มอร์แกนสแตนลีย์พูดถูกเรื่องนิวซีแลนด์รึเปล่า? ดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญ อยู่บนขอบของโซนการแก้ไขที่มีศักยภาพของตนถือดังกล่าวข้างต้นที่ผ่านมาต่ำ 0.5485 ตีกลับเป็น 0.5650–0.5700 อยู่บนโต๊ะหากผู้ซื้อปกป้องระดับนี้ แบ่งสะอาดภายใต้ 0.5485 สามารถเปิดความเสี่ยงข้อเสีย
ดัชนีตลาดหุ้นที่สำคัญ ราคาจะรวมเหนือฝ่าวงล้อม 1.14 และประมาณการวงกลมไฟเบอร์จากจุดแผนภูมิที่มีต่อการขยายเข้าไปในภูมิภาค 1.1650–1.1700 ถ้าสร้างโมเมนตัม มอร์แกนสแตนลี่คาดว่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูง ข้อมูลที่แข็งแกร่งของออสเตรเลียและกระแสการย้ายถิ่นที่สูงขึ้นยังคงขยายช่องว่างระหว่
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
ข่าวสารและเหตุการณ์ต่างๆ มันเร็วเกินไปที่จะเรียกดอลลาร์ออสซี่จุดเทียบกับดอลลาร์นิวซีแลนด์? นักวิเคราะห์หลายคนแนะนำการชุมนุมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะสูญเสียโมเมนตัมไปข้างหน้าของธนาคารสำรองในสัปดาห์นี้ของการตัดสินใจของนิวซีแลนด์
ส่งมอบการตัด 25 จุดพื้นฐานการอัตราเงินสดอย่างเป็นทางการถึง 2.25%
นักยุทธศาสตร์ของธนาคารแห่งประเทศนิวซีแลนด์และธนาคารแห่งชาติออสเตรเลียกล่าวว่าคู่สกุลเงินซึ่งเพิ่งซื้อขายใกล้ระดับทศวรรษที่สูงอาจเริ่มที่จะถอยไปยัง 1.14 หากธนาคารกลางสหรัฐฯบ่งชี้ว่าใกล้จะสิ้นสุดวงจรการผ่อนคลายของมัน
การเทรดในปัจจุบัน เชิงเทียนหยาบคายคล้ายดาวยิงที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 พฤศจิกายนรูปแบบมักจะเกี่ยวข้องกับการ
กระนั้นไม่ใช่ทุกปัจจัยที่ชอบกีวี. ออสเตรเลียรักษาความได้เปรียบในอัตราที่ยิ่งใหญ่กว่านิวซีแลนด์
แนวโน้มยังคงดำเนินต่อไปในช่วงการซื้อขายของสหรัฐฯ1. แนวโน้มราคา (Trendline)
เส้นแนวโน้มขาลง (ช่องสีแดง)
ราคากำลังเคลื่อนตัวอยู่ใน Descending Channel อย่างชัดเจน
เส้นบนของ Channel: ทำหน้าที่เป็นแนวต้านแบบไดนามิก ทุกครั้งที่ราคาแตะจะสร้างยอดที่ต่ำลง → แนวโน้มหลักยังเป็นขาลง
เส้นล่างของ Channel: เป็นแนวรับแบบไดนามิก ขณะนี้ราคากำลังเข้าใกล้ทดสอบ หากหลุดลงจะเปิดทางให้ขาลงแรงกว่าเดิม
2. โซนแนวต้าน (Resistance)
แนวต้านที่ 1 (โซนสีน้ำเงินเข้ม 4,110 – 4,130)
เป็นจุดรวมของสัญญาณหลายอย่าง ได้แก่
EMA
พื้นที่ Sideways ก่อนหน้า
เส้นแนวโน้มขาลงด้านบน
→ โซนนี้มีโอกาสเกิดแรงขายค่อนข้างสูง
แนวต้านที่ 2 (โซน 4,150 – 4,165)
ตรงกับ Fibonacci 0.5 – 0.618 ของขาลงก่อนหน้า
หากราคาทะลุเส้นแนวโน้มขาลงขึ้นไปได้ โซนนี้จะกลายเป็นจุดรีเทสต์ที่สำคัญ
3. โซนแนวรับ (Support)
แนวรับที่ 1 (โซน 4,020 – 4,040)
ตรงกับจุดต่ำเดิม
อยู่ใกล้เส้นแนวโน้มล่างของ channel
→ หากหลุดลง จะยืนยันการขยายตัวของเทรนด์ขาลง
แนวรับที่ 2 (Fibo Extension 1.618 – 2.618)
ระดับลึกกว่านั้นคือ 3,960 – 3,980
→ เป็นแนวรับแข็งแรง โอกาสดีที่ราคาจะดีดกลับ
4. Fibonacci
การย่อตัวครั้งล่าสุดแตะพอดีกับระดับ:
0.382 – 0.5 – 0.618 → บ่งชี้ว่าเทรนด์ลงยังมีโอกาสไปต่อ
ส่วน Fibonacci Extension:
1.618 (≈ 4,057) → เป้าหมายระยะสั้น
2.618 (≈ 3,960) → เป้าหมายใหญ่หากราคาลงต่อเนื่อง
ซื้อทองคำ: 4007 - 4005
จุดตัดขาดทุน: 3995
จุดทำกำไร: 100-300-500pips
ขายทองคำ: 4107 - 4109
จุดตัดขาดทุน: 4117
จุดทำกำไร: 100-300-500pips
XAU/USD: SIDEWAYS DOWN แรงขายกดดันสู่ 4,000📊 Timeframe: H1/Weekly (Swing Trading) | 📉
วันที่: 21 พฤศจิกายน 2568 | 12:20 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ แรงกดดัน (BEARISH): ราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ (USD) ที่ทำสถิติแข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม
▪️ อัตราดอกเบี้ย: ความคาดหวังต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ในเดือนธันวาคมเริ่มจางหายไป (FADED EXPECTATIONS) หลังจากการเปิดเผยข้อมูล NFP ย้อนหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
▪️ สภาวะตลาด: แม้จะมีความผันผวน แต่ภาพรวมยังคงเป็นการเคลื่อนไหวแบบ SIDEWAYS ภายในกรอบรายสัปดาห์ โดยมีแรงขายกดดันให้ราคาลงมาสะสมตัวในโซนล่าง
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H1 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: เป็นทิศทาง SIDEWAYS DOWN โดยราคากำลังเคลื่อนไหวในกรอบสะสมราคา (ACCUMULATION) ระหว่าง 4,000 - 4,100 เหรียญ
▪️ ACTION: จากภาพกราฟ H1 ราคามีการทำโครงสร้างขาลงระยะสั้น (SHORT-TERM DOWNTREND) และกำลังทดสอบแนวรับย่อย โดยมีโมเมนตัมมุ่งหน้าสู่กรอบล่างของโซนสะสม
▪️ RSI: อยู่ในโซนต่ำกว่า 50 (BEARISH TERRITORY) สนับสนุนมุมมองว่าแรงขายยังคงได้เปรียบ
📌 แนวรับและแนวต้านที่ต้องติดตาม (KEY LEVELS):
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (PIVOT): 4,105 เหรียญ (ระดับสำคัญระยะสั้น)
* R2 (MAJOR SUPPLY): 4,145 เหรียญ (ยอด High ก่อนหน้า)
* แนวรับ (SUPPORT - TARGETS):
* S1 (INTERMEDIATE): 4,030 เหรียญ
* S2 (KEY PSYCHOLOGICAL): 4,000 - 4,005 เหรียญ (โซนแนวรับจิตวิทยาแข็งแกร่ง)
* S3 (EXTENSION): 3,985 เหรียญ
🚨 ความเห็นส่วนตัว:
ในวันศุกร์ปิดสัปดาห์ (WEEKEND CLOSE) และราคามีแนวโน้มลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,000 เหรียญ
* คำแนะนำ: พิจารณาวางแผนสำหรับ ฝั่งขาย (SELL BIAS) ตามแนวโน้มระยะสั้น โดยรอจังหวะที่ราคาดีดตัวไม่ผ่าน 4,105 หรือ 4,080 เหรียญ
* การบริหารความเสี่ยง: การเทรดในกรอบ 4,000 - 4,100 ต้องระวังการดีดตัวกลับแรงที่แนวรับ 4,000 (REJECTION) ควรคำนวณ LOT SIZE ให้เหมาะสมและตั้ง STOP LOSS ตามสัดส่วนเงินทุน (2-3%) อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันความเสี่ยงช่วงปิดตลาด
บทวิเคราะห์ XAUUSDแนวโน้วทองคำในระยะยาวหากดูแนวโน้มใหญ่ทองคำยังคงเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งกำลังพักตัวจากการขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งก่อน
.
ณ ราคาปัจจุบันทองคำมีโอกาสที่จะกลับลงทดสอบแนวรับ 4000 - 4030 ซึ่งถือว่าเป็นแนวรับสำคัญมากสำหรับการคงสถานะขาขึ้น ในการเทรดเราสามารถหาจุดเข้า BUY ได้ตามช่วงแนวรับ และปิดทำกำไรในช่วงแนวต้านถัดไปตามแนวการเคลื่อนที่
.
