ยูโรอาจแข็งค่าขึ้นจากนโยบาย ECB ขณะปอนด์อ่อนแรงค่าเงิน **EUR/GBP** ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่า 0.8800 โดยแนวโน้มขาลงดูเหมือนจะมีขอบเขตจำกัด เนื่องจากความแตกต่างในนโยบายการเงินระหว่าง **ธนาคารกลางยุโรป (ECB)** และ **ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)**
### ภาพรวมตลาด
ในวันจันทร์ ค่าเงิน **EUR/GBP** เคลื่อนไหวอย่างซบเซาต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยซื้อขายอยู่บริเวณ 0.8790 ในช่วงเวลาทำการของยุโรป แนวโน้มขาลงของคู่เงินนี้อาจถูกจำกัด เนื่องจากเงินยูโร (EUR) ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศระมัดระวังต่อทิศทางนโยบายของ **ECB** โดยตลาดการเงินคาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ ตลาดเงินได้ปรับลดโอกาสที่ ECB จะปรับลดดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน 2026 เหลือเพียง 45% จากที่เคยอยู่ในระดับกว่า 80% เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
### ท่าทีของผู้กำหนดนโยบาย ECB
**หลุยส์ เด กินดอส (Luis de Guindos)** รองประธาน ECB กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ยังไม่จำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ เว้นแต่แนวโน้มเงินเฟ้อหรือการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไป เด กินดอสระบุเพิ่มเติมว่า ภาคบริการและค่าจ้างกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง เงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% และแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นบวก แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่อ่อนแอ
ขณะเดียวกัน **ฟรองซัว วีลเลอรัว เด กัลโฮ (Francois Villeroy de Galhau)** สมาชิกคณะกรรมการ ECB เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคงทางเลือกด้านนโยบายไว้ให้เปิดกว้าง ส่วน **โยอาคิม นาเกล (Joachim Nagel)** สมาชิกอีกคนหนึ่งของคณะกรรมการได้เรียกร้องให้มีความระมัดระวังต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ ทั้งนี้ เด กินดอสยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากอัตราเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่า 2% ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว
### ทิศทางของเงินปอนด์และผลต่อคู่เงิน EUR/GBP
ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) อาจเผชิญแรงกดดันในทิศทางขาลง เนื่องจากความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่า **ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)** จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ โดยผู้ว่าการธนาคาร **แอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey)** ได้ส่งสัญญาณว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางได้เน้นย้ำว่า การผ่อนคลายนโยบายในอนาคตจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นสำคัญ
### บทสรุป
โดยสรุป คู่เงิน **EUR/GBP** มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น เนื่องจากแรงหนุนจากฝั่งยูโรที่ได้รับผลดีจากจุดยืนระมัดระวังของ ECB ในขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงจากการคาดการณ์เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ BoE ในปลายปีนี้ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความแตกต่างในทิศทางนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของคู่เงินนี้ต่อไปในระยะกลาง
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
XAU/USD: BREAKOUT! ทะลุแนวต้านสำคัญ มุ่งสู่ $4,120📊 Timeframe: H4 (Swing Trading) | 10 - 14 พฤศจิกายน 2568 |
วันที่: 10 พฤศจิกายน 2568 | 14:18 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ปัจจัยหนุน (BULLISH): ตลาดยังคงเพิ่มการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ FED (RATE CUT BETS) หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลง ซึ่งลดต้นทุนการถือครองทองคำ
▪️ ปัจจัยกดดัน (BEARISH): วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังลงคะแนนเพื่อยุติ US GOVERNMENT SHUTDOWN หากสำเร็จจะลดความกังวลในตลาด (RISK-OFF) และกดดันราคาทองคำในฐานะ SAFE-HAVEN
▪️ ข้อสังเกต: การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจฉุดราคาลงในระยะสั้น
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาทองคำได้ ฟื้นตัวและทะลุแนวต้าน (BREAKOUT) อย่างชัดเจนในช่วงเปิดสัปดาห์ บ่งชี้ถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่ง (STRONG BULLISH MOMENTUM)
▪️ ทิศทางปัจจุบัน: ราคากำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ $4087 และมีเป้าหมายหลักในการทดสอบโซน SUPPLY ถัดไป
▪️ สัญญาณ RSI: RSI อยู่ในโซน OVERBOUGHT (80.93) ซึ่งเตือนถึงความเสี่ยงของการขายทำกำไร (PROFIT-TAKING SELL-OFF) ในระยะสั้น
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE) H4:
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (KEY ZONE): $4120 - $4144 (โซน SUPPLY หลัก/เป้าหมายถัดไป)
* R2 (MAJOR TARGET): $4166
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (BREAKOUT LEVEL/DEMAND): $4019 - $4029 (แนวต้านเดิมที่เปลี่ยนเป็นแนวรับ)
* S2 (MID-TERM): $3955 - $3960
* S3 (MAJOR DEMAND): $3920
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
ในสภาวะที่ราคาเกิด BREAKOUT และ RSI อยู่ในโซน OVERBOUGHT การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
* คำแนะนำ: หากท่านตัดสินใจเข้า POSITION ในบริเวณราคาที่กำหนด โปรดปรึกษาเพื่อวางแผนบริหารความเสี่ยงในการตั้งค่า STOPLOSS และ LOT SIZE ให้เหมาะสม โดยพิจารณาความเสี่ยงของการดีดตัวกลับ (PULLBACK) จากโซน OVERBOUGHT
วุฒิสภาพร้อมที่จะยุติการปิดรัฐบาล? คัมแบ็กดัชนีราคาผู้ค้าตาทำลาย:พรรคประชาธิปัตย์วุฒิสภาอาจพร้อมที่จะสนับสนุนแพคเกจของการใช้จ่ายค่าใช้จ่ายและมาตรการการระดมทุนระยะสั้น,หมายความว่าการปิดตัวของรัฐบาลที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์เร็วๆนี้จะมาถึงจุดสิ้นสุด.
ดัชนีราคาผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้น(ดัชนีราคาผู้บริโภค)การเปิดตัวจะเป็นจุดข้อมูลที่สำคัญสำหรับตล อย่างไรก็ตามการปิดเครื่องได้หยุดชะงักการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว นส่วนของข้อมูลอัตราเงินเฟ้ออาจจะล่าช้าหรือถูกต้องน้อยกว่าปกติ
เปอร์เซนต์รายการสั่งซื้อ เปอร์เซนต์รายการสั่งซื้อ
ทองคำสะสมพลังรอบ $4,000 รับปัจจัยบวก (US Shutdown/Fed Rate Cut)**📊 Timeframe: H4 (Swing Trading) | 10 - 14 พฤศจิกายน 2568 |**
วันที่: 9 พฤศจิกายน 2568 | 20:12 น.
**📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK) สัปดาห์หน้า:**
▪️ **ปัจจัยหนุนหลัก (BULLISH):** การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ (ONGOING US GOVERNMENT SHUTDOWN) และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ในเดือนธันวาคม (จากข้อมูล CONSUMER SENTIMENT ที่อ่อนแอ) หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (SAFE-HAVEN)
▪️ **ภาวะตลาด:** ตลาดอยู่ในโหมดรอคอย (WAIT-AND-SEE MODE) เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญหลายตัวถูกเลื่อนออกไป
▪️ **ความผันผวน:** แม้จะมีแรงซื้อจากความเสี่ยง (RISK AVERSION) แต่การเคลื่อนไหวของราคาคาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบจำกัด จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนมาผลักดันราคา
**📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND):**
▪️ **แนวโน้มหลัก:** ราคาเคลื่อนไหวในรูปแบบ **สามเหลี่ยมสะสมราคา (SYMMETRICAL TRIANGLE/ACCUMULATION)** ใต้ระดับ $4,000 ซึ่งบ่งชี้ถึงการรอเลือกทิศทางครั้งใหญ่ (MAJOR BREAKOUT)
▪️ **ทิศทางปัจจุบัน:** ราคาดีดตัวกลับมาจากแนวรับด้านล่างของสามเหลี่ยม แต่ยังคงถูกจำกัดโดยแนวต้านของรูปแบบ
▪️ **ความเสี่ยง:** การหลุดแนวรับสำคัญที่ $3,960 ลงไป จะเปลี่ยนมุมมองเป็นขาลง (BEARISH) ในระยะสั้น
**📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE) H4:**
* **แนวต้าน (RESISTANCE):**
* **R1 (TRIANGLE APEX):** $4028 (ระดับแนวต้านของสามเหลี่ยม / โซนที่อาจเกิดการปฏิเสธราคา)
* **R2 (KEY LEVEL):** $4083
* **R3 (MAJOR SUPPLY):** $4144
* **แนวรับ (SUPPORT):**
* **S1 (TRIANGLE BASE/PSYCHOLOGICAL):** $3960 - $3961 (แนวรับหลักของรูปแบบสามเหลี่ยม)
* **S2 (MID-TERM):** $3915
* **S3 (MAJOR DEMAND):** $3883 - $3887 (ระดับ LOW ที่สำคัญ)
**🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:**
ในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง **การซื้อขายในกรอบสามเหลี่ยมมีความเสี่ยงสูง** การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
* **คำแนะนำจากบทวิเคราะห์:** มีการระบุ KEY AREAS ที่ชัดเจน ($4028 และ $3961) สำหรับการสังเกตการกลับตัวหรือการทะลุ
* **หลักการบริหารความเสี่ยง:** การคำนวณ LOT SIZE ให้เหมาะสมกับทุน (4-6% TP, 2-3% SL) เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากตลาดต้องการความอดทนในการรอให้ราคาเลือกทาง
ท่านต้องการปรึกษาเพื่อวางแผนบริหารความเสี่ยงสำหรับ **การเข้า SELL** เมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน $4028 หรือ **การเข้า BUY** เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับ $3961 หรือไม่ครับ?
วันที่ 7 พฤศจิกายน ทองคำจะเป็นอย่างไร?📉 1. โครงสร้างราคา & เส้นเทรนด์ไลน์
ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในรูปแบบ สามเหลี่ยมสมมาตร (Symmetrical Triangle):
เส้นเทรนด์ไลน์ด้านบน (สีดำเข้ม): เชื่อมจุดยอดที่ลดต่ำลง → แนวต้านหลักของแนวโน้มขาลง
เส้นเทรนด์ไลน์ด้านล่าง (สีแดง): เชื่อมจุดต่ำที่สูงขึ้น → แนวรับแบบไดนามิก
→ รูปแบบนี้แสดงถึงภาวะสะสมก่อนที่จะเกิดการเบรกเอาท์ที่ชัดเจน
🧭 2. โซนแนวต้าน
บริเวณ 4,000 – 4,030:
ตรงกับ Fibo 0.382 – 0.5 ของคลื่นขาลงก่อนหน้า
ตรงกับเส้น EMA 37 & 89 → สร้างโซนแนวต้านที่แข็งแรง
นี่คือแนวต้านสำคัญที่มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะถูกปฏิเสธ
💎 3. โซนแนวรับ
แนวรับใกล้: 3,965 – 3,970 → ขอบล่างของสามเหลี่ยม + Fibo 0.5
แนวรับแข็งแกร่ง: 3,920 – 3,880 → โซนจุดต่ำก่อนหน้า + Fibo 0.618 – 1.0
→ หากราคาทะลุเส้นเทรนด์สีแดง เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,880
📊 แผนเทรดทองคำ (GOLD)
SELL GOLD: 4028 - 4030
Stoploss: 4037
Take profit: 50 - 200 - 400 pips
BUY GOLD: 3892 - 3890
Stoploss: 3885
Take profit: 50 - 200 - 400 pips
แรงซื้อฟื้นตัวใกล้ $4,000 ท่ามกลางความกังวลรัฐบาลสหรัฐฯ📈 บทวิเคราะห์ XAU/USD (H1/H4) และปัจจัยพื้นฐาน
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568, 12:27 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ปัจจัยหนุน (BULLISH): ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (SAFE-HAVEN DEMAND) เพิ่มขึ้นจากความกังวลต่อการปิดหน่วยงานราชการสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางภาษี
▪️ คาดการณ์ดอกเบี้ย: ผลสำรวจการจ้างงานที่อ่อนแอลง สนับสนุนการคาดการณ์ว่า FED จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
▪️ ปัจจัยจำกัด: การเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (MILD USD BUYING) ยังคงจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H1 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาอยู่ในช่วงสะสมพลังและแกว่งตัวในกรอบ (ACCUMULATION AND SIDEWAYS) ใต้ระดับ $4,000
▪️ ทิศทางปัจจุบัน: ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในช่องทางขาขึ้นเล็กน้อย (UPWARD CHANNEL) และกำลังรีบาวด์จากแรงขายเมื่อวาน
▪️ สัญญาณสำคัญ: ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถทะลุโซน SUPPLY หลัก ($4015 - $4030) ขึ้นไปได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มระยะสั้นยังคงจำกัด
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE):
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (NEAR-TERM SUPPLY): $4015 - $4030 (โซน SUPPLY/ระดับ BREAKOUT)
* R2 (MID-TERM): $4048 - $4059 (ระดับที่อาจมีแรงขายหนาแน่น)
* R3 (MAJOR): $4082 - $4092
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (NEAR-TERM DEMAND): $3942 - $3955 (แนวรับของ UPWARD CHANNEL และโซน DEMAND)
* S2 (MID-TERM): $3902 - $3915
* S3 (MAJOR DEMAND): $3887 - $3900 (โซน DEMAND หลัก)
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
ตลาดกำลังแสดงความขัดแย้งระหว่างแรงกดดันระยะสั้น (USD BUYING) และแรงหนุนระยะยาว (SAFE-HAVEN DEMAND) การซื้อขายในโซนสะสมราคานี้มีความเสี่ยงสูง
DXY ฟื้นตัว—ราคาทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันในการขายต่ำกว่า $4000📈 บทวิเคราะห์ XAU/USD (H1) และปัจจัยพื้นฐาน
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568, 12:25 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ปัจจัยกดดัน (BEARISH): ราคาทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการฟื้นตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY RECOVERS)
▪️ ตัวเลขเศรษฐกิจ: รายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP ที่แข็งแกร่งกว่าคาด (เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่ง) บ่งชี้ถึงความมีเสถียรภาพในตลาดแรงงาน ซึ่งสนับสนุนแนวโน้มที่ FED อาจคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง
▪️ ความเคลื่อนไหวสำคัญ: มีกำหนดการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่ FED หลายท่านในวันนี้ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำ
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H1 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาทองคำกำลังเคลื่อนไหวในกรอบสะสมราคา (ACCUMULATION/CONSOLIDATION) ใต้ระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $4,000
▪️ ทิศทางปัจจุบัน: ราคายังขาดแรงผลักดันขาขึ้นที่ชัดเจน (LACK CURRENT UPWARD MOMENTUM) และมีการสะสมตัวอยู่ใต้โซน SUPPLY หลัก (ประมาณ $4020 - $4040)
