งแกร่ง: มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) สูงถึงระดับ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด (New High) โดยหลักมาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญาไป
โครงการในอนาคต: การเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในปี 2569-2570
สรุปภาพรวม: CK มีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งมากในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมีจุดเด่นคือพอร์ตการลงทุนในบริษัทลูก (BEM, CKP, TTW) ที่สร้างกระแสเงินสดและกำไรสม่ำเสมอ ช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจรับเหมาหลักได้ดีครับ
โอกาสทองในการ "สวน"SET:BH 🏥 Tactical Idea: หุ้นโรงพยาบาลร่วงแรง...โอกาสเก็บของถูก?
📉 เกิดอะไรขึ้น? ช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลงแรงกว่า 10% เพราะตลาดกังวลข่าวการเปลี่ยนแปลงนโยบายของบริษัทประกัน
💡 มุมมองนักวิเคราะห์: "ตลาดตกใจเกินเหตุ" การเทขายครั้งนี้ไม่สมเหตุสมผลกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะ:
กระทบจำกัด: นโยบายใหม่มีผลเฉพาะ "ผู้ทำประกันรายใหม่" เท่านั้น ไม่กระทบฐานลูกค้าเดิมที่มีสิทธิ์ต่ออายุได้ต่อเนื่อง รายได้ประกันเป็นแค่ส่วนเดียว: สัดส่วนรายได้จากประกันอยู่ที่ราว 20-38% ของรายได้รวม (BDMS 38%, BH 20%)
Worst-case ก็ยังเจ็บน้อย: แม้สมมติให้รายได้ประกันโต 0% (จากปกติโต 3-5%) กระทบกำไรจริงแค่ 1-2% เท่านั้น แต่ราคาหุ้นลงมารับข่าวเหมือนกำไรจะหายไปหนักมาก
📊 ความถูกที่ซ่อนอยู่ (Market Implied) ราคาหุ้นที่ร่วงลงมา สะท้อนความกลัวว่ารายได้ประกันจะหายไปถึง 5-10% ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในความเป็นจริง
BH: ราคาลงมา -11.7% (PE เหลือ 15.0x)
BDMS: ราคาลงมา -9.3% (PE เหลือ 18.1x)
🎯 คำแนะนำ: "โอกาสสะสม" มองเป็นจังหวะดีในการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลคุณภาพที่ราคาลงมาลึกเกินพื้นฐาน
ถอยลงมาวันนี้มองเป็นจังหวะเก็บเพิ่มได้ครับSET:SCC SCC ถอยลงมาวันนี้มองเป็นจังหวะเก็บเพิ่มได้ครับ
-แนวโน้มผลประกอบการ (Q4/68 และ Q1/69)
ไตรมาส 4/68 (แย่สุด): คาดว่าจะรายงาน "ขาดทุนสุทธิ" ประมาณ 2,547 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน)
สาเหตุลบ: โดนกดดันจาก "ผลขาดทุนสต็อกสินค้า" และ "การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์"
กำไรหลัก: หากตัดรายการพิเศษออก คาดว่ายังมีกำไรหลักจากการดำเนินงานราว 352 ล้านบาท (พลิกมีกำไรจากปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน)
ไตรมาส 1/69 (เริ่มฟื้นตัว): คาดว่ากำไรหลักจะ "เพิ่มขึ้น" ทั้งเทียบกับปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อน (QoQ)
ปัจจัยหนุน: ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัวตามฤดูกาลและโครงการภาครัฐ รวมถึงส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เริ่มดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
- เจาะลึกรายธุรกิจ
ปิโตรเคมี: ผ่านจุดแย่สุดแล้ว คาดว่าส่วนต่างราคา (Spread) จะเริ่มขยายตัวตั้งแต่ Q1/69 และอุปสงค์จะฟื้นตัวชัดเจนใน Q2/69 ตามเศรษฐกิจโลก
ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง: Q1/69 จะดีขึ้นจากอุปสงค์ในไทยและอาเซียน รวมถึงราคาขายที่สูงขึ้น
บรรจุภัณฑ์ (SCGP): Q4/68 ทำได้ดีขึ้น แต่ Q1/69 อาจแผ่วลงเล็กน้อยเพราะมีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเยื่อและกระดาษ