สรุปแนวโน้ม
BUY ช่วงราคา :4000 - 4030
เป้าหมายทำกำไร :4100 - 4120
จุดตัดขาดทุน :ต่ำกว่าแนว 3990 - 4000
การเทรดในระยะยาวมีช่วงราคาการวิ่งที่กว้างมาก(5000 - 10,000จุด) ใช้ล็อตที่ต่ำ และบริหารความเสี่ยงในการเทรดอย่างระมัดระวัง
เยนอ่อนต่อเนื่อง จับตา USD/JPY พุ่งแรงรอผลตัวเลขสหรัฐ 🇯🇵 **แรงขายเยนญี่ปุ่นยังต่อเนื่อง – USD/JPY ทำจุดสูงสุดใหม่หลายเดือนจากแรงหนุนของดอลลาร์**
ค่าเงินเยนญี่ปุ่นยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแข็งค่ากว่าสกุลเงินหลักโดยรวม ส่งผลให้ USD/JPY ทำระดับสูงสุดใหม่ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ระหว่างช่วงการซื้อขายเอเช้าวันพฤหัสบดี ความกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังที่อ่อนแอของญี่ปุ่น ภายใต้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของนายกรัฐมนตรี ซาเนะ ทาคาอิชิ ยังคงเป็นแรงกดดันต่อเยนอย่างต่อเนื่อง
---
# 🧭 **USD/JPY: มุมมองทางเทคนิค**
* **RSI รายวันอยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (Overbought)** ทำให้ผู้เล่นตลาดลังเลที่จะเข้าซื้อดอลลาร์เพิ่มในระดับปัจจุบัน
* มองว่าราคาอาจต้องมีการ **พักฐานหรือย่อเล็กน้อย** ก่อนจะมีแรงซื้อรอบใหม่
### 🔽 แนวรับสำคัญ
* 156.65–156.60 : แนวรับแรก หากหลุดอาจเห็นการลงต่อสู่
* 156.00 : แนวรับจุดหมุน (Pivot) ซึ่งหากราคาหลุดต่ำกว่าอย่างยืนยาว อาจกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคและทำให้เกิดการปรับลงลึกกว่าเดิม
### 🔼 แนวต้านสำคัญ
* 157.40–157.45 : แนวต้านระยะใกล้
* หากผ่านไปได้ ราคามีโอกาสขึ้นทดสอบ
* **158.00** และโซน **กลาง 158**
* ก่อนเป้าหมายถัดไปที่ **159.00** ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของเดือนมกราคมที่ผ่านมา
---
# 🏛️ **ปัจจัยพื้นฐาน: เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอ – กดดัน BoJ ให้ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย**
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเผยว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น **หดตัวในไตรมาส 3 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส**, ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ต้องเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไป และเป็นปัจจัยลบต่อค่าเงินเยน
นอกจากนี้
* บรรยากาศการลงทุนแบบ Risk-on ยิ่งทำให้ความต้องการถือเยนลดลง
* ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าต่อเนื่อง จากความคาดหวังที่ลดลงว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในเดือนธันวาคม
* การส่งสัญญาณแทรกแซงค่าเงินจากเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นยังไม่สามารถหยุดแรงขายเยนได้
ตลาดกำลังรอรายงาน **Nonfarm Payrolls (NFP)** ที่เลื่อนประกาศออกไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทาง USD/JPY ในช่วงค่ำนี้
---
# 📰 **แรงขายเยนยังไม่หยุด – นโยบายการคลังของทาคาอิชิยังหนุนแนวโน้มเยนอ่อนต่อ**
นายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินล่าสุด “รวดเร็วและเอนเอียงมากเกินไป” และรัฐบาลกำลังติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่าค่าควรเคลื่อนที่อย่างมีเสถียรภาพตามปัจจัยพื้นฐาน
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน
* รัฐมนตรีคลัง ซัทสึกิ คาตายามะ เตือนตลาดอีกรอบและระบุว่ารัฐบาลจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างเร่งด่วน
* แม้จะเป็นสัญญาณแทรกแซง แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าของเยนได้
### 💰 นโยบายการคลังของรัฐบาลทาคาอิชิ
* ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโกชิ คาตาโอกะ ระบุว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่าประมาณ **23 ล้านล้านเยน**
* พร้อมคาดว่า BoJ ไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนเดือนมีนาคม เพราะต้องรอผลของมาตรการกระตุ้นก่อน
### 📉 เศรษฐกิจชะลอตัว หนุนแนวโน้มเยนอ่อน
ข้อมูลรัฐบาลยืนยันว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 หดตัว ทำให้คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของ BoJ ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยดันเยนอ่อนต่อเนื่อง
### 📊 โพล Reuters
* นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ยสู่ **0.75% ในเดือนธันวาคม**
* ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าจะถึงระดับนี้ไม่เกินไตรมาส 1
* การอ่อนค่าของเยนและเงินเฟ้อนำเข้าเพิ่มความเสี่ยง ขณะที่ค่าจ้างยังมีแนวโน้มเติบโตสูง
---
# 💵 **ดอลลาร์แข็งค่ากลับสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม**
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ากลับขึ้นมาใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน หลังจากรายงาน FOMC minutes บ่งชี้ว่าสมาชิกมีความเห็นแตกต่างเรื่องเส้นทางลดดอกเบี้ย ทำให้ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมลดลง
ตลาดกำลังรอรายงาน **NFP** เพื่อกำหนดทิศทางดอลลาร์และ USD/JPY เพิ่มเติมในคืนนี้ช่วงตลาดอเมริกา
---
# 📆 **ปฏิทินเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องในวันนี้ (จากภาพที่ส่งมา)**
**เวลาตาม GMT**
* **09:55 EUR – ประมูลพันธบัตร 10 ปีของสเปน**
* **10:00 EUR – ผลผลิตก่อสร้าง (YoY / MoM)**
* **11:00 EUR – รายงานรายเดือนจากธนาคารกลางเยอรมนี (Buba)**
* **13:30 USD – ค่าแรงเฉลี่ยต่อชั่วโมง (YoY)**
* **13:30 USD – ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์**
* **13:30 USD – จำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP)**
* **13:30 USD – อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน**
* **13:30 CAD – ดัชนีราคาวัตถุดิบ / ราคาสินค้าอุตสาหกรรม**
แรงกดดันขาลงก่อตัว มุ่งหน้าทดสอบ 4,000📊 Timeframe: H1 (Intraday/Swing)
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ภาวะตลาด: ราคาทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะ SIDEWAYS ถึง DOWN โดยได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ
▪️ ปัจจัยสำคัญ: ตลาดกำลังจับตาดูรายงาน NFP (Non-Farm Payrolls) เดือนกันยายนที่ล่าช้า ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของ FED และทิศทางทองคำในระยะถัดไป
▪️ SENTIMENT: แม้จะมีความต้องการ SAFE-HAVEN แต่โครงสร้างทางเทคนิคระยะสั้นบ่งชี้ถึงแรงขายที่กดดันราคาอยู่
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H1 (TECHNICAL TREND):
▪️ โครงสร้างราคา: ราคากำลังฟอร์มตัวเป็น SHORT-TERM DOWNTREND LINE และเคลื่อนไหวในกรอบสะสมราคา $4,000 - $4,100
▪️ ACTION: กราฟแสดงรูปแบบการปรับตัวลง (BEARISH STRUCTURE) โดยมีเป้าหมายระยะสั้นในการลงไปทดสอบโซนแนวรับด้านล่าง
▪️ SIGNALS: อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค (EMA) และโครงสร้างราคา สนับสนุนมุมมองการย่อตัวลงต่อ
📌 แนวรับและแนวต้านที่ต้องติดตาม (KEY LEVELS):
* แนวต้าน (RESISTANCE): 4,095 - 4,110 เหรียญ (โซนพิจารณาเข้า SELL หากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบ)
* แนวรับ (SUPPORT - TARGETS):
* S1 (NEAR-TERM): 4,023 - 4,035 เหรียญ (เป้าหมายแรกของการย่อตัว)
* S2 (MAJOR PSYCHOLOGICAL): 4,000 เหรียญ
* S3 (EXTENSION): 3,985 เหรียญ (โซน Demand สำคัญด้านล่าง)
🚨ความเห็นส่วนตัว:
อ้างอิงจากมุมมองส่วนตัวมองว่าราคาจะ SIDEWAYS และสะสมพลังเพื่อลงต่อ
* คำแนะนำ: พิจารณาวางแผนสำหรับ ฝั่งขาย (SELL ORDER) โดยรอจังหวะที่ราคาดีดตัวขึ้นไปไม่ผ่านแนวต้าน หรือหลุดแนวรับระยะสั้น
* การบริหารความเสี่ยง: เนื่องจากมีข่าว NFP รออยู่ ความผันผวนอาจสูงมาก ควรคำนวณ LOT SIZE ให้เหมาะสมและตั้ง STOP LOSS ตามสัดส่วน 2-3% ของพอร์ตอย่างเคร่งครัด
ทองคำลุ้นทะลุ 4,100 ดอลลาร์ก่อนรายงานประชุม FOMC **การวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำ**