▪️ สัญญาณสำคัญ: ตามภาพ RSI ยังคงอยู่เหนือ 50 เล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวของราคายังคงถูกจำกัดในกรอบแคบ
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE):
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (NEAR-TERM SUPPLY): $4021 - $4030 (บริเวณโซน SUPPLY สีแดง)
* R2 (MID-TERM): $4045 - $4087 (ระดับที่อาจเกิดแรงขาย/ปฏิเสธราคา)
* R3 (MAJOR): $4130 - $4140 (โซน SUPPLY หลักด้านบนสุด)
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (NEAR-TERM DEMAND): $3947 - $3955 (โซน DEMAND สีเขียวอ่อน)
* S2 (MID-TERM): $3925 - $3930
* S3 (MAJOR DEMAND): $3887 - $3910 (โซน DEMAND หลักและระดับ LOW ที่สำคัญ)
* S4 (NEXT TARGET): $3840
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
เนื่องจากราคากำลังเคลื่อนไหวในกรอบ (RANGE) และมีปัจจัยพื้นฐานที่กดดัน (USD RECOVERY) ความผันผวนจะสูงมาก หากราคาหลุดออกจากกรอบสำคัญ
* มุมมองจากบทวิเคราะห์: มีการวางแผนสำหรับสถานการณ์ SELL (บริเวณ $4087 - $4089) และ BUY (บริเวณ $3948 - $3946) ซึ่งเน้นการเข้าเทรดที่ขอบของกรอบราคา (RANGE BOUNDARY) และใช้ RISK/REWARD RATIO ที่กำหนดไว้
* คำแนะนำในการบริหารความเสี่ยง: การตั้งค่า TAKEPROFIT และ STOPLOSS ควรคำนวณจากขนาด LOT SIZE ที่เหมาะสมกับ BALANCE บัญชีของท่าน (LOT SIZE MANAGEMENT) โดยยึดหลักการบริหารเงินทุน (CAPITAL MANAGEMENT)
วิเคราะห์ราคาทองคำวันที่ 11 มิถุนายน✏️ การวิเคราะห์ XAUUSD — 06/11
กรอบการซื้อขายทองคำวันนี้ถูกจำกัดอยู่ภายในราคา 100 จุด โดยมีแนวต้านที่ 4031 จุด และแนวรับที่ 3931 จุด เป็นกรอบจำกัด
แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การซื้อตามโมเมนตัมของตลาดจึงเหมาะสมกว่าในช่วงเวลานี้
โซน Keylevel ที่ 4031 ยังคงมีบทบาทสำคัญ หากแรงซื้อแข็งแกร่งพอที่จะทะลุโซนนี้ได้ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 4150 จุด
ในทางกลับกัน จำเป็นต้องสังเกตปฏิกิริยาของราคารอบเส้นแนวโน้มและแนวรับของการซื้อขายในตลาดเอเชียเมื่อวานนี้ เพื่อพิจารณาว่าแรงซื้อยังคงอยู่หรือไม่
📈 แผนการเทรด
ซื้อที่ระดับ 3984
ซื้อเมื่อมีสัญญาณราคาอ่อนตัวที่แนวรับ 3931
ซื้อแบบ DCA เมื่อราคาทะลุ 4031
🎯 เป้าหมาย: 4150
⚠️ ความเสี่ยง: เมื่อราคาทะลุเส้นแนวโน้มและปิดแท่งเทียนต่ำกว่า 3930
Teva: ธงพร้อมแล้ว — แค่รอให้มีคนกด “เริ่ม”Teva Pharmaceutical (TEVA) กำลังสร้างแรงส่งขาขึ้นหลังจากออกจากช่วงสะสม บนกราฟรายวันเห็นรูปแบบธงกระทิง (bull pennant) อย่างชัดเจน ยืนยันด้วยโครงสร้างราคาและปริมาณการซื้อขาย แรงขับเคลื่อนทะลุเส้น MA200 แล้ว และตอนนี้ EMA ทั้งหมด (50/100/200) อยู่ต่ำกว่าราคา — โครงสร้างขาขึ้นชัดเจน ฝั่งซื้อคุมเกม
เสาธงปรากฏแล้ว ตัว pennant กำลังแคบลง ปริมาณเบาบางลง — ตามตำรา ก่อนเกิดการเบรก โดย Volume Profile แสดงพื้นที่ว่างเหนือระดับปัจจุบัน: “ช่องว่างของปริมาณ” จนถึง $22+ ทำให้ไม่มีแนวต้านชัดเจน หากราคาทะลุออกไป การขึ้นจะรวดเร็ว เพราะไม่มีใครขายด้านบน
ปริมาณในช่วงแคบลดลง RSI อยู่ในโซนขาขึ้นแบบสบาย
จุดกระตุ้น: ทะลุกรอบบนของธง
เป้าหมาย: $22.80 (ความสูงของเสาธง)
แนวรับ: $17.60 (ฐานปริมาณและ Fibonacci 0.5)
Teva ตอนนี้ — ไม่ใช่คำถามว่าจะขึ้นไหม แต่คือ "เมื่อไหร่" ทุกอย่างพร้อมแล้วจากมุมมองเทคนิค แค่รอคนกดปุ่ม
กางเกงขาสั้นชนะในวันนี้(ʘ ‿ ʘ)ไมเคิลเบอร์รี่เดิมพันกับตลาดอีกครั้ง เขาซื้อทำให้ครอบคลุมประมาณ 1 ล้านหุ้นมูลค่าประมาณ 1187 ล้าน สำหรับพาลันเทียร์เปิดรับจะทำให้ประมาณ 5 ล้านหุ้นมูลค่าที่ประมาณ 9912 ล้าน
ปาลันเทียร์ซึ่งได้รับมากกว่า 170%ในปีนี้แต่ขณะนี้ลดลง 8.8%ในวันอังคารหลังจากที่ผลไตรมาสล่าสุ ซีอีโออเล็กซ์คาร์ปได้เรียกว่าฝังออกสำหรับการจัดการตลาดแม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อาจ
ในตลาดสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ได้ลงทุนใกล้ระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งราคาที่มันไม่ได้ลดลงต่ำกว่าตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถ้ามันแบ่งต่ำกว่าผู้ค้าอาจจะดู 998,240 แล้ว 996,975 เป็นระดับการสนับสนุนที่สำคัญต่อไป
อีเธอร์ร่วงลงมากที่สุดเท่าที่ 9%ในวันจันทร์,ทำลายด้านล่าง 33,600 สนับสนุนหลังจากที่แฮกเกอร์ขโมยม ลดลงใบอีเธอเรียมประมาณ 25%ต่ำกว่าจุดสูงสุดของเดือนสิงหาคมของ 44,885
EUR/USD ร่วงใกล้หลุด 1.1500 ส่อขาลงลึกต่อเนื่อง**การคาดการณ์ราคา EUR/USD: การปรับตัวลงลึกกว่านี้อาจเกิดขึ้น หากระดับ 1.1500 ถูกทะลวงลงไป**
EUR/USD ยังคงขยายการปรับฐานลงต่อเนื่อง เผชิญกับแนวรับสำคัญที่ระดับ 1.1500
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือน
ดัชนี ISM Manufacturing PMI ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมออกมาต่ำกว่าคาดการณ์
EUR/USD ยังคงมีแนวโน้มขาลงในช่วงต้นสัปดาห์ เคลื่อนตัวลงใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 1.1500 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน โดยราคาปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน
แรงขับเคลื่อนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังไม่ลดลง การแข็งค่าต่อเนื่องของดอลลาร์ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือน เคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับจิตวิทยา 100.00 เล็กน้อย ความแข็งแกร่งนี้ได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นทั่วทั้งเส้นอัตราผลตอบแทน
---
### ความขัดแย้งเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐบาลเริ่มส่งผลกระทบ
การปิดหน่วยงานรัฐบาลในวอชิงตันยังคงดำเนินต่อไป และเริ่มส่งผลเสียอย่างเห็นได้ชัด หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน สมาชิกสภายังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้วุฒิสภายกเลิกกฎการลงมติ 60 เสียง (filibuster) ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยสามารถขัดขวางร่างกฎหมายส่วนใหญ่ เพื่อให้พรรครีพับลิกันสามารถผ่านงบประมาณได้โดยไม่ต้องพึ่งการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มชัดเจนขึ้น พนักงานของรัฐบาลกลางหลายแสนคนยังไม่ได้รับค่าจ้าง บริการสาธารณะเริ่มชะลอตัว และความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้รับผลกระทบ สัญญาณการชะลอตัวเริ่มปรากฏในข้อมูลการจ้างงานและ GDP ซึ่งต่างส่งสัญญาณเตือน
การปิดหน่วยงานยาวนานถึง 34 วันทำให้กลายเป็นครั้งที่สองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ หากยืดเยื้อเกินวันที่ 5 พฤศจิกายน จะกลายเป็นสถิติใหม่ทันที
---
### การเจรจาการค้าผ่อนคลาย ความหวังเริ่มกลับมา
หลังจากหลายสัปดาห์แห่งความตึงเครียด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ผลลัพธ์ที่ตลาดคาดหวังไว้ — การหยุดชั่วคราวอีกครั้งของสงครามการค้า
หลังจากการหารือเกือบสองชั่วโมง ทรัมป์กล่าวว่าสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในเบื้องต้น สหรัฐฯ จะลดภาษีบางส่วนต่อสินค้าจีน ขณะที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ส่งออกแร่หายากตามปกติ และเพิ่มความพยายามในการปราบปรามการลักลอบค้ายาเฟนทานิล
กระทรวงพาณิชย์ของจีนยืนยันในภายหลังว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะขยายข้อตกลงหยุดพักสงครามการค้าออกไปอีกหนึ่งปี โดยอิงจากความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจากการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสในมาเลเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน
---
### เฟดยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม และประกาศแผนกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณเล็กน้อย เพื่อบรรเทาความตึงตัวในตลาดเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสภาพคล่องตึงกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายคาดไว้
การลงมติ 10–2 เห็นชอบให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3.75%–4.00% ถือว่าไม่เหนือความคาดหมาย โดยเฟดระบุว่าการลดครั้งนี้เป็น “ประกันความเสี่ยง” ต่อภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว
ในการแถลงข่าว ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ยอมรับว่ามีความเห็นแตกต่างภายในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) พร้อมเตือนนักลงทุนว่าอย่าคาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกในเดือนธันวาคม ตลาดในขณะนี้คาดว่าจะมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมราว 17 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปีนี้ และรวมประมาณ 83 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2026
---
### ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงอัตราดอกเบี้ย
ข้ามฝั่งมายุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และไม่ได้ให้สัญญาณแนวโน้มในอนาคตมากนัก ผู้กำหนดนโยบายดูเหมือนจะพอใจกับภาวะเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตที่มั่นคง แม้ความเสี่ยงจากการค้าระดับโลกยังคงอยู่
หลังจากลดอัตราดอกเบี้ยไป 2% ในช่วงปีถึงเดือนมิถุนายน ECB ก็เข้าสู่ช่วง “พักการปรับนโยบาย” โดยที่เงินเฟ้อกลับมาสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งแตกต่างจากเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ยังทำไม่ได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพิ่มเติม
คริสตีน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ความเสี่ยงระดับโลกบางส่วนเริ่มคลี่คลาย โดยยกตัวอย่างข้อตกลงการค้าใหม่ ๆ และการลดภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังการพบกันระหว่างทรัมป์–สี อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง และ ECB จะไม่รีบเปลี่ยนแนวทางในเร็ว ๆ นี้
ตลาดในปัจจุบันคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงราว 10 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งสนับสนุนมุมมองว่า วัฏจักรการผ่อนคลายของ ECB น่าจะสิ้นสุดลงแล้วในขณะนี้
---
### มุมเทคนิค (Tech Corner)
แนวโน้มระยะสั้นของ EUR/USD ยังคงอ่อนแอลง การหลุดระดับแนวรับ 1.1500 อาจเปิดทางให้ราคาปรับตัวลงลึกกว่านี้ โดยเป้าหมายแรกอยู่ที่บริเวณ 1.1400
หากราคาร่วงต่อ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ฐานเดือนพฤศจิกายนบริเวณ 1.1505 (วันที่ 3 พฤศจิกายน) และหากระดับนี้ถูกทะลุลง จะไม่มีแนวรับสำคัญจนกว่าจะถึงฐานเดือนสิงหาคมที่ 1.1391 (วันที่ 1 สิงหาคม) ก่อนถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ที่ 1.1322 ต่ำลงไปอีกจะพบระดับต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ 1.1210 (วันที่ 29 พฤษภาคม)
ในทางกลับกัน ระดับสูงสุดรายสัปดาห์ที่ 1.1728 (วันที่ 17 ตุลาคม) เป็นแนวต้านระยะสั้น ก่อนถึงระดับสูงสุดของเดือนตุลาคมที่ 1.1778 (วันที่ 1 ตุลาคม) หากทะลุขึ้นไปได้ เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ระดับสูงสุดของปี 2025 ที่ 1.1918 (วันที่ 17 กันยายน) ก่อนถึงระดับจิตวิทยา 1.2000
ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดโมเมนตัมเริ่มสูญเสียแรงส่ง ดัชนี RSI ลดลงใกล้ระดับ 36 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงขาลงเพิ่มเติม ส่วนดัชนี ADX ที่เพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 17 แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มขาลงปัจจุบันกำลังเริ่มแข็งแรงขึ้น
ทำไมการทุ่มตลาดการเข้ารหัสลับ?บิทคอยน์อีเธอร์และคริปโตเคอเรนซีอื่นๆขยายการขาดทุนในวันจันทร์แม้ในขณะที่หุ้นมีการซื้อขายสูงขึ้น
บิทคอยน์วนเวียนอยู่ใกล้ 1106,980 ลดลงประมาณ 3%ใน 24 ชั่วโมงในขณะที่อีเธอเรียมลดลงประมาณ 7%ไปที่รอบ 33,642 ดลง(แต่เด่นชัดมากขึ้น)สะท้อนให้เห็นถึงการดึงที่กว้างขึ้นในความเชื่อมั่นของตลาด
นักลงทุนอาจได้เปิดระมัดระวังหลังจากที่สกอตต์เลขาธิการกระทรวงการคลังสหรัฐฯชี้ให้เห็นว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอาจได้ผลักดันแล้วบางส่วนของเศรษฐกิจ(ที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง)เข้าสู่ภาวะถดถอย
ตลาด Sideways จับตาตัวเลข ISM สี่ทุ่ม!⚡️ วิเคราะห์แนวโน้ม XAUUSD (ทองคำ) ⚡️
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 (Timeframe H1)
---
📉 ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)
* ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) มากขึ้น หลังความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน มีทิศทางดีขึ้น (มีการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้า)
* สถานการณ์นี้ส่งผลลบ (Bearish 🐻) ต่อทองคำ เนื่องจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ลดลง
---
📊 การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical)
* โครงสร้างราคา: ราคาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (สะสมพลัง) อย่างชัดเจน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณ $4000
* ภาพรวม: การเคลื่อนไหวในกรอบนี้ถูกมองว่าเป็นการ ปรับฐาน (Correction) ในไทม์เฟรมที่ใหญ่กว่า
---
🎯 โซนสำคัญที่น่าจับตามอง
* กรอบแนวต้าน (Supply): $4059 - $4061
* กรอบแนวรับ (Demand): $3917 - $3919
---
🚨 ไฮไลท์สำคัญวันนี้! (High Impact News) 🚨
* ข่าว: US ISM Manufacturing PMI (ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ)
* เวลา: 22:00 น. (สี่ทุ่มไทย)‼️
* ข้อควรระวัง: ตลาดกำลังรอข่าวนี้ คาดว่าจะมีความผันผวนสูงมากในช่วงประกาศตัวเลข!
ไม่มีข้อมูลสหรัฐ? ไม่มีปัญหา รัฐบาลสหรัฐปิดตอนนี้เข้าสู่เดือนที่สองล่าช้าข้อมูลการซื้อขายที่สำคัญ ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่จำกัดมาจากวอชิงตัน,นักลงทุนอาจต้องการที่จะให้ความสนใจกับข้อมูลที่
สัปดาห์นี้ธนาคารกลางในเม็กซิโก,บราซิล,อังกฤษ,สวีเดน,นอร์เวย์,และออสเตรเลียมีการตั้งค่า
บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดของพวงคือการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ คัญของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงแต่การเก็งกำไรเกี่ยวกับการตัดอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น ออสเตรเลียต่อไปนี้อย่างใกล้ชิดในความสำคัญและยังคาดว่าจะถืออัตราคงที่ที่ 3.6%แม้จะมี ดังนั้นเราอาจจะเห็นอัตราการตัดคู่ที่น่าประหลาดใจที่นี่
กจากนี้เม็กซิโกและสวิตเซอร์แลนด์จะปล่อยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อล่าสุดของพวกเขา
Seasonผลประกอบการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน,กับรายงานเนื่องจากจากพาลันเทียร์,เบิร์กเชียร์,
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ของบิทคอยน์สามารถส่งสัญญาณเส้นทางไค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ของบิทคอยน์สามารถส่งสัญญาณเส้นทางไปที่ 1150,000
บิทคอยน์ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 แต่ละครั้งที่ตลาดได้พยายามที่จะทำลายด้านล่างผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็วก้าวในรักษาแนวโน้ม
เปอร์เซนต์รายการสั่งซื้อ ตราบใดที่ราคายังคงอยู่เหนือมัน,โฟกัสที่อาจอยู่ในความคิดฟุ้งซ่านใหม่,กับเป้าหมายที่สำคัญต่อไปที่คาดการณ์ระหว่าง 140,000 และ 150,000.