สรุปสั้นๆ: ข่าวร้ายเรื่องงบ Q4/68 รับรู้ไปในราคาหุ้นแล้ว ให้มองข้ามไปที่การฟื้นตัวในปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างที่จะเป็นพระเอกในการดึงกำไรกลับมาครับ
WHAUP ท่านใดที่ชอบเล่นปันผลและเล่นตรีม DATA CENTER มองเป็นตัวที่SET:WHAUP 1. บทบาทของ WHAUP ในระบบนิเวศ Data Center
WHAUP ไม่ได้สร้าง Data Center เองโดยตรง แต่เป็น "ผู้ส่งกำลังบำรุง" หลักให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA (เช่น Google, Microsoft และ AWS) ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก:
ธุรกิจน้ำ (Utilities): Data Center ต้องการระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำมหาศาล (ประมาณ 50-100 ลบ.ม./ไร่/วัน สูงกว่าโรงงานทั่วไปหลายเท่า) WHAUP จึงได้ประโยชน์เต็มๆ จากการขายน้ำพรีเมียมและน้ำรีไซเคิล
ธุรกิจไฟฟ้า (Energy): ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการพลังงานสะอาด 100% (Renewable Energy) ซึ่ง WHAUP กำลังรุกหนักในเรื่อง Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) และโซลาร์รูฟท็อป
2. ข่าวการลงทุนและแผนงานปี 2025 - 2026
งบลงทุน 5 ปี (2025-2029): บริษัทประกาศแผนลงทุนมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับกลุ่ม New S-Curve โดยเฉพาะ Data Center
การตั้ง CEO คนใหม่: เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 คุณอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO โดยมีภารกิจหลักคือการนำนวัตกรรม AI และพลังงานสะอาดมาตอบโจทย์ลูกค้า Data Center
รายได้เสริมจาก "Excessive Charge": ตั้งแต่ปี 2025 บริษัทเริ่มรับรู้รายได้ค่าใช้น้ำส่วนเกินจากกลุ่มลูกค้า Data Center ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และคาดว่าจะเห็นปริมาณการใช้น้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง ปลายปี 2026 เมื่อโครงการต่างๆ เริ่มเปิดดำเนินการ (COD)
CK ยังอยู่ในเส้นทางมองซื้อเล่นตามรายงานด้านล่างได้ครับSET:CK ตามข้อมูลของ สทนช. การลงทุนรวมครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนกว่า 2.99 ล้านครัวเรือน, ครอบคลุมพื้นที่การผลิต 2.53 ล้านไร่, ลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่กว่า 162,750 ไร่ และก่อให้เกิดการจ้างงานเทียบเท่า 250,000 คนต่อเดือน ทั้งนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโครงการด้านน้าเพียงส่วนเดียว คาดว่าจะมีมูลค่ารวมกว่า 1.282 แสนล้านบาท
ผลกระทบและโอกาสการลงทุน
แผนแม่บทการบริหารจัดการน้า 20 ปี ได้กาหนดแนวทางการพัฒนาเชิงระบบสาหรับโครงการและการปฏิรูปด้านการบริหารจัดการน้า ซึ่งเปิดโอกาสทางธุรกิจหลากหลายสาขา ดังนี้:
▪
การก่อสร้างงานโครงสร้างพื้นฐาน
▪
การจัดหาอุปกรณ์และระบบสาธารณูปโภค
▪
การบริการด้านวิศวกรรมและที่ปรึกษาโครงการ
▪
การจัดซื้อจัดจ้าง และบริการด้านเทคโนโลยีและโซลูชันเชิงดิจิทัล
▪
การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียว
▪
การลงทุนแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)
ท่านใดที่หาหุ้นเล่นรอบถือประมาณ1เดือนตัวRCLเป็นตัวที่น่าสนใจSET:RCL ท่านใดที่หาหุ้นเล่นรอบถือประมาณ1เดือนตัวRCLเป็นตัวที่น่าสนใจแนวรับ 24 บาท หรือทะยอยซื้อสะสมครับ และหากท่านใดติดอยู่ทะยอยซื้อเฉลี่ย ได้เลยครับ ข้อสังเกตุ หุ้นสายเรือเชิงพื้นฐาน หากดูดีๆ เป็น หุ้นต่ำบุ๊ค มีปันผล มามาจิ้นกว้าง และหนี้ต่ำ แต่ราคาลงมาจากประเด็นสงครามการค้า เลยเทรดต่ำกว่ามูลค่า หากเรื่องสงคราการค้าเริ่มดีขึ้นหุ้นมีโอกาศกลับมาเล่นได้ดีครับ และอีกอย่างมอง ว่าแนวโน้มกำไรผ่านจุดต่ำสุดและเห็นการฟื้นตัวมาตั้งแต่ไตรมาศ 4 ปี 2566 ที่ทำจุดต่ำสุดไปแล้วครับ ตามภาพด้านล่าง