### **ทองคำไต่ขึ้นสู่โซน 4,100 ดอลลาร์ จับตาทำจุดสูงสุดรายสัปดาห์ก่อนการเผยแพร่รายงานประชุม FOMC**
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง โดยต่อยอดจากแรงฟื้นตัวของวันก่อนซึ่งดีดกลับจากระดับต่ำสุดรอบหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง บริเวณต่ำกว่าแนวจิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์เล็กน้อย โมเมนตัมการดีดตัวนี้ช่วยหนุนให้ราคาทองคำไต่ขึ้นสู่กรอบบนของช่วงราคาในรอบสัปดาห์ ขณะที่ฝั่งกระทิงกำลังรอการยืนเหนือโซน 4,100 ดอลลาร์อย่างมั่นคง เพื่อเป็นสัญญาณเปิดทางไปสู่การปรับขึ้นระลอกใหม่ ขณะตลาดยังรอผลรายงานประชุม FOMC อย่างใกล้ชิด
ในทางเทคนิค ทองคำได้รับแรงซื้อกลับเมื่อวันอังคารบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 200 คาบ (200 EMA) บนกราฟ 4 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี สัญญาณจากออสซิลเลเตอร์ที่ผสมผสานทั้งบวกและลบยังบ่งชี้ให้ระมัดระวังก่อนเปิดสถานะฝั่งซื้อเพิ่มเติม
ระดับจิตวิทยา 4,100 ดอลลาร์ยังคงเป็นแนวต้านสำคัญ หากราคาทะลุผ่านได้ อาจกระตุ้นแรงปิดสถานะขาย (short-covering) และดันราคาขึ้นสู่แนวต้านถัดไปที่ 4,152–4,155 ดอลลาร์ ก่อนทดสอบโซน 4,200 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน พื้นที่ 4,037–4,036 ดอลลาร์คาดว่าจะช่วยประคองการปรับลงระยะสั้น ก่อนถึง 200 EMA บนกราฟ 4 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้อยู่เหนือโซน 4,000 เล็กน้อย หากราคาหลุดต่ำกว่าแนวนี้อย่างชัดเจน ทองคำอาจอ่อนค่าต่อเนื่องสู่แนวรับ 3,931 ดอลลาร์ และมีโอกาสลงไปถึงโซน 3,900 ดอลลาร์ ก่อนจะลงทดสอบจุดต่ำสุดปลายเดือนตุลาคมบริเวณ 3,886 ดอลลาร์
---
## **ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Overview)**
ตลาดกำลังรอรายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ (NFP) ซึ่งถูกเลื่อนประกาศไปเป็นวันพฤหัสบดี เพื่อเป็นตัวชี้นำเส้นทางการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน
ในระหว่างนี้ ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐยังคงกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงจากระดับสูงสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ และส่งผลเป็นแรงหนุนต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม บริบทพื้นฐานที่ผสมทั้งบวกและลบยังเป็นเหตุผลให้ฝั่งกระทิงต้องเดินหน้าอย่างระมัดระวัง
### **ทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและการอ่อนค่าของดอลลาร์**
บรรดานักลงทุนยังกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากภาวะชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐที่ยืดเยื้อที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกดดัน sentiment ของตลาดและกระตุ้นการถือครองทองคำในช่วงการซื้อขายเอเชียวันพุธ
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงตึงเครียด เมื่อยูเครนระบุว่าสามารถโจมตีเป้าหมายทางทหารในรัสเซียด้วยขีปนาวุธ ATACMS ที่ได้รับจากสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดียูเครน วลาดิเมียร์ เซเลนสกี เตรียมเดินทางไปตุรกีเพื่อรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพ โดยมีผู้แทนพิเศษของสหรัฐ สตีฟ วิตคอฟ เข้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม โฆษกเครมลินประกาศว่า รัสเซียจะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วม ซึ่งช่วยรักษาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และหนุนราคาทองคำต่อเนื่อง
ด้านสกุลเงินดอลลาร์ยังขาดแรงซื้อที่ชัดเจน แม้อยู่ใกล้ระดับสูงสุดรอบหนึ่งสัปดาห์ จากความคาดหวังที่ลดลงว่า Fed จะผ่อนคลายนโยบายเร็วเกินไป เจ้าหน้าที่หลายรายส่งสัญญาณให้ดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง โดยรองประธาน Fed ฟิลลิป เจฟเฟอร์สัน ระบุว่า Fed ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ผู้ว่าการ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ยังคงสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเพิ่มจากความกังวลต่อตลาดแรงงาน
กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนผู้รับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องเพิ่มขึ้นสู่ 1.957 ล้านคน ณ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 ตุลาคม สะท้อนอัตราว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
ด้วยเหตุนี้ รายงาน NFP เดือนกันยายนที่เลื่อนประกาศไปวันพฤหัสบดี รวมถึงรายงานประชุม FOMC ที่จะเผยแพร่ในวันนี้ จะเป็นปัจจัยหลักที่ตลาดจับตาเพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ Fed และจะส่งผลต่อทิศทางของดอลลาร์และคู่เงิน XAU/USD
การเทรดในปัจจุบัน ดอลลาร์สหรัฐ/เยนจะผลักดันเข้าสู่ครึ่งบนของ 155 และนั่นคือระดับที่ทั้งสองธนาคารและผู้กำหน
การซื้อขายในระยะสั้นแต่กลับหัวกลับหัวจากที่นี่จะถูกจำกัดเพราะการแทรกแซงจะกลายเ
วแม้ว่ามาตรวัดการแทรกแซงของมันเป็นเพียงที่ 4 จาก 7 ยังไม่ได้ที่จุดที่โตเกียวมักจะก้าวเข้า
ทุกเห็บสูงกว่า 155 เพิ่มความน่าจะเป็นของการแทรกแซงทางวาจาหรือโดยตรง หากราคาล้าง 156 อย่างเด็ดขาดคำเตือนเหล่านั้นอาจเพิ่มขึ้น. ถ้าการย้ายจะรวดเร็วหรือไม่เป็นระเบียบความเสี่ยงของการแทรกแซงจริงเพิ่มขึ้นอย่าง
การสนับสนุนที่อ่อนแอที่เป็นไปได้ตั้งอยู่ที่ 38.2%ระดับเฟดที่ระบุไว้ในแผนภูมิ หากคู่แบ่งต่ำกว่าระดับที่มันอาจจะเป็นสัญญาณแรกที่พูดแทรกแซงจะเริ่มต้นที่จะมีอิทธิพลต่อก
LYFT US🌎ผลประกอบการสำคัญไตรมาส 3: การเติบโตแข็งแกร่ง แรงผลักดันกำลังเติบโต
รายงานไตรมาส 3 ของ Lyft ยืนยันว่ากลยุทธ์การกลับมาของบริษัทได้ผล
ผลประกอบการสูงสุดเป็นประวัติการณ์: บริษัททำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในด้านจำนวนผู้โดยสารที่ใช้งาน (28.7 ล้านคน สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1.2 ล้านคน) และยอดจอง (4.78 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน)
การเติบโตที่มั่นคง: จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 10 ติดต่อกันที่มีการเติบโตสองหลัก
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง: การสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง (1.08 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา)
การเติบโตของฐานผู้โดยสารที่ใช้งานของ Lyft เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ แสดงให้เห็นถึงความต้องการบริการของ Lyft และวางรากฐานสำหรับการสร้างรายได้ในอนาคต แม้ว่าโปรโมชั่นปัจจุบันจะฉุดรั้งการเติบโตของรายได้ไว้ชั่วคราวก็ตาม
การคาดการณ์การเติบโตในอนาคตและปัจจัยขับเคลื่อน
ฝ่ายบริหารให้คำแนะนำเชิงบวก โดยคาดการณ์การเติบโตอย่างรวดเร็วตลอดปี 2568 และปีต่อๆ ไป
การจองและอัตรากำไรขั้นต้น: คาดว่าการจองจะเติบโต 17-20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีอัตรากำไร EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 2.7-3.0%
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ:
การปฏิรูปประกันภัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (SB 371): เมื่อประกาศใช้ในปี 2569 จะช่วยลดต้นทุนประกันภัยได้อย่างมาก (ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อเที่ยว) ทำให้บริการนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและเพิ่มผลกำไร
ผู้ประเมินตลาด Tank (TAM): ซีอีโอ David Risher ประเมินศักยภาพตลาดโดยรวมของสหรัฐฯ ไว้ที่ 161 พันล้านเที่ยวต่อปี ขณะที่ Lyft และ Uber มีอยู่เพียงประมาณ 2.5 พันล้านเที่ยวต่อปี ทำให้ Lyft ยังมีช่องทางการเติบโตอีกมาก
การขยายธุรกิจและความร่วมมือ: การเข้าซื้อกิจการ (FREENOW, TBR) ทำให้ Lyft มีตลาดเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เปิดโอกาสให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมและตลาดแท็กซี่ในยุโรป
จุดเน้นเชิงกลยุทธ์: เครือข่ายไฮบริดและพันธมิตร
แทนที่จะกังวลเรื่องรถยนต์ไร้คนขับ (AV) Lyft มองว่าเป็นโอกาสและกำลังสร้างโมเดลไฮบริด