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับไมเคิลเซเลอร์ผู้ร่วมก่อตั้งกลยุทธ์จุลภาคซึ่งคาดว่าบิทคอยน์จะถึง 1150,000 ภายในสิ้นปี 2025 เขาอธิบายว่าปี 2025 เป็นปีที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิตอล ตามที่เซเลอร์,target 150,000 เป้าหมายยังสะท้อนให้เห็นถึงฉันทามติในหมู่นักวิเคราะห์ทุนที่ครอบคลุมทั้
ห่อตลาดวันนี้:เฟดทองและรายได้-29/10/2025ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานการทำเครื่องหมายระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 2022 อย่างไรก็ตามเฟดเก้าอี้เจโรมพาวเวลล์นัยที่หยุดชั่วคราวที่เป็นไปได้ในการปรับลดอัตรา ยังคงเอสแอนด์พี 500 ได้รับ 0.2%และแนสแด็กได้รับ 1%ทั้งกดปุ่มความคิดฟุ้งซ่านบันทึกสด
ทองยังคงแบนที่$3,950 ต่อออนซ์หลังจากที่พาวเวลล์เตือนว่าการตัดอัตราดอกเบี้ยธันวาคมไม่รับป ความคืบหน้าที่มีศักยภาพในกรอบการค้าสหรัฐจีนได้ลดลงยังมีความต้องการที่ปลอดภัยบาง
ในกำไรของบริษัทไมโครซอฟท์เอาชนะความคาดหวังแต่เห็นลดลง~2.5%ในการซื้อขายหลังชั่ เมตาโพสต์ผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งแต่ลดลง~8%หลังจากชั่วโมงได้แรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับ ตัวอักษรสูงกว่าการคาดการณ์รายได้และรายได้ด้วยประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งในการค้นหายูทูปและระบบคลาวด์ทำให้การซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น~5%ในชั่วโมงหลังจากการซื้อขาย
ความเชื่อมั่นดอลลาร์พลิกตามนางสาว มอร์แกนสแตนลีย์รายงานว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเปิดบวกเป็นครั้งแรกในเดือน
ธนาคารกล่าวว่านี่เป็นเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในต่างประเทศโดยเ
การเทรดในปัจจุบัน แม้ว่านี้อาจจะยากที่จะเห็นในชาร์ตในขณะนี้ ในชาร์ตเงินยูโรยังคงต่อยอดต่ำกว่า 1.17 หลังจากการฟื้นตัวเจียมเนื้อเจียมตัวแสดงความลังเ จากความคิดฟุ้งซ่านที่ผ่านมารอบ 153 แต่อาจจะยังคงถือโครงสร้างขาขึ้นที่แข็งแกร่งสอดคล้อง
อย่างไรก็ตาม,มอร์แกนสแตนลีย์ยังเตือนว่าการเสื่อมสภาพใดๆในข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอาจ
ดอลลาร์ออสซี่แข็งค่าเหนือ 0.6550 รับแรงขายดอลลาร์สหรัฐ **AUD/USD ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 0.6550 จากแรงขายดอลลาร์สหรัฐรอบใหม่**
คู่เงิน AUD/USD ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 0.6550 ในช่วงเช้าวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน และการอ่อนค่าทั่วกระดานของดอลลาร์สหรัฐ ความคาดหวังเกี่ยวกับความแตกต่างของนโยบายระหว่างธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงช่วยหนุนค่าเงินออสซี่ไว้ได้ แม้ตลาดจะอยู่ในภาวะระมัดระวังก่อนการประชุมเฟดที่กินเวลาสองวันก็ตาม
---
### **ภาพรวมทางเทคนิคของ AUD/USD**
แนวโน้มขาขึ้นของ AUD/USD ยังคงมีโอกาสดำเนินต่อ ตราบใดที่ราคายังคงเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA) ที่บริเวณ 0.6430
หากแรงฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้น จุดราคาปัจจุบันอาจทดสอบระดับสูงสุดของเดือนตุลาคมที่ 0.6629 (วันที่ 1 ตุลาคม) ก่อนจะมุ่งสู่ระดับแนวต้านของปี 2025 ที่ 0.6707 (วันที่ 17 กันยายน) และหากทะลุขึ้นไปได้อีก ก็จะพบกับจุดสูงสุดของปี 2024 ที่ 0.6942 (วันที่ 30 กันยายน) ก่อนถึงแนวหลักที่ 0.7000
ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ขายจะเจอแนวรับแรกที่เส้น 200-day SMA บริเวณ 0.6435 ตามด้วยฐานของเดือนสิงหาคมที่ 0.6414 (วันที่ 21 สิงหาคม) การร่วงต่ำกว่าจุดต่ำสุดของเดือนมิถุนายนที่ 0.6372 (วันที่ 23 มิถุนายน) จะเปิดทางไปสู่ระดับแนวรับจิตวิทยาที่ 0.6000 ก่อนถึงหุบเหวของปี 2025 ที่ 0.5913 (วันที่ 9 เมษายน)
ตัวชี้วัดโมเมนตัมเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ดัชนี RSI เร่งตัวขึ้นเหนือระดับ 53 บ่งชี้ถึงแรงกระตุ้นเชิงบวกเริ่มต้น ขณะที่ดัชนี ADX เหนือระดับ 20 สะท้อนว่าทิศทางของแนวโน้มเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
---
### **รอปัจจัยกระตุ้นใหม่**
ณ ตอนนี้ AUD/USD ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 0.6400–0.6700 และรอปัจจัยใหม่ที่จะทำให้ราคาทะลุกรอบ การฟื้นตัวของข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่แข็งแกร่งขึ้น ความประหลาดใจเชิงผ่อนคลายจากเฟด หรือท่าทีระมัดระวังมากขึ้นจาก RBA อาจเป็นตัวจุดประกายให้คู่เงินนี้เคลื่อนไหวชัดเจนมากขึ้น
---
### **ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน**
ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) เริ่มต้นสัปดาห์ได้อย่างแข็งแกร่ง ฟื้นตัวจากการอ่อนค่าช่วงวันศุกร์ และดันคู่เงิน AUD/USD ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์ที่ประมาณ 0.6560
แรงดีดกลับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากดอลลาร์สหรัฐ (USD) อ่อนแรงลง โดยได้รับผลจากสัญญาณบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้ และการพูดคุยใหม่ ๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการ “ชัตดาวน์รัฐบาล” สหรัฐฯ
---
### **ข้อมูลเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงทรงตัว**
เศรษฐกิจออสเตรเลียยังคงแสดงความแข็งแกร่ง แม้ไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรงแต่ก็ทรงตัวได้ดี ข้อมูล PMI เบื้องต้นเดือนตุลาคมออกมาคละกัน ภาคการผลิตลดลงเล็กน้อยสู่ 49.7 (จาก 51.4) ขณะที่ภาคบริการเพิ่มขึ้นสู่ 53.1 (จาก 52.4)
นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนดุลการค้าเดือนสิงหาคมลดลงเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 1.825 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย การลงทุนภาคธุรกิจเติบโตในไตรมาส 2 ขณะที่ GDP ขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และ 1.8% เมื่อเทียบรายปี ถือว่าไม่โดดเด่นแต่แข็งแรงพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณเย็นลง อัตราว่างงานเดือนกันยายนขยับขึ้นเป็น 4.5% จาก 4.3% โดยจำนวนผู้มีงานเพิ่มขึ้นเพียง 14.9K แม้ไม่ถึงขั้นน่ากังวล แต่ก็สะท้อนว่ากระแสการจ้างงานเริ่มชะลอลงเล็กน้อย
---
### **RBA ยังคงระมัดระวัง**
ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน ดัชนี CPI รายเดือนของเดือนสิงหาคม (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) เพิ่มขึ้นเป็น 3.0% จาก 2.8% ขณะที่ CPI ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายไตรมาส และ 2.1% เมื่อเทียบรายปี ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสถาบันเมลเบิร์นชี้ว่าความคาดหวังเงินเฟ้อผู้บริโภคพุ่งขึ้นเป็น 4.8% ในเดือนตุลาคม
ตัวชี้วัดหลักที่ RBA ใช้ติดตามคือ CPI เฉลี่ยตัดสุดโต่ง (Trimmed Mean CPI) อยู่ที่ระดับ 2.7% แบบปีต่อปี ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2–3% อย่างสบาย
ในการประชุมเดือนกันยายน RBA คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ 3.60% ตามที่ตลาดคาด แต่ท่าทีของคณะกรรมการระมัดระวังมากขึ้น โดยระบุว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้ออาจเริ่มสะดุดหลังจากตัวเลข CPI ล่าสุด และคาดว่าเงินเฟ้อไตรมาส 3 อาจออกมาสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย
ผู้ว่าการ Michele Bullock ย้ำชัดว่าการตัดสินใจจะอิงตามข้อมูล “การประชุมต่อการประชุม” เธอไม่ได้ปฏิเสธการลดดอกเบี้ย แต่ก็เน้นว่าธนาคารต้องการเห็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอุปสงค์ลดลงจริงก่อนจะปรับนโยบาย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Bullock กล่าวว่าข้อมูลเงินเฟ้อที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจนโยบายครั้งต่อไป หากเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เพิ่มขึ้น 0.9% ในไตรมาส 3 ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ RBA ที่ประมาณ 0.6% เธอกล่าวว่านั่นจะเป็น “ความคลาดเคลื่อนที่มีนัยสำคัญ” ซึ่งคณะกรรมการไม่อาจมองข้ามได้
เธอยังลดความสำคัญของการเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงาน โดยระบุว่าข้อมูลรายเดือนมีความผันผวน และการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดไม่ได้ต่างจากที่ RBA คาดการณ์ไว้มากนัก กล่าวโดยสรุป เธอส่งสัญญาณว่าข้อมูลแรงงานที่อ่อนลงอาจไม่ทำให้ธนาคารกังวลนัก แต่หากเงินเฟ้อออกมาแข็งแรงกว่าคาด ก็จะยากที่จะหาข้ออ้างในการลดดอกเบี้ย
ตลาดขณะนี้คาดการณ์ว่ามีโอกาสประมาณ 62% ที่ RBA จะลดดอกเบี้ย 0.25 จุดในการประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายน และอาจลดดอกเบี้ยรวมราว 16 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี
---
### **จีนยังเป็นปัจจัยชี้นำหลัก**
แนวโน้มเศรษฐกิจของออสเตรเลียยังคงขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นหลัก GDP ของจีนเติบโต 4.8% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 3 สูงกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ตัวเลข PMI ยังออกมาคละกัน ภาคการผลิตอยู่ต่ำกว่า 50 ที่ระดับ 49.8 และภาคบริการทรงตัวที่ระดับเส้นแบ่ง 50
ดุลการค้าของจีนแคบลงจาก 103.33 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 90.45 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน และดัชนีราคาผู้บริโภคยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืด โดยลดลง 0.3% จากปีก่อนหน้า
เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR ทั้งระยะ 1 ปีและ 5 ปีไว้ที่ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
เจ.ดี.แวนซ์และผลกระทบตลาดของการสืบทอด การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของเจดีแวนซ์เพื่อประธานาธิบดีสามารถทำเครื่องหมายการเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับตลาดการเงินถ้าเขาแบ่งจากท่าทางเจ้านายของเขาปัจจุบันในวิธีการควบคุมเศรษฐกิจ.
ก่อนที่จะถูกเลือกเป็นรองประธานของทรัมป์,แวนซ์เป็นที่รู้จักสำหรับฝ่ายค้านของเขาที่จะผูก ในอดีตที่ผ่านมาเขาวิพากษ์วิจารณ์พลังของบริษัทเช่นกูเกิลแอปเปิ้ลและอเมซอนเรียกร้องให้มีการบังคับใช้ต่อต้านการผูกขาด นอย่างต่อเนื่องสำหรับ"งดงามเจ็ด,"ที่ได้ผลักดันมากของผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของเอสแ ในที่สุด,ในระยะยาว,อย่างไรก็ตาม,แบ่งค่าผู้เล่นที่โดดเด่นสามารถจุดประกายนวัตกรรมมาก
ในขณะเดียวกันหนึ่งในแนวโน้มการกำหนดระยะที่สองของทรัมป์ได้รับการลดลงอย่างมีนัยส การเปลี่ยนแปลงในความเป็นผู้นำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งแนวโน้มน้อยไปทางนโยบายแ ทองยังอาจใช้ตีและหาระดับราคาระยะกลางต่ำกว่า 44000
เยนอ่อนค่าจากคาดกระตุ้นศก. ญี่ปุ่น หนุน EUR/JPY ทรงตัวEUR/JPY ทรงตัวต่ำกว่า 178.00 เนื่องจากค่าเงินเยนอ่อนจากแนวโน้มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง
EUR/JPY ทรงตัวต่ำกว่าระดับ 178.00 หลังจากแตะจุดสูงสุดในรอบหลายปีที่ 178.15 เมื่อต้นวัน ความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นยังคงกดดันค่าเงินเยนญี่ปุ่น ขณะที่ข้อมูล IFO ที่แข็งแกร่งของเยอรมนีช่วยหนุนค่าเงินยูโร แม้มีความตึงเครียดทางการเมืองในฝรั่งเศสก็ตาม
เมื่อวันจันทร์ EUR/JPY ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 177.75 หลังจากแตะจุดสูงสุดในรอบหลายปีที่ 178.15 เมื่อต้นวัน ทั้งนี้ คู่สกุลเงินดังกล่าวยังถูกจำกัดอยู่บริเวณระดับจิตวิทยา 178.00 ซึ่งถูกทดสอบหลายครั้งตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่านโยบายการคลังแบบขยายตัวภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซาเนะ ทาคาอิจิ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนหน้าที่อาจมีมูลค่าสูงกว่ามาตรการมูลค่า 13.9 ล้านล้านเยนของปีที่แล้ว ท่าทีทางการคลังเชิงผ่อนคลายนี้ ประกอบกับความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะยังคงมีท่าทีระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน
ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า BoJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่นักลงทุนจะจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลาง คาซูโอะ อูเอดะ อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคต แม้ว่าดัชนีราคาผู้ผลิตภาคบริการของญี่ปุ่นในเดือนกันยายนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่สัญญาณของการปรับนโยบายให้เข้มงวดขึ้นในระยะสั้นยังคงมีจำกัด ซึ่งยิ่งตอกย้ำมุมมองเชิงลบต่อค่าเงินเยน
ในฝั่งยุโรป ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ดัชนีสภาพภูมิอากาศทางธุรกิจ IFO ของเยอรมนีปรับขึ้นสู่ระดับ 88.4 ในเดือนตุลาคม ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาอีกครั้งในเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยูโรโซน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศสจำกัดการแข็งค่าของค่าเงินยูโร (EUR) ผู้นำพรรคสังคมนิยม โอลิวิเยร์ โฟร์ ได้ขู่ว่าจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียง เลอคอร์นู หากข้อเรียกร้องด้านงบประมาณของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลงเป็น “เชิงลบ”
ภายใต้บริบทนี้ การผสมผสานระหว่างนโยบายการคลังแบบขยายตัวมากขึ้นของญี่ปุ่นและเสถียรภาพที่ค่อนข้างมั่นคงในยุโรป ยังคงสนับสนุนค่าเงิน EUR/JPY อย่างไรก็ตาม บริเวณระดับ 178.00 ยังคงเป็นแนวต้านสำคัญในระยะสั้น
เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย — ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับขึ้นในสัปดาห์หน้า📊 มุมมองราคาทองคำรายสัปดาห์ (XAUUSD)
🗓️ ช่วงวันที่: 27 – 31 ตุลาคม 2025
อ้างอิงจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคกรอบเวลา H4 และปัจจัยพื้นฐาน
🌍 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน:
ราคาทองคำ (XAU/USD) ปิดสัปดาห์ในแดนบวกเล็กน้อยบริเวณ **$4,127** หลังดีดตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ $4,043
แรงหนุนหลักมาจากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ (CPI, Core CPI) ที่ออกมา **ต่ำกว่าคาดการณ์** ซึ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดว่า **ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)** มีแนวโน้มจะ **ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%** ในการประชุมสัปดาห์หน้า