DATA OPTION SET50 ทรงข้อมูลเริ่มเปลี่ยนDATA OPTION SET50
Put Local = SET50 ลงมาหนักมาก แต่รายย่อย สะสะม Short putมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ทรงเริ่มทำการปิด short
put ไปเรื่อย แล้ว
Put Foreign= สะสม long put หนักมากและยาวนาน ถึงตอนนี้เริ่มมีทิศทางที่เปลี่ยนไป เริ่มสะสมน้อยลง
Call Local = รายย่อยสะสม short call เป็นจำนวนมาก และซึ่งมาวันนี้เริ่มมีหักหัวลงมา
Call Foreign = ฝรั่ง สะสม long call จำนวนเยอะมาก และมาวันนี้เริ่มมีการหักหัวลงมาแบบมีนัยยะ
สรุป โอกาสทิศทางของตลาดหุ้น ไทยจะขึ้นต่อไม๊ ต้องติดตามข้อมูลต่อไป แต่เริ่มส่งสัญญาณการขึ้นมาแล้ว
Global Asset Rotation ตลาดหุ้น SET SET50 เริ่มสัญญาณดีขึ้นตัว Global Asset Rotation คือตัว ที่สามารถมองสินทรัพย์ ภาพรวมทั้งหมด แบบ Top Down
สิ่งที่เห็น ณ ตอนนี้ SET SET50 หันหัวขึ้น มาตลอดทั้งWeek แต่ index กับทำ new low 1156-1160
แต่สิ่งที่ เราเห็น ในภาพคือ SET มุ่งหน้าขึ้นแบบไม่ย่อ แสดงเริ่มถึงความแข็งแรงขึ้นมา
ถ้า ราคา set set50 กลับตัวได้เริ่มน่าสนใจเข้าซื้อ
แต่สิ่งนึงที่สำคัญ สังเกตุคือไม่ได้มุ่งหน้า ไปทาง zone เขียว แต่ขึ้นไปยัง zone ฟ้า แสดงว่ายังไม่ได้ กลับตัวอย่างแท้จริง ยังต้องระมัดวัง การเด้ง แล้วลงต่อได้
ถ้าเริ่มมุ่งหน้าไปทาง zone เขียวเมื่อไหร่ จะเริ่มเห็นถึงมีเทรน ขาขึ้นได้
BEM & CK: ครม.เห็นชอบผลการคัดเลือก BEM ชนะการประมูลรถไฟฟ้าสายสีสSET:BEM Highlights:
• วันที่ 16 ก.ค. 2024 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบผลการพิจารณาผลการคัดเลือกเอกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุด และเงื่อนไขสำคัญของสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท ที่ BEM เป็นผู้ชนะการประมูล และปัจจุบันศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำพิพากษาจนได้ข้อยุติทุกคดีแล้ว
• ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนัดหมายเอกชนลงนามในสัญญา ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ภายในสัปดาห์นี้
• BEM จะได้รับสิทธิก่อสร้างงานโยธาช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม) รวมถึงงานเดินรถไฟฟ้าตลอดสาย บางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ทั้งนี้เราได้รวมโครงการนี้ไว้ในประมาณการแล้ว
• ทั้งนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี) ได้ในปี 2028 และช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม) ได้ในปี 2030
• สำหรับ CK คาดว่ามีโอกาสจะได้งานโยธาและติดตั้งระบบฯ รวมราว 1.09 แสนล้านบาท ทำให้ Backlog เพิ่มขึ้นเป็นราว 2.3 แสนล้านบาท แต่รายได้ปีแรก (2025) น่าจะเป็นงาน E&M เป็นหลัก (มูลค่าทั้งหมดราว 2-3 หมื่นล้าน) งานก่อสร้างน่าจะเริ่มปลายปี 2025 และคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4-5 ปี
View from fundamental: ข่าวดังกล่าวน่าจะเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้น BEM และ CK เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ต่อ BEM (ราคาเป้าหมาย 12.40 บาท) และ CK (ราคาเป้าหมาย 26 บาท)
มุมมองทางเทคนิคตัว BEM ขึ้นได้แต่มองติดกรอบบนโซน 8.20 บาท โครงสร้างใหญ่ยังเเป็น sideway down แต่สามารถเก็งกำไรระยะสั้นได้ครับ ราคาเป้าหมาย 8.20 บาท