เครือข่ายไฮบริด: บริษัทเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ รถยนต์ไร้คนขับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ การผสมผสานระหว่างพันธมิตรผู้ขับขี่และรถยนต์ไร้คนขับจะสร้างความร่วมมือ
พันธมิตรหลัก:
Waymo: การบูรณาการทางเทคนิคอย่างลึกซึ้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานยานพาหนะ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้มีแผนที่จะขยายธุรกิจออกไปนอกแนชวิลล์
Flexdrive: บริษัทในเครือที่รับประกันความพร้อมในการให้บริการยานพาหนะ 90% (การชาร์จ การทำความสะอาด การซ่อมแซม) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานรถยนต์ไร้คนขับ
ตลาดเฉพาะกลุ่ม: ความสำเร็จในวิทยาเขตมหาวิทยาลัยและการขนส่งทางการแพทย์คิดเป็น 70% ของการเติบโตในไตรมาสที่ 3
มูลค่า: ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโต
การประมาณการของนักวิเคราะห์ที่หลากหลายสะท้อนถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของรถยนต์ไร้คนขับ แต่แม้แต่การประมาณการแบบระมัดระวังก็ยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโต
อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Multiples): Lyft ซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward Multiples):
อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2027: ~12 (ต่ำมากสำหรับบริษัทที่มีการเติบโตสองหลัก)
อัตราส่วนราคาต่อกระแสเงินสด (P/FCF): ~7-8 (อ้างอิงจากประมาณการกระแสเงินสดอิสระแบบระมัดระวังที่ 1.2-1.4 พันล้านดอลลาร์)
การปรับความเสี่ยง: การรวมค่าตอบแทนจากหุ้นจำนวนมาก (SBC) และเงินสำรองประกันภัยจะทำให้ตัวเลขเหล่านี้ลดลงอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม แม้หลังจากรวมปัจจัยเหล่านี้แล้ว ราคาปัจจุบันยังดูค่อนข้างระมัดระวัง
ความเสี่ยง: การบริหารจัดการท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง
ความเสี่ยงหลักคือรถยนต์ไร้คนขับ: ในทางทฤษฎี บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Tesla อาจเริ่มสงครามราคา ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อ Lyft อย่างไรก็ตาม การขยายขนาดรถยนต์ไร้คนขับทั่วโลกจะต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบและวัฒนธรรม ซึ่งทำให้ Lyft มีเวลาปรับตัว
บิทคอยน์ต้องถือระดับนี้หรือสไลด์ความเสี่ยงถึง 90 กิโลเมตร? บิทคอยน์อยู่ที่จุดเชื่อมต่อที่สำคัญ การเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้อาจพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญต่อการคาดการณ์คริปโตที่นำไปสู่คริสมาสต์
บิทคอยน์ได้ขยายการขาดทุนสำหรับเซสชั่นที่ 4 ขณะนี้การซื้อขายน้อยกว่า 995 กม.93,700 ดอลลาร์อาจเป็นแนวรับที่รวดเร็วที่สุดในกราฟ
สำหรับการกู้คืนใดๆที่จะได้รับการลาก,ราคาอาจต้องเรียกคืน 101,150 ดอลลาร์และสร้างต่ำสุดที่สูง
าที่เฟดตั้งคำถามว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเดือนธันวาคมมีการรับประกัน. เพิ่มข้อเสีย,ญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนกลุ่มได้เห็นได้ชัดว่าได้หยุดรายชื่อของสามการเข้ารหัสลับบริษัทธนารักษ์ในขณะที่มันแสดงความคิดเห็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่และการเปิดเผยข้อมูล. ญี่ปุ่นยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับบริษัทจดทะเบียนบิทคอยน์ธนารักษ์ที่มีสิบสี่
XAU/USD – ทองคำปรับตัวเล็กน้อย, ติดตามการ Pullback กลับไปที่แนวร📊 โครงสร้างตลาด
หลังจากการ Break of Structure (BoS) ที่บริเวณ 4,208 USD ทองคำยืนยันการต่อเนื่องของแนวโน้มขาขึ้นและกำลังสร้างจังหวะการปรับตัวทางเทคนิค
ราคาชน Resistance Zone 4,208 – 4,237 USD และขณะนี้กำลังปรับตัวตามที่คาดหวัง มุ่งหน้าไปที่ Support Zone 4,151 USD ซึ่งเป็นที่ที่เคยสร้าง impulsive move มาก่อน
ด้านล่าง Support 4,151 ยังมี OB ที่แข็งแกร่งที่ 4,104 USD
ตราบใดที่ราคายังไม่ทะลุลงลึกกว่า 4,104 USD โครงสร้าง bullish ยังคงถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์
💎 โซนเทคนิคที่สำคัญ
• Resistance Zone: 4,208 – 4,237 USD → โซนอุปทาน + จุดที่มีการตอบสนองลดลง
• Support Zone: 4,151 USD → โซนรอการตอบสนองเพิ่มขึ้น
• OB + Support แข็งแกร่ง: 4,104 – 4,110 USD → ฐานโครงสร้างขาขึ้น
• Liquidity Zone (เป้าหมาย): 4,260+ USD → โซนขยายคลื่นขาขึ้นต่อไป
🎯 แผนการเทรด
1️⃣ BUY Setup – เน้นตามแนวโน้ม
หากราคาปรับตัวกลับไปที่โซน discount:
• Entry 1: 4,151 USD
• Entry 2: 4,104 USD (โซนที่ดีที่สุด – OB ร่วม)
SL: ต่ำกว่า 4,090 USD
TP1: 4,208
TP2: 4,237
TP3: 4,260
→ กลยุทธ์หลัก: รอการปรับตัว → เข้าอีกครั้งในคลื่นขาขึ้น → ตามแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
2️⃣ SELL Scalp – ตอบสนองที่ Resistance (counter-trend)
หากราคาทดสอบอีกครั้งที่โซน 4,208 – 4,237 และสร้าง rejection ชัดเจน:
Entry: 4,218 – 4,230
SL: 4,245
TP1: 4,180
TP2: 4,151
→ Setup นี้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ยืดหยุ่น เล่นสั้น ไม่ถือคำสั่ง
🧠 มุมมองของ Vincent
โครงสร้างปัจจุบันถูกต้องมาก:
Impulsive Move → Short-term Distribution → Pullback กลับไปที่ Support → ต่อเนื่องคลื่นขาขึ้น
โซน 4,151 USD เป็นจุดสำคัญในการสังเกต
โซน 4,104 USD เป็นโซน BUY ที่ดีที่สุดหากตลาดต้องการล่อลวงสภาพคล่องลึกขึ้น
ตราบใดที่ราคายังไม่ทะลุ 4,104 USD ฝ่ายซื้อยังคงมีความได้เปรียบทั้งหมด
ยุติ SHUTDOWN! ตลาดผันผวนสูง เตรียมรับข้อมูลเศรษฐกิจ📊 Timeframe: 1h (Swing Trading) | 📈 XAU/USD:
วันที่: 14 พฤศจิกายน 2568 | 11:05 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยหลักและสถานการณ์ล่าสุด:
▪️ ยืนยันการขายทำกำไร: การยุติ US GOVERNMENT SHUTDOWN โดย ปธน. ทรัมป์ ได้กระตุ้นให้เกิด การขายสินทรัพย์ปลอดภัย (SAFE-HAVEN PROFIT-TAKING) อย่างรุนแรง ซึ่งทำให้ราคาทองคำอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุด
▪️ แรงหนุนระยะกลางยังอยู่: ตลาดกลับมามุ่งเน้นที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะทยอยเปิดเผย (ที่ถูกเลื่อนออกไป) โดยคาดการณ์ความอ่อนแอของตลาดแรงงาน จะยังคง หนุนความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4/1h:
▪️ โมเมนตัม: ราคาอยู่ในการ ย่อตัว (PULLBACK) ภายในช่องทางขาขึ้น (CHANNEL UP) โดยราคากำลังพยายามสะสมพลังอยู่เหนือแนวรับที่ถูกทะลุขึ้นมาก่อนหน้า (Breakout Level)
▪️ Liquidity Scan: อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ มีการทำ Liquidity Scan (การลงไปเก็บสภาพคล่อง) ที่โซนราคา $4,147 และราคากลับขึ้นมา ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงซื้อยังพยายามรักษาโมเมนตัมอยู่
▪️ RSI: ตัวชี้วัด RSI ได้ คลายความร้อนแรง (ออกจาก Overbought) ซึ่งทำให้ราคามีพื้นที่ในการวิ่งต่อไปได้หากมีแรงซื้อกลับเข้ามา
📌 แนวรับและแนวต้านที่ต้องติดตาม (CRITICAL LEVELS):
* แนวต้าน (RESISTANCE - จุดชี้ขาดทิศทาง):
* R1 (NEAR-TERM): $4,215 - $4,236 (หากทะลุ จะยืนยันการขึ้นต่อ)
* แนวรับ (SUPPORT - BUY-ON-DIP ZONES):
* S1 (CHANNEL SUPPORT): $4,120 - $4,147 (โซนที่อาจมีแรงซื้อกลับเข้ามา)
* S2 (KEY LEVEL): $4,083 - $4,105
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
ตลาดเข้าสู่สภาวะ "หลังเกิดเหตุการณ์" และกำลังรอข้อมูลเศรษฐกิจจริงที่จะมาในสัปดาห์หน้า การเทรดในช่วงนี้เน้นการ ระมัดระวังการเคลื่อนไหวแบบ SIDEWAYS
* คำแนะนำ: พิจารณาใช้กลยุทธ์ BUY-ON-DIP ที่บริเวณแนวรับ S1 หรือ S2 หากราคาอ่อนตัวลงมา โดยกำหนด Stop losss ที่เคร่งครัด เนื่องจากยังมีความผันผวนสูงจากปัจจัยข่าวที่เปลี่ยนไป
* หลักการบริหารความเสี่ยง: ควรลดขนาด LOT SIZE ลง หากเข้าเทรดในช่วงปิดสัปดาห์ เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงตลาดปิด (WEEKEND RISK)