การลดดอกเบี้ยจะลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำ จึงเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกต่อราคาทองในระยะสั้น
---
💡 สรุปภาพเศรษฐกิจที่สำคัญ:
- CPI m/m (เดือนต่อเดือน) ตัวเลขจริง 0.3% (เทียบกับคาดการณ์ 0.4%)
- Core CPI m/m (เดือนต่อเดือน) ตัวเลขจริง 0.2% (เทียบกับคาดการณ์ 0.3%)
ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าคาดแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคากำลัง “ชะลอลง”
ส่งผลให้ **ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า** และ **อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวลง** ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนราคาทองคำโดยตรง
แนวโน้มโดยรวมของตลาดตอนนี้อยู่ในภาวะ **“เริ่มกลับเป็นขาขึ้นอย่างระมัดระวัง (Bullish to Neutral)”**
นักลงทุนรอการยืนยันจากการประชุม Fed หากมีการประกาศลดดอกเบี้ยจริง จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทองคำพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
---
🔥 มุมมองทางเทคนิค (อ้างอิงกราฟ H4):
ราคาทองคำกำลังสร้างรูปแบบ **ขาขึ้นเชิงเทคนิค (Bullish Correction)** โดยเคลื่อนไหวตามเส้นแนวโน้มขาขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม
ค่า RSI ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 46 จุด แสดงถึงการฟื้นตัวจากภาวะขายมากเกินไป (Oversold) แต่ยังไม่ถึงจุดเร่งแรงขาขึ้น — หมายความว่าการขึ้นรอบนี้อาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
📈 แนวต้านสำคัญ:
- 4,155 ดอลลาร์ → แนวต้านแรก หากทะลุได้จะยืนยันโครงสร้างขาขึ้น
- 4,239 ดอลลาร์ → โซน Fibonacci 61.8% เป้าหมายระยะสั้นของฝั่งซื้อ
- 4,380 ดอลลาร์ → แนวต้านหลักและจุดสูงก่อนหน้า
📉 แนวรับสำคัญ:
- 4,045 ดอลลาร์ → แนวรับระยะสั้นใกล้จุด Break of Structure
- 3,944 ดอลลาร์ → แนวรับลึกสุด หากหลุดระดับนี้แนวโน้มขาขึ้นจะถูกยกเลิก
ตราบใดที่ราคายังยืนเหนือ **4,045 ดอลลาร์** แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น
แต่หากราคาหลุดต่ำกว่าแนวรับนี้ อาจเห็นแรงขายต่อเนื่องถึงบริเวณ **3,944 ดอลลาร์**
---
📊 แนวโน้มประจำสัปดาห์:
**มุมมองหลัก: ขาขึ้นเหนือ 4,045 | เป็นกลางหากต่ำกว่า 4,000**
- โมเมนตัมโดยรวมยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัว มุ่งเป้าไปที่ 4,200–4,300 ในสัปดาห์หน้า
- การประชุม Fed จะเป็น “ตัวจุดประกายหลัก” หากมีการยืนยันลดดอกเบี้ยจริง จะช่วยเร่งการขึ้นของทองคำในรอบถัดไป
---
✍️ **ความคิดเห็นส่วนตัวของ :**
> “การฟื้นตัวของทองคำเริ่มชัดเจนหลังข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด
> หาก Fed ลดดอกเบี้ยจริงตามที่ตลาดคาด ทองคำมีโอกาสกลับไปยืนเหนือ 4,200 และทดสอบ 4,300 ได้อีกครั้ง
> อย่างไรก็ตาม RSI ยังไม่เข้าสู่โซนเร่งแรง แนะนำให้เทรดอย่างมีวินัยและจัดการพอร์ตอย่างรอบคอบ”
---
⚠️ **คำเตือนด้านการบริหารความเสี่ยง:**
- กำหนดขนาดไม้เทรดให้เหมาะกับขนาดพอร์ต
- ตั้งเป้ากำไร (Take Profit) ไม่เกิน 4–6% ของทุน
- ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ราว 2–3% ของทุน
> “ผู้ชนะในตลาด ไม่ใช่คนที่เทรดบ่อยที่สุด แต่คือคนที่อยู่รอดได้นานที่สุด”
---
ทองคำ XAUUSD สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม 27-31 ต.ค.2568ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำ
ปัจจัยบวก
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวนและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
โอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Fed อาจคงหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาอ่อนแอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
ความต้องการจากธนาคารกลาง ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมีความต้องการทองคำในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จะส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นได้
ระดับราคาสำคัญที่ควรจับตา
แนวต้าน
$4,380 และ $4,647
แนวรับ
$4,108 และ $3,942
กลยุทธ์การลงทุน
เน้นซื้อเมื่อย่อ หากราคามีการปรับฐานหรือย่อตัวลงมาใกล้แนวรับ เป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อ
บริหารความเสี่ยง เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนและแรงเทขายทำกำไร ควรตั้งจุดตัดขาดทุน (stop-loss) อย่างชัดเจนเพื่อจำกัดความเสี่ยง
ดอลลาร์สหรัฐผันผวน เฟดจ่อหั่นดอกเบี้ยท่ามกลางความไม่แน่นอน🔹 การคาดการณ์รายสัปดาห์ของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ: ดินแดนแห่งความสับสน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยขยับขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ถูกคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
อัตราเงินเฟ้อสหรัฐในเดือนกันยายนต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย
---
## 📅 สรุปเหตุการณ์สำคัญของสัปดาห์ที่ผ่านมา
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เปิดสัปดาห์ด้วยท่าทีแข็งแกร่ง แม้โมเมนตัมจะอ่อนตัวลงเมื่อเข้าสู่กลางสัปดาห์ แต่ **ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY)** ยังสามารถปิดบวกได้เล็กน้อยใกล้ระดับ **99.00 จุด** เพียงพอที่จะลบการอ่อนค่าของสัปดาห์ก่อนหน้าและรักษาการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดกลางเดือนกันยายน 2025 ได้
แรงหนุนของดอลลาร์กลับมาอีกครั้งหลังจาก **ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ–จีน** ถึงทางตัน ทำให้ตลาดคาดการณ์ถึงความคืบหน้าทางการทูต หลังจากประธานาธิบดี **โดนัลด์ ทรัมป์** ส่งสัญญาณเตรียมพบกับ **สี จิ้นผิง** ในสัปดาห์หน้า
ในขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาความไม่แน่นอนในวอชิงตัน เนื่องจาก **ความเสี่ยงของการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง (shutdown)** ที่ยืดเยื้อยังคงกดดันความเชื่อมั่นของตลาด ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครนยังคงอยู่ในพื้นหลัง เช่นเดียวกับการพบปะระหว่างทรัมป์–ปูตินที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
ในตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเริ่มชะลอการปรับตัวลง และขยับสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของสัปดาห์ บ่งชี้ถึงการพักตัวของแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาในช่วงเดือนก่อนหน้า
---
## 🏦 ท่าทีผ่อนคลายของเฟด (The Fed’s Dovish Tilt)
นักลงทุนเพิ่มเดิมพันว่า **เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายครั้ง** หลังจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดแสดงให้เห็นแรงกดดันด้านราคาที่ลดลงเล็กน้อยในเดือนกันยายน
ข้อมูลจาก **สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS)** ชี้ว่า **ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)** เพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) สูงกว่าระดับ 2.9% ของเดือนสิงหาคมเล็กน้อย แต่ยังต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ การอ่านค่าที่อ่อนลงนี้ยืนยันมุมมองว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอลง ซึ่งเปิดโอกาสให้เฟดสามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้มากขึ้น