สัญญาณหุ้น "เจดีย์" ตอนที่ 1
หุ้น EA หรือ Energy Absolute เคยเป็นหุ้นที่ยอดฮิตของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย
จากราคา IPO ที่ 5.50 บาท หุ้น EA เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดถึง 105.50 บาท เมื่อช่วงปลายปี 2021 ก่อนที่ราคาจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด EA เทรดอยู่ที่ต่ำกว่า 30 บาท ลดลงจากจุดสูงสุด เกือบ 80%
เกิดอะไรขึ้นกับหุ้น EA?
นักลงทุนที่ติดตามข่าวของ บจ. จะรู้ว่าผลประกอบการของ EA ในช่วงสองปีที่ผ่านมานั้นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากรายได้ Adder ของโครงการเก่าๆ ที่ทยอยหมดอายุ รวมถึงแผนที่จะให้ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และโรงงานแบตเตอรี่ มาเป็น new growth engine ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง
แต่ถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2021 ที่มีสารพัดข่าวดีเกี่ยวกับธุรกิจใหม่ของบริษัท และช่วงที่หุ้น EA ทำราคา All time high จะมีจุดสังเกตไหน ทีเป็นสัญญาณเตือนนักลงทุนว่า ราคาและกำไรของ EA ที่ทำ ATH อาจจะสะท้อนความคาดหวังที่มากเกินไปในหุ้นตัวนี้
1) กำไรเพิ่ม แต่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลง
EA มีส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจแบตเตอรี่เข้ามา แต่ส่วนแบ่งกำไรเหล่านี้เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีที่คิดตามสัดส่วนการถือหุ้นของ EA กำไรที่เพิ่มนี้ไม่ได้ถูกจ่ายปันผลมาให้ EA แต่ EA นั้นต้องมี working capital เพิ่มขึ้น เพื่อให้เครดิตสำหรับการทำธุรกิจกับบริษัทร่วม
2) วงจรเงินสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากข้อ 1
3) EBITDA Margin มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อว
เดิมที ธุรกิจหลักของ EA คือโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่มี margin สูงและค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่หลังจากที่ EA ขยายธุรกิจเข้ามาสู่ธุรกิจ EV & battery ก็ทำให้ margin โดยรวมของบริษัทลดลง เพราะธุรกิจ EV battery เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ต่างจากธุรกิจโรงไฟไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานและมี margin ค่อนข้างนิ่ง
BH: รายงานกำไร 1Q24 สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ สูงกว่าที่เราและตลาดSET:BH BH: รายงานกำไร 1Q24 สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ สูงกว่าที่เราและตลาดคาดมาก
What's new?: BH รายงานกำไรสุทธิที่ 1,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY และ 15% QoQ หากหักรายการพิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรหลักจะอยู่ที่ 1,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY และ 16% QoQ กำไรหลักสูงสุดเป็นประวัติกาล ถึงแม้จะอยู่ในช่วง low season รายงานกำไรหลักสูงกว่าที่เราและตลาดคาดมาก
Highlights: รายได้จากการรักษาพยาบาลอยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY และทรงตัว QoQ โดยรายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติอยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY แต่ลดลง 4% QoQ จากช่วงเทศกาลรอมฎอน รายได้ผู้ป่วยชาวไทยอยู่ที่ 2.2 พันล้านบา เพิ่มขึ้น 8% YoY แต่ ลดลง 2% QoQ อัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดในประวัติศาสตร์อยู่ที่ 51.7% เพิ่มขึ้นจาก 47.9% ใน 1Q23 และ 48.7% ใน 4Q23 ส่วน SG&A/sales อยู่ที่ 15.7% ลดลงจาก YoY และ QoQ