ยูโรแข็งค่า ดอลลาร์อ่อน หุ้นทั่วโลกระสับรอเฟดตัดดอกเบี้ยค่าเงินยูโรเทียบดอลลาร์ (EUR/USD) ยังคงปรับตัวขึ้นเล็กน้อย และยังมีพื้นที่ให้ทดสอบช่วง 1.1700-1.1735 ก่อนที่จะเผชิญแรงปรับฐานในระยะกลาง ขณะที่ดัชนีดอลลาร์อ่อนตัวลงต่ำกว่า 99.45 และมีโอกาสปรับลงต่อสู่โซน 99-98 อีกทั้งคู่เงิน EUR/INR ยังคงมีทิศทางแข็งแกร่งเหนือระดับ 102.50 และมีแนวโน้มขยับขึ้นสู่บริเวณ 104.5 ส่วนค่าเงินยูโรเทียบเยน (EUR/JPY) กำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 180 หากไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ มีโอกาสปรับตัวกลับลงสู่ช่วง 178-176 แต่หากสามารถทะลุผ่านระดับดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน อาจเปิดทางให้ปรับขึ้นต่อไปยังบริเวณ 182-184 ในขณะเดียวกัน ดอลลาร์เทียบเยน (USD/JPY) เคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 155-154 และการหลุดกรอบดังกล่าวไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่งอาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้นสู่โซน 156-158 หรืออ่อนลงสู่ระดับ 152 ด้าน USD/CNY ยังคงทรงตัวเหนือแนวรับบริเวณ 7.0950 พร้อมความเป็นไปได้ที่จะดีดตัวขึ้น ส่วนค่าเงินออสซี่ถูกกดดันจากแนวต้านบริเวณ 0.6580 และยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด ขณะที่เงินปอนด์ยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงสู่โซน 1.30 ตราบใดที่ยังไม่สามารถผ่าน 1.3250 ได้ สำหรับค่าเงินบาทอินเดีย (USD/INR) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 88.50-88.85 และมีโอกาสอ่อนค่าต่อเมื่อหลุดต่ำกว่า 88.50 เท่านั้น
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและเข้าใกล้กรอบบนของช่วงการเคลื่อนไหวเดิม ทำให้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการเบรกขึ้นที่เคยคาดการณ์ไว้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ในยุโรป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีดีดตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและอยู่เพียงเล็กน้อยก่อนถึงแนวต้านสำคัญ ซึ่งหากสามารถทะลุขึ้นไปได้จะเป็นการลบล้างมุมมองเชิงลบก่อนหน้านี้ ด้านพันธบัตรรัฐบาลอินเดียอายุ 10 ปี (10Yr GoI) ยังคงยืนเหนือแนวรับได้ดีและมีโอกาสปรับขึ้นต่อ
ในตลาดหุ้น ดัชนีส่วนใหญ่ปรับตัวลงหลังการยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยาวนานที่สุด โดยบรรยากาศการลงทุนกลับมาให้ความสนใจกับการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2025 ดัชนีดาวโจนส์และดัชนี DAX ของเยอรมนีมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเพื่อลงไปทดสอบระดับ 47,000 และช่วง 24,000-23,500 ตามลำดับ ก่อนมีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลาง ส่วน Nifty ปิดบวกในวันก่อนและมีโอกาสขึ้นไปทดสอบระดับ 26,000 ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไร หลังจากนั้น ดัชนี Nikkei และ Shanghai ปรับตัวลดลง โดย Nikkei มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 49,000-52,000 ในระยะสั้น ขณะที่ดัชนี Shanghai คาดว่าจะทรงตัวในกรอบ 3,950-4,050
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวดีดขึ้นสวนความคาดหมายหลังรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาเปิดทำการ ซึ่งช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาด แต่ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังมีความเปราะบางตราบใดที่ยังอยู่ต่ำกว่า 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ต่ำกว่า 62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ภาพรวมยังมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อสู่โซน 60 และ 56 ดอลลาร์ ราคาทองคำยังคงทรงตัวแข็งแกร่งหลังจากทดสอบบริเวณ 4,250 ดอลลาร์ และมีโอกาสขยับขึ้นต่อสู่ช่วง 4,300-4,350 ดอลลาร์ ขณะที่ downside ดูจำกัดอยู่ใกล้ 4,000 ดอลลาร์ ด้านราคาโลหะเงินจำเป็นต้องทะลุขึ้นเหนือระดับ 54 ดอลลาร์อย่างมั่นคงเพื่อเปิดโอกาสขึ้นสู่ 55-56 ดอลลาร์ มิฉะนั้นมีความเสี่ยงที่จะปรับลงกลับสู่ระดับ 51-50 ดอลลาร์ ราคาทองแดงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 5.20-4.90 ดอลลาร์ และก๊าซธรรมชาติยังคงปรับตัวขึ้นตามคาดการณ์ โดยยังมีพื้นที่ให้ขยับสูงขึ้นสู่ช่วง 4.70-4.80 ดอลลาร์
Gold Trading Plan – 14 November 2025Gold Trading Plan – 14 November 2025 👇👇
🔹 Trend
D1: Uptrend / H4: Uptrend / H1: Sideways
🔹 Overview
Although gold is in an uptrend on the H4–H1 timeframes, the current H1 structure is moving sideways, which makes this area unfavorable for buying. The Sell side offers a better advantage, as long as the price does not break above 4234 (SL). There is a strong possibility for the price to drop toward 4162 (TP).
🔹 Summary
Sell Plan (Wait to sell around 4210–4214)
SL: 4234
TP: 4162
RR: 2
🔹 Caution
This plan reflects only the author’s personal perspective and does not constitute investment advice. Please use discretion and apply proper risk management.
บิทคอยน์:กรณีของความเชื่อมั่นและความอดทนในขณะที่เรายังคงเน้นย้ำ,วงจรอุบาทว์ใดๆของความอ่อนแอในตลาดการเข้ารหัสลับยังคงมีลั ในมุมมองของเรา,เสียงของความเชื่อมั่นในเชิงลบใดๆปรากฏอยู่ผิดที่เมื่อมองกับการกระท
เราได้เน้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่เรียบง่าย 50 สัปดาห์เป็นการสนับสนุนที่มีความหมายเป็นครั้งแ ตั้งแต่ทำลายเหนือระดับนี้ในปี 2023 ตลาดยังไม่ได้ปิดสัปดาห์ด้านล่างนี้ รูปแบบซ้ำตัวเองนี้สัปดาห์ที่ผ่านมาและเรากำลังเห็นการกระทำของราคาที่คล้ายกันอีกครั้ จากที่นี่เรากำลังมองหาต่อไปที่สำคัญต่ำที่สูงขึ้นด้วยแนวโน้มความเข้มแข็งโดยปิดรายสัปด
นอกจากนี้เรายังดูสูงในสัปดาห์นี้ในบิทคอยน์เพียงภายใต้ 107,500 แบ่งเหนือระดับที่จะตั้งรากฐานสำหรับการฟื้นตัวในวงกว้างข้ามการเข้ารหัสลับที่ซับซ้อน Seasยังทำงานในความโปรดปรานของการเข้ารหัสลับแม้จะเริ่มต้นช้าในไตรมาสที่ 4. ในอดีตไตรมาสที่ 4 ได้ส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและฉากหลังในปีนี้ของการเร่ง
เงื่อนไขแมโครจะกลายเป็นที่สนับสนุนมากขึ้นเมื่อความคาดหวังของอัตราเฟดเอียงกลับม ความเสี่ยงยังได้รับการทึบโดยการต่ออายุการซื้อดอกเบี้ยในหุ้นสหรัฐเพิ่มอีกปัจจัยสนับสนุนสำหรับการเข้ารหัสลับ
ท้ายที่สุดมันลงมาเพื่อความเชื่อมั่นและความอดทน งคงกำหนดไว้สำหรับการทำงานที่แข็งแกร่งในช่วงปลายปีหนึ่งที่สามารถใช้บิทคอยน์และ ถึงแม้ว่าแนวโน้มนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่น่าเชื่อถือและบิทคอยน์ยังคงพังทลายลงเราก็พยายามที่จะเห็นจุดอ่อนที่ขยายตัวต่ำกว่า 90,000 มากโดยมีแนวโน้มที่ตลาดจะสร้างความเสี่ยงที่ยาวนานในสิ่งที่หลายคนจะมองว่าเป็นระดับที่น่าสนใจสูง
การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
AUD/JPY พุ่งแตะสูงสุดรอบปีหลังตลาดแรงงานออสซี่แข็งแกร่ง**AUD/JPY กลับไปทดสอบระดับสูงสุดของปีใกล้ 101.60 หลังข้อมูลการจ้างงานออสเตรเลียออกมาดีเกินคาด**
คู่เงิน **AUD/JPY กระโดดขึ้นใกล้ระดับ 101.60** หลังการเปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานของออสเตรเลียที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์
ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีแนวโน้มที่จะ **ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย** เนื่องจากภาวะการจ้างงานยังคงแข็งแกร่งและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวขึ้น
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ทะไคจิ สนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายเศรษฐกิจ
ในช่วงการซื้อขายปลายเซสชั่นเอเชียวันพฤหัสบดี ค่าเงิน **AUD/JPY กลับไปทดสอบระดับสูงสุดของปีบริเวณ 101.60** โดยคู่เงินแข็งค่าขึ้นเมื่อดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ทำผลงานได้ดีกว่าสกุลเงินหลักอื่น ๆ หลังจากการเผยแพร่ข้อมูลตลาดแรงงานออสเตรเลียประจำเดือนตุลาคม