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อิงอัตราดอกเบี้ยของเฟดบ่งชี้เกือบแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่เฟดจะ **ลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงสู่ช่วง 3.75%–4.00%** ในการประชุมวันที่ **29 ตุลาคม**
นอกจากนี้ ตลาดยังให้โอกาสกว่า 95% ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม และมีความเป็นไปได้ประมาณ 55% ที่จะมีการลดอีกครั้งในเดือนมกราคม
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า **เฟดกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนนโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น** ขณะที่เงินเฟ้อค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้เป้าหมาย 2%
---
## 🏛️ วิกฤติการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4
วิกฤติ **รัฐบาลสหรัฐปิดทำการ (shutdown)** ยืดเยื้อมาจนเข้าสู่วันที่ 24 โดยยังไม่มีสัญญาณของการประนีประนอมระหว่างพรรคการเมือง ทั้งสภาคองเกรสและวุฒิสภายังอยู่ในภาวะชะงักงัน การลงมติครั้งต่อไปถูกเลื่อนออกไปถึงวันอังคาร ซึ่งหลายฝ่ายไม่คาดว่าจะได้ข้อสรุป
นี่คือ **การปิดรัฐบาลครั้งที่ยาวนานเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สหรัฐ** และหากยืดไปถึงวันที่ **5 พฤศจิกายน** จะกลายเป็นการปิดรัฐบาลที่ยาวที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าสถิติเดิม 35 วันในปี 2018–2019
ผลกระทบเริ่มชัดเจนมากขึ้น — **เจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายแสนคนขาดรายได้**, **บริการสาธารณะดำเนินงานอย่างจำกัด**, และ **ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเริ่มสั่นคลอน** นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าการปิดแต่ละสัปดาห์อาจทำให้ GDP ไตรมาสนั้นหดตัวลงเป็นทศนิยม และกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการจ้างงาน
เมื่อวันศุกร์ ความขัดแย้งในวุฒิสภาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพรรคเดโมแครตปฏิเสธข้อเสนอของรีพับลิกันที่จะจ่ายเงินเฉพาะให้ “พนักงานจำเป็น” ขณะที่รีพับลิกันก็ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายที่ครอบคลุมพนักงานที่ถูกพักงานด้วย ผลลัพธ์คือทุกฝ่ายยังไม่ได้รับค่าจ้าง เพิ่มแรงกดดันต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีทางออก
---
## 🇺🇸–🇨🇳 ภาษีศุลกากร: ชัยชนะเชิงยุทธวิธีแต่เสี่ยงในระยะยาว
**ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์** เตรียมพบกับ **ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง** ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
การพบกันครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดความตึงเครียดทางการค้าและรื้อฟื้นการเจรจาที่หยุดชะงักไปก่อนหน้านี้ โดยจะเป็น **การพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวในเดือนมกราคม** และเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019
ช่วงเวลานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ **ข้อตกลงหยุดยิงทางการค้า (truce)** จะหมดอายุในวันที่ **10 พฤศจิกายน** หากทั้งสองฝ่ายไม่ต่ออายุ และทรัมป์ได้กำหนดเส้นตายวันที่ **1 พฤศจิกายน** สำหรับการขึ้นภาษีรอบใหม่ 100%
มาตรการตอบโต้กันระหว่างสองประเทศยังดำเนินต่อไป เช่น **ค่าธรรมเนียมท่าเรือที่สูงขึ้น**, **การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีและแร่หายาก**, รวมถึง **ข้อพิพาทด้านการค้าเกษตร**
นอกเหนือจากเศรษฐกิจแล้ว ประเด็นการเจรจายังครอบคลุมถึง **ไต้หวัน**, **การลักลอบค้ายาเฟนทานิล**, และ **การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคแปซิฟิก** ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพบปะครั้งนี้มีเดิมพันมากกว่าแค่เรื่องการค้า
ในด้านเศรษฐกิจ มาตรการภาษีอาจให้ผลทางการเมืองระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อและชะลอการเติบโต แม้บางฝ่ายในรัฐบาลทรัมป์จะมองว่าค่าเงินดอลลาร์อ่อนสามารถช่วยภาคส่งออกได้ แต่ **การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (reshoring)** ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือประหยัด และภาษีเพียงอย่างเดียวไม่อาจบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
---
## 💵 แนวโน้มต่อไปของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
การปิดรัฐบาลยังคงสร้าง “ภาพเศรษฐกิจที่พร่ามัว” เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายชุดถูกเลื่อนออกไป ส่งผลให้ตลาดขาดแนวทางชัดเจนเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจจริง
ดังนั้น **การประชุมคณะกรรมการ FOMC สัปดาห์หน้า** และ **การแถลงของประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์** จะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา นอกจากนี้ รายงาน **ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence)** ของ Conference Board จะเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ตลาดให้ความสนใจ
หลังการประชุม นักลงทุนจะวิเคราะห์ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างละเอียด เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับ “จุดสมดุล” ระหว่างการชะลอตัวของเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่เย็นลง และผลต่อทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
---
## 📊 มุมมองทางเทคนิค
หากการฟื้นตัวของดอลลาร์ยังต่อเนื่อง **ดัชนี DXY** มีแนวต้านถัดไปที่ระดับ **99.56 (9 ต.ค.)** ก่อนจะเจอกับแนวต้านใหญ่ที่ **100.26 (1 ส.ค.)** หากทะลุผ่านได้ อาจกลับไปทดสอบระดับสูงสุดของเดือนพฤษภาคมที่ **100.54–101.97**
ด้านแนวรับสำคัญอยู่ที่ **98.03 (17 ต.ค.)** หากหลุดระดับนี้ มีโอกาสอ่อนต่อถึง **96.21 (17 ก.ย. 2025)** และฐานเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ที่ **95.13** หรือแม้แต่จุดต่ำสุดของปี 2022 ที่ **94.62**
ขณะนี้ดัชนีซื้อขายอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวทั้ง 200 วัน (100.72) และ 200 สัปดาห์ (103.26) ซึ่งยังคงรักษาแนวโน้มขาลงโดยรวมไว้
อย่างไรก็ตาม **สัญญาณโมเมนตัมเริ่มเป็นบวก** โดยค่า RSI อยู่เหนือระดับ 57 แสดงถึงแรงซื้อที่ยังคงอยู่ ส่วนค่า ADX ที่ระดับ 19 บ่งชี้ว่ากำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวอย่างช้า ๆ
---
## ⚖️ บทสรุป
แนวโน้มระยะสั้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงไม่ชัดเจน แม้เฟดจะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองลดลง แต่ตลาดยังคงเดิมพันต่อไปว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ท่ามกลางปัจจัยลบหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงจากภาษี การขยายตัวของหนี้ภาครัฐ ความตึงเครียดทางการค้า และการปิดรัฐบาลที่ยืดเยื้อ
แม้ดอลลาร์จะสามารถดีดกลับได้เป็นช่วง ๆ แต่ก็มักไม่สามารถรักษาแรงหนุนไว้ได้ยาวนาน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองว่าแนวโน้มหลักเป็นขาลงต่อไป — ไม่ใช่การร่วงแรงทันที แต่เป็นการค่อย ๆ อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง






