Outlook: แนวโน้มกำไรหลัก 2Q24 เติบโตแข็งแกร่ง YoY และ QoQ เนื่องจากการกลับมาของผู้ป่วยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ตามช่วง รามฎอน ที่ในปีนี้จะอยู่ในเดือน มีนาคม เป็นซะส่วนใหญ่
View from Fundamental: เราเชื่อว่ากำไรที่สูงกว่าที่เราและตลาดคาด ทำให้เกิดการปรับกำไรขึ้นในช่วง 5-10% และกำไรในไตรมาส 1 จะเป็น low season สำหรับปีนี้ ทำให้กำไรในไตรมาส 2-3 สามารถทำ all-time-high ต่อเนื่องได้ เราคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายปลายปี 2024 ที่ 310 บาท
Dodo, BLS Analyst
SCGP: กำไรสุทธิ 1Q24 สูงกว่าทุกคาดการณ์SET:SCGP SCGP
กำไรสุทธิ 1Q24 สูงกว่าทุกคาดการณ์
What's new? SCGP รายงานกำไรสุทธิ 1Q24 ที่ 1,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% YoY และ 42% QoQ และรายงานกำไรหลักที่ 1,671 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% YoY และ 27% QoQ ผลประกอบการสูงกว่าที่เราคาด 18% (สูงกว่าที่ตลาดคาด 15%) เนื่องจากอัตรากำไรที่สูงกว่าคาด
Highlights: ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรหลักปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ 1) ผลการดำเนินงานของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (IPC) ที่ดีขึ้น (ปริมาณขายและอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น) และ 2) ผลการดำเนินงานของสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (FB) ที่ดีขึ้น (ปริมาณขายและอัตรากำไรที่สูงขึ้น) โดย EBITDA margin ของ IPC เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16% ใน 1Q24 จาก 14% ใน 1Q23 และ 15% ใน 4Q23 ในขณะที่ EBITDA margin ของ FB เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18% ใน 1Q24 จาก 13% ใน 1Q23 และ 16% ใน 4Q23 ซึ่งส่งผลให้ EBITDA margin โดยรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15% ใน 1Q24 จาก 13% ใน 1Q23 และ 14% ใน 4Q23
Outlook: เราคาดว่ากำไรหลักของ SCGP จะเติบโตต่อเนื่อง YoY ใน 2Q24 หนุนโดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทั้งสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและสายธุรกิจเยื่อและกระดาษจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น, ราคาขายบรรจุภัณฑ์และเยื่อกระดาษที่สูงขึ้น, และอัตรากำไรที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามกำไรหลัก 2Q24 คาดว่าจะอ่อนตัวลง QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล
Action: ผลประกอบการ 1Q24 ที่สูงกว่าคาดและแนวโน้มการเติบโต YoY ของผลการดำเนินงาน 2Q24 น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป นอกจากนี้อาจมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรและมูลค่าหุ้นจากการลงทุนและ/หรือการเข้าซื้อกิจการใหม่ เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
SCGP หากย้อนกลับไปราคา IPO เข้ามา 35บาท ปัจุบันราคาอยู่ในโซนต่ำกว่า ที่33.25 รูปด้านล่างจะเป็นผลประกอบการรายปีตั้งแต่เข้ามา ตั้งแต่ปี 63-66 ค่าฉลี่ยอยู่ประมาณ 6 พันล้าน ด้วยงบที่ออกมาดี ในq1 2567 มองมีโอกาศวิ่งกลับไปทดสอบแนวต้านของขาลงที่36.75 ได้มองซื้อเก็งกำไรได้ครับ






