สำนักงานสถิติออสเตรเลียรายงานว่า เศรษฐกิจได้เพิ่มการจ้างงานใหม่ **42.2K ตำแหน่ง** มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 20K และสูงกว่าตัวเลขก่อนหน้า 12.8K (ปรับลดจาก 14.9K) นอกจากนี้ อัตราการว่างงานยังลดลงสู่ระดับ **4.3%** ดีกว่าคาดการณ์ที่ 4.4% และตัวเลขรายงานก่อนหน้าที่ 4.5%
สัญญาณของสภาวะตลาดแรงงานที่ดีขึ้นมักทำให้เทรดเดอร์ลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ในระยะสั้น
ก่อนหน้านี้ เทรดเดอร์ก็เริ่มลังเลที่จะคาดหวังว่า RBA จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อในออสเตรเลียยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในไตรมาสที่สาม **ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 1.3%** สูงกว่าไตรมาสสองที่ขยายตัวเพียง 0.7%
ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีแนวโน้ม **ไม่เข้มงวดนโยบายการเงินในเร็ว ๆ นี้** ความคาดหวังเชิงเข้มงวดต่อ BoJ ลดลงหลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ **ซะนาเอะ ทะไคจิ** แสดงท่าทีสนับสนุนนโยบายการคลังแบบขยายตัว
เมื่อวันพุธ นายกฯ ทะไคจิกล่าวหลังการประชุมสภานโยบายการคลังและเศรษฐกิจว่า
“นโยบายการเงินจำเป็นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านราคา”
SET50 Insights: ส่องทิศทาง S50Z25 ผ่านเลนส์ Data&AI | 11 พ.ย. 68🔥🔥ลุ้นข้ามต้าน 850 ! ฟอร์มขาขึ้นทางเทคนิคอีกครั้ง
📌 Data Checkpoints - เหตุการณ์สำคัญวันก่อน
🔴 ขึ้นทดสอบแนวต้านขาลงถึง3รอบตลอดทั้งวัน ยังไม่ผ่าน(แต่ใกล้แล้ว)
🔴 DELTA ตัวถ่วง ลงสวนตลาด
🔴 ต่างชาติขายไม่พัก วันที่3ติดต่อกัน อีก1,000ล้าน
🟢 มี Pattern Invesrse H&S เกิดขึ้น
🟢 ต่างประเทศขึ้นต่อ ลุ้นเปิดบวก
🟢 เก็งกำไรประกาศงบ คาดงบดีหนุนโทนบวก
⸻⸻
📉 Outlook&Tactical Plan - ภาพรวมแนวโน้มวันนี้
🔹Trend : วันนี้มีสิทธิเปิดโดดข้าม Trend Line(เส้นแดง) กลับไปฟอร์มตัวขาขึ้นกรอบเขียว โดยมี Pattern Inverted H&S สนับสนุน
🟢 Bullish Plan :
เทคนิคสวยกว่า ! หากย่อลงไม่หลุด 848-850 เลี้ยงตัวบน Trend line ลุ้นเก็บ
หรือ Follow ตามเมื่อผ่านแนวต้าน
🔴 Bearish Plan :
เชื่อพลังต่างชาติขาย ! มองไม่ผ่าน 853–855 แล้ว RSI เริ่มอ่อนตัว
มีโอกาสเห็นแรงขายพักฐานกลับลงมา 845–848
🟡 Sideway Plan :
หากราคาแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 845–853
ถือเป็นช่วง “สะสมพลัง” ก่อนเลือกทาง
⸻⸻
🎯 Key levels - โซนราคาสำคัญ
🛡️แนวรับ (Support) : 845-847 (จุดร่วม 8 Indicators)
⚔️แนวต้าน (Resistant) : 851-853 (จุดร่วม 6 Indicators)
*ดูจุดร่วมทางเทคนิคได้จากตาราง Price Distribution ในคอมเมนต์
⸻⸻
⚡ AI Probability & Forecast – คาดการณ์เหตุการณ์ที่น่าสนใจ
🔹 45% → Bullish Breakout (ผ่าน 853 ขึ้นสู่ 861–866)
หากราคาทะลุ Neckline พร้อม RSI > 55
🔹 35% → Sideway Consolidation (แกว่ง 845–853)
ตลาดรอแรงขับใหม่หลังดีดขึ้นแรงหลายวัน
คาดจะพักตัวบริเวณเส้น EMA25–75
🔹 20% → Bearish Pullback (พักฐานลง 841–837)
หากไม่สามารถยืนเหนือ 848 ได้และ MACD ตัดลง
มีโอกาสพักตัวสั้น ๆ ก่อนกลับมารีบาวด์
👀 สรุป : แรงซื้อช่วงบ่ายเมื่อวานทำเกมเปลี่ยนภาพเทคนิคกลับมาดูดี DELTA,หุ้นใหญ่ที่ลุ้นประกาศงบอาจกลับมาช่วยหนุนตลาด ถ้าวันนี้ยืน 850 หรือทะลุ 855 ได้ เสริมแรงบวกระยะสั้นต่อทั้งสัปดาห์
#TFEX #S50Z25 #SET #หุ้น #หุ้นไทย #ตลาดหุ้น #SET50 #derivatives
XAU/USD – การต่อสู้ก่อน CPI: Sideway หรือ Breakout?1. บริบทตลาด
รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดตัว 40 วัน (สถิติประวัติศาสตร์)
นักลงทุนยืนรอดูสถานการณ์ก่อนการประกาศ CPI พรุ่งนี้ → ตลาดมีแนวโน้ม sideway รอข่าว
2. การวิเคราะห์ทางเทคนิค (H1–M30)
ช่วงการแกว่งตัวหลัก: 4097–4148
ทะลุ 4097 → ปรับตัวลึกลงไปที่ 407x – 403x
ทะลุ 4148 → กระตุ้นการเพิ่มขึ้นระยะสั้น เป้าหมาย 418x – 4205
พื้นที่ตัดสินทิศทาง: 4097 & 4148
3. แผนการซื้อขาย
🎯 กลยุทธ์หลัก: ซื้อขายในช่วง (Sideway)
→ “ซื้อต่ำ – ขายสูง” ตามพื้นที่สนับสนุน/ต้านทาน
อัตราส่วน RR: 1:1 – 1:2 | SL: 10 จุด | TP: 10–20 จุด
พื้นที่ BUY:
4097–4100 (สนับสนุนแข็งแกร่ง) → TP 4110–4120
Buy scalp: 4120–4124 → TP 4140–4145
Buy swing: 407x / 403x (หากมีการตอบสนองของแท่งเทียน)
พื้นที่ SELL:
4145–4147 → TP 4125–4100
หากทะลุ 415x & retest, เปลี่ยนเป็น Buy breakout
→ Entry 4140–4145 | TP 416x–418x–4205
4. สรุป
แนวโน้มหลัก: Sideway รอข่าว CPI
กลยุทธ์: “ทะลุช่วงไหน เล่นช่วงนั้น”
พื้นที่สำคัญ:
ช่วงบน: 414x (Sell)
ช่วงล่าง: 4095–4100 (Buy)
พันล้านกับบร็อคโคลี่: ความลับของถั่วงอกคืออะไร?The Redoubling คือโครงการวิจัยของฉันเองใน TradingView ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบคำถามต่อไปนี้: ฉันจะต้องใช้เวลานานเท่าใดในการเพิ่มทุนเป็นสองเท่า บทความแต่ละบทความจะมุ่งเน้นไปที่บริษัทที่แตกต่างกันซึ่งฉันจะพยายามเพิ่มเข้าในพอร์ตโฟลิโอจำลองของฉัน ฉันจะใช้ราคาปิดของแท่งเทียนรายวันสุดท้ายในวันที่บทความถูกเผยแพร่เป็นราคาจำกัดการซื้อเริ่มต้น ฉันจะตัดสินใจทุกอย่างโดยอาศัยการวิเคราะห์พื้นฐาน นอกจากนี้ ฉันจะไม่ใช้ประโยชน์จากเลเวอเรจในการคำนวณ แต่ฉันจะลดทุนของฉันตามจำนวนคอมมิชชัน (0.1% ต่อการซื้อขาย) และภาษี (กำไรจากทุน 20% และเงินปันผล 25%) หากต้องการทราบราคาหุ้นของบริษัทในปัจจุบัน เพียงคลิกปุ่มเล่นบนแผนภูมิ แต่โปรดใช้สิ่งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเท่านั้น เพื่อให้คุณทราบว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
นี่คือภาพรวมโดยละเอียดของ Sprouts Farmers Market, Inc. NASDAQ:SFM :
1. พื้นที่หลักของกิจกรรม Sprouts Farmers Market เป็นบริษัทค้าปลีกที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเชี่ยวชาญด้านอาหารสดจากธรรมชาติและออร์แกนิก บริษัทดำเนินกิจการร้านขายของชำแบบเครือข่ายที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ "ร้านค้าจากฟาร์ม" โดยเน้นที่ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เน้นสุขภาพ และสินค้าที่คัดสรรมาเพื่อไลฟ์สไตล์โดยเฉพาะ อยู่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค/ค้าปลีกอาหาร และกลุ่มธุรกิจหมุนเวียนอยู่กับการค้าปลีกอาหารธรรมชาติและออร์แกนิกในสหรัฐอเมริกา
2. รูปแบบธุรกิจ Sprouts สร้างรายได้หลักจากการดำเนินงานร้านขายของชำปลีก (ธุรกิจถึงผู้บริโภค หรือ B2C) ลูกค้ามาเยี่ยมชมร้าน Sprouts เพื่อซื้อผลผลิตสด สินค้าออร์แกนิก/ธรรมชาติบรรจุหีบห่อ ร้านขายของชำ เบเกอรี่ อาหารแช่แข็ง และสินค้าชำอื่นๆ บริษัทยังลงทุนในการเปิดร้านใหม่และการเติบโตของยอดขายจากร้านเดิมเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวและผลกำไร นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการขยายพื้นที่ร้านค้า (สถานที่ตั้งใหม่) และความพยายามด้านประสิทธิภาพ (การปรับขนาดร้านค้า การปรับปรุงอัตรากำไร) เป็นส่วนหนึ่งของโมเดล
3. ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลัก แม้ว่า "ผลิตภัณฑ์" ในร้านค้าปลีกจะมีอยู่มากมาย แต่ประเด็นสำคัญที่ Sprouts นำเสนอ ได้แก่:
ผลิตผลสดที่ใจกลางร้านค้า (“มรดกจากแผงขายของฟาร์ม”)
สินค้าชำที่เป็นธรรมชาติ ออร์แกนิก และเป็นมิตรต่อไลฟ์สไตล์ รวมถึงตัวเลือกจากพืช ปราศจากกลูเตน และเป็นมิตรต่อคีโต/พาเลโอ
บริการร้านขายของชำ รวมถึง ร้านขายของชำ เบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์/อาหารทะเล อาหารจำนวนมาก แม้ว่าจะไม่มีการแบ่งรายได้ตามหมวดหมู่ให้สาธารณชนทราบ แต่การที่บริษัทมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงและเน้นด้านสุขภาพถือเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
4. ประเทศที่สำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ การดำเนินงานของ Sprouts อยู่ภายในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด บริษัทดำเนินกิจการร้านค้ามากกว่า 400 แห่งในหลายรัฐ เนื่องจากตลาดมีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ภูมิภาคที่สำคัญที่สุดจึงเป็นตลาดผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะรัฐที่ Sprouts มีความหนาแน่นสูง และมีความต้องการอาหารจากธรรมชาติ/ออร์แกนิกสูง
5. คู่แข่งหลัก คู่แข่งหลักของ Sprouts ได้แก่ เครือร้านขายของชำอื่นๆ ในสหรัฐฯ ที่เน้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ/ออร์แกนิก หรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่มีสินค้าสด/เพื่อสุขภาพหลากหลายชนิด ตัวอย่าง ได้แก่:
Whole Foods Market (เป็นเจ้าของโดย Amazon) – ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติ/ออร์แกนิกชั้นนำ
Kroger Co. – เครือร้านขายของชำขนาดใหญ่ที่แข่งขันกันในด้านผลิตภัณฑ์สดและเพื่อสุขภาพ
Publix Super Markets – ผู้เล่นระดับภูมิภาคที่มีแบรนด์ร้านค้าและเน้นที่ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่สด/ดีกว่า
Wegmans Food Markets และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมอื่นๆ การแข่งขันเกิดขึ้นจากการผสมผสานผลิตภัณฑ์ ราคา ประสบการณ์ในร้านค้า คุณภาพความสด/ผลผลิต และข้อเสนอสร้างความภักดี
6. ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไร ปัจจัยภายนอก:
ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหารจากธรรมชาติ ออร์แกนิก และเพื่อสุขภาพ: คำวิจารณ์ของ Sprouts เองเน้นย้ำว่าผลิตภัณฑ์ที่มี "ดีต่อสุขภาพ" ดึงดูดลูกค้าที่ยินดีจ่ายเงินมากขึ้น
การเติบโตของยอดขายในร้านเดียวกันและการเปิดร้านใหม่: ในช่วงล่าสุด Sprouts รายงานการเติบโตของยอดขายในร้านเดียวกันและยอดขายสุทธิ
แนวโน้มมหภาคที่เอื้อต่ออาหารสด/เพื่อสุขภาพ การรับประทานอาหารตามไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การซื้อของชำระดับพรีเมียม
ปัจจัยภายใน:
การเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้า: บริษัทได้หารือเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างอัตรากำไรและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินทุน (CapEx) ต่อร้านค้า
การผสมผสานผลิตภัณฑ์ที่คัดสรรและข้อเสนอที่เน้นไลฟ์สไตล์ (จากพืช ปราศจากกลูเตน ฯลฯ) ซึ่งอาจช่วยให้มีอัตรากำไรสูงกว่าร้านขายของชำขนาดใหญ่
โปรแกรมความภักดีและการตลาดที่มุ่งเน้นในการเพิ่มการรักษาลูกค้า ขนาดตะกร้าสินค้า และความถี่ในการซื้อ ตัวอย่างเช่น การอัปเกรดในกลุ่มผลิตภัณฑ์และความคิดริเริ่มด้านความภักดีได้รับการเน้นย้ำในความคิดเห็นของนักวิเคราะห์
7. ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อกำไรลดลง ปัจจัยภายนอก:
ตลาดค้าปลีกขายของชำที่มีการแข่งขันสูง: แรงกดดันด้านอัตรากำไรจากเครือข่ายระดับชาติ ร้านค้าลดราคา และร้านขายของชำออนไลน์
ภาวะเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนปัจจัยการผลิต (อาหาร แรงงาน พลังงาน) อาจทำให้กำไรลดลงหากไม่เพิ่มราคาให้ผู้บริโภคอย่างเต็มที่
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือการเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจทำให้การซื้อของชำที่เน้นคุณภาพหรือเพื่อสุขภาพลดลง
การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ (เช่น ต้นทุนการรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ภาษีนำเข้า/ส่งออก) อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหรือจำกัดความพร้อมจำหน่ายของผลิตภัณฑ์
ปัจจัยภายใน:
ความเสี่ยงในการดำเนินการขยายกิจการ: การเปิดร้านใหม่ต้องใช้เงินทุน และความเสี่ยงที่สาขาใหม่อาจมีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน
ความเสี่ยงด้านอัตรากำไรหากต้นทุนค่าจ้าง/สวัสดิการที่เพิ่มขึ้นทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง หรือหากการลดราคาเป็นสิ่งจำเป็นในการแข่งขัน
การพึ่งพาการวางตำแหน่งที่ “ดีต่อคุณ” หากช่องทางนั้นกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หรือคู่แข่งลอกเลียนแบบโมเดลดังกล่าว Sprouts อาจสูญเสียความแตกต่าง
อาจเกิดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากเกินไป (ขาดการกระจายความเสี่ยงในระดับนานาชาติ)
8. เสถียรภาพของฝ่ายบริหาร การเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหารในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา:
ไม่พบรายชื่อการเปลี่ยนแปลงของ CEO, CFO หรือประธานอย่างครบถ้วนในแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายในระหว่างการคัดกรองนี้ อย่างไรก็ตาม เอกสารการสัมพันธ์กับนักลงทุนของ Sprouts เน้นย้ำถึงความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจจัดสรรทุน เช่น โปรแกรมการซื้อหุ้นคืนจำนวนมาก
ผลกระทบต่อกลยุทธ์และวัฒนธรรมองค์กร:
บริษัทดูเหมือนว่าจะมีการมุ่งเน้นเชิงกลยุทธ์ที่มั่นคงในการขายของชำสดจากธรรมชาติ/ออร์แกนิก การปรับปรุงอัตรากำไร และการเติบโตของร้านค้า การตัดสินใจในการจัดสรรทุน (การเปิดร้าน วินัยด้าน CapEx การซื้อหุ้นคืน) ชี้ให้เห็นถึงลำดับความสำคัญของการลงทุนที่มีความสอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น การนำเสนอของพวกเขาสังเกตเห็น "โปรไฟล์อัตรากำไรที่ได้รับการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง"
หากการเปลี่ยนแปลงผู้นำเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย (กล่าวคือ ไม่มีการหยุดชะงักที่สำคัญใดๆ ปรากฏต่อสาธารณะ) ความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์ก็น่าจะยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีบันทึกการเปลี่ยนแปลงของฝ่ายบริหารโดยละเอียด ฉันจะไม่สามารถประเมินเสถียรภาพของฝ่ายบริหารได้อย่างชัดเจนเกินกว่าสิ่งที่นัยโดยความสอดคล้องของกลยุทธ์ที่ดำเนินอยู่
บริษัทแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวในด้านกำไรต่อหุ้นและรายได้รวม โดยได้รับการสนับสนุนจากวินัยเงินทุนหมุนเวียนที่แข็งแกร่ง ยอดขายคงค้างดูยอดเยี่ยม อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน และการเงินก็แข็งแกร่ง ตัวชี้วัดระดับปานกลาง เช่น ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นและอัตรากำไรขั้นต้นแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงที่สม่ำเสมอ ในขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงบวก และทั้งเจ้าหนี้และประสิทธิภาพของสินค้าคงคลังยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าอัตราส่วนปัจจุบันจะไม่แสดงความคืบหน้าและต้องมีการติดตามเพื่อความสมดุลของสภาพคล่อง ด้วยอัตราส่วน P/E ที่ 15 การประเมินมูลค่าจึงดูสมเหตุสมผลและสะท้อนถึงอัตรากำไรที่ปลอดภัยในระดับอัตราส่วนปัจจุบัน แม้ว่าตลาดจะมีปฏิกิริยาที่ไม่แน่นอนต่องบการเงินล่าสุด แต่ก็ยังไม่มีการระบุข่าวสำคัญใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพหรือบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการล้มละลาย เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การกระจายความเสี่ยงที่ 20 และความเบี่ยงเบนของราคาหุ้นปัจจุบันจากค่าเฉลี่ยรายปีมากกว่า 8 EPS จะมีการวางแผนจัดสรรเงินทุน 10% ในราคาปิดของวันซื้อขายสุดท้าย โดยรักษาตำแหน่งพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลอย่างดีและการเปิดรับความเสี่ยงอย่างมีวินัยที่สอดคล้องกับหลักการกระจายความเสี่ยง
ปอนด์อ่อนค่า นักลงทุนคาด BoE ลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคมปอนด์ร่วงแตะ 1.3140! ตลาดลุ้น BoE ลดดอกเบี้ยเดือนธันวาคม กดดันค่าเงินต่อเนื่อง
**การวิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงิน GBP/USD**
**การเคลื่อนไหวของค่าเงิน**
ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ (GBP/USD) อ่อนค่าลงต่ำกว่า 1.3150 เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม โดยคู่สกุลเงินนี้ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่สองติดต่อกัน และซื้อขายอยู่บริเวณระดับ 1.3140 ในช่วงการซื้อขายของภูมิภาคเอเชียเมื่อวันพุธที่ผ่านมา การอ่อนค่าของปอนด์มีสาเหตุจากแรงกดดันของกระแสคาดการณ์การลดดอกเบี้ย ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley, Citigroup และ UBS Global Research ต่างปรับมุมมองคาดว่า BoE จะลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 3.75%
**มุมมองจากผู้กำหนดนโยบายของ BoE**
เมแกน กรีน (Megan Greene) หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BoE แสดงความเห็นเมื่อวันอังคารว่า เธอยังไม่มั่นใจว่านโยบายการเงินของสหราชอาณาจักรในปัจจุบันเข้มงวดเพียงพอ เธอกล่าวว่าข้อมูลการปรับค่าจ้างที่คาดการณ์ไว้สำหรับปีหน้ามีระดับสูงกว่าที่ต้องการ และแสดงความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อในสหราชอาณาจักร ซึ่งบ่งชี้ว่านโยบายการเงินอาจจำเป็นต้องเข้มงวดกว่านี้ นอกจากนี้ กรีนยังเน้นว่าการบริหารความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายของ BoE ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์
**ปัจจัยจากสหรัฐฯ และการแข็งค่าของดอลลาร์**
ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการเปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากที่วุฒิสภาผ่านร่างกฎหมายเพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ โดยสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะลงมติในวันพุธ ก่อนส่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนาม ซึ่งจะเป็นการเปิดหน่วยงานของรัฐ ส่งผลให้ข้าราชการได้รับเงินเดือน และสามารถเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจที่ถูกชะลอได้ตามปกติ
**ข้อมูลแรงงานและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ**
ข้อมูลการจ้างงานจากสถาบัน ADP ที่ประกาศเมื่อวันอังคารออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งยิ่งหนุนให้ตลาดคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในเดือนธันวาคม โดยข้อมูลระบุว่านายจ้างเอกชนลดจำนวนพนักงานเฉลี่ย 11,250 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วงสี่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ตุลาคม ลดลงจากค่าเฉลี่ยก่อนหน้าที่ 14,250 ตำแหน่ง เครื่องมือ CME FedWatch แสดงให้เห็นว่าตลาดให้น้ำหนักถึง 68% ที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดพื้นฐานในเดือนธันวาคม
**สรุปภาพรวม**
โดยรวมแล้ว ปัจจัยกดดันต่อค่าเงินปอนด์มาจากความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ BoE และความไม่มั่นใจในภาวะเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักร ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์การเมืองในประเทศสหรัฐฯ และความคาดการณ์เรื่องนโยบายการเงินของ Fed ที่อาจเปลี่ยนแปลงในระยะสั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้ GBP/USD เคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์.
รอทดสอบแนวต้าน $4,150-4,155 ลุ้นทะลุทำ NEW HIGH📊 Timeframe: H1
วันที่: 12 พฤศจิกายน 2568 | 11:42 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ แรงหนุนต่อเนื่อง: ราคาทองคำยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังที่ FED จะคงนโยบายผ่อนคลาย (RATE CUT BETS) เนื่องจากคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ถูกเลื่อนออกไปจะออกมาอ่อนแอ
▪️ DXY อ่อนค่า: แนวโน้ม DOVISH ของ FED ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อทองคำ
▪️ ข้อควรระวัง: แม้จะมีแรงหนุน แต่ตลาดกำลังจับตาผลการโหวตของสภาผู้แทนฯ (วันนี้) เพื่อยุติ SHUTDOWN ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจทำให้เกิดการขายทำกำไรระยะสั้น
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาอยู่ในโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่ง และกำลังสะสมพลังรอบ $4,100
▪️ คลื่นลูกที่ 4: อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ มีการก่อตัวของคลื่นลูกที่ 4 (ELLIOTT WAVE 4) ซึ่งบ่งชี้ว่าราคากำลังเตรียมพร้อมสำหรับคลื่นลูกที่ 5 หากสามารถทะลุแนวต้านปัจจุบันได้
▪️ Resistance Zone: ราคากำลังเผชิญโซนแนวต้านสำคัญที่ $4,150–$4,155 ซึ่งเป็นจุดชี้ขาดทิศทาง (BREAKOUT POINT) สำหรับการวิ่งไปยัง $4,200 และ $4,236
📌 แนวรับและแนวต้านที่ต้องติดตาม:
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (BREAKOUT ZONE): $4,150 - $4,155
* R2 (TARGET): $4,170 / $4,208 / $4,236
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (NEAR-TERM DEMAND): $4,090 - $4,092 (จุดที่บทวิเคราะห์ระบุให้เป็น BUY ZONE)
* S2 (KEY SUPPORT): $4,059 (แนวรับจากการทะลุครั้งก่อน)
🚨ความคิดเห็นส่วนตัว:
ในสภาวะที่ตลาดกำลังลุ้น BREAKOUT ที่แนวต้าน $4,150 กลยุทธ์ที่สำคัญคือการตั้งรับที่แนวรับที่แข็งแกร่งและกำหนด STOP LOSS ที่เคร่งครัด
* คำแนะนำ: พิจารณาการเข้าซื้อ (BUY) ในจังหวะย่อตัวลงมาใกล้แนวรับ S1 ($4,090 - $4,092) หรือ S2 ($4,059) เพื่อจำกัดความเสี่ยง
* หลักการบริหารความเสี่ยง: การวางแผนสำหรับสถานการณ์ SELL (บริเวณ $4,198 - $4,200 ระมัดระวังหากทะลุ $4,205) กลยุทธ์ COUNTER-TREND ที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด ควรเคร่งครัดเรื่อง Stop losss และ LOT SIZE อย่างยิ่ง
USD/JPY: การปรับตัวขึ้นต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00**USD/JPY: การปรับตัวขึ้นต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00**
ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อาจทดสอบระดับ 154.45 เมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY); อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00 ในระยะยาว ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 153.10 ถึง 155.00 ตามการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์อัตราแลกเปลี่ยนจากกลุ่ม UOB คือ **Quek Ser Leang** และ **Peter Chia**
---
### **ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบระยะนี้**
**มุมมองระยะ 24 ชั่วโมง:**
“เราสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงต้นการซื้อขายในเอเชียเมื่อวานนี้ ขณะที่ USD อยู่ที่ระดับ 153.70 ว่ามี ‘การเริ่มก่อตัวของแรงส่งขาขึ้นอย่างระมัดระวัง’ แม้เราจะระบุว่า USD ‘อาจทดสอบระดับ 154.10’ แต่เราก็ชี้ว่า ‘จากแรงส่งในขณะนี้ ดูเหมือนไม่น่าจะทะลุขึ้นไปเหนือระดับนี้อย่างชัดเจนได้’ เราคาดการณ์ถูกในประเด็นแรกแต่ไม่ถูกในประเด็นที่สอง เนื่องจาก USD ปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 154.25
แรงส่งขาขึ้นเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มากนัก วันนี้ USD อาจทดสอบระดับ 154.45 การปรับตัวขึ้นเหนือระดับนี้ต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00 ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 153.90 และถัดไปที่ 153.60”
---
**มุมมองระยะ 1–3 สัปดาห์:**
“เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (7 พฤศจิกายน ขณะที่ราคาอยู่ที่ 153.00) เราระบุว่า USD ‘มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวด้วยอคติขาลง’ หลังจาก USD ดีดกลับขึ้นมา เราได้กล่าวเมื่อวานนี้ (10 พฤศจิกายน ขณะที่ราคาอยู่ที่ 153.70) ว่า ‘หาก USD ทะลุระดับ 154.10 ซึ่งเป็นแนวต้านแข็งแกร่ง จะบ่งชี้ว่า USD มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบมากกว่าจะมีอคติขาลง’ จากนั้น USD ก็ปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 154.25
ดังที่ได้กล่าวไว้ ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบในตอนนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 153.10 ถึง 155.00”
---
**สรุปโดยรวม:**
แนวโน้มในระยะสั้นของ USD/JPY ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ โดยแรงส่งขาขึ้นเริ่มชัดเจนแต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะทะลุแนวต้านใหญ่ที่ 155.00 ได้ ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ในช่วง 153.60–153.90 ซึ่งหากหลุดระดับดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้มีแรงขายเพิ่มขึ้นอีกครั้งในระยะต่อไป.






















