รอทดสอบแนวต้าน $4,150-4,155 ลุ้นทะลุทำ NEW HIGH📊 Timeframe: H1
วันที่: 12 พฤศจิกายน 2568 | 11:42 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ แรงหนุนต่อเนื่อง: ราคาทองคำยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความคาดหวังที่ FED จะคงนโยบายผ่อนคลาย (RATE CUT BETS) เนื่องจากคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ถูกเลื่อนออกไปจะออกมาอ่อนแอ
▪️ DXY อ่อนค่า: แนวโน้ม DOVISH ของ FED ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อทองคำ
▪️ ข้อควรระวัง: แม้จะมีแรงหนุน แต่ตลาดกำลังจับตาผลการโหวตของสภาผู้แทนฯ (วันนี้) เพื่อยุติ SHUTDOWN ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจทำให้เกิดการขายทำกำไรระยะสั้น
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาอยู่ในโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่ง และกำลังสะสมพลังรอบ $4,100
▪️ คลื่นลูกที่ 4: อ้างอิงจากบทวิเคราะห์ มีการก่อตัวของคลื่นลูกที่ 4 (ELLIOTT WAVE 4) ซึ่งบ่งชี้ว่าราคากำลังเตรียมพร้อมสำหรับคลื่นลูกที่ 5 หากสามารถทะลุแนวต้านปัจจุบันได้
▪️ Resistance Zone: ราคากำลังเผชิญโซนแนวต้านสำคัญที่ $4,150–$4,155 ซึ่งเป็นจุดชี้ขาดทิศทาง (BREAKOUT POINT) สำหรับการวิ่งไปยัง $4,200 และ $4,236
📌 แนวรับและแนวต้านที่ต้องติดตาม:
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (BREAKOUT ZONE): $4,150 - $4,155
* R2 (TARGET): $4,170 / $4,208 / $4,236
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (NEAR-TERM DEMAND): $4,090 - $4,092 (จุดที่บทวิเคราะห์ระบุให้เป็น BUY ZONE)
* S2 (KEY SUPPORT): $4,059 (แนวรับจากการทะลุครั้งก่อน)
🚨ความคิดเห็นส่วนตัว:
ในสภาวะที่ตลาดกำลังลุ้น BREAKOUT ที่แนวต้าน $4,150 กลยุทธ์ที่สำคัญคือการตั้งรับที่แนวรับที่แข็งแกร่งและกำหนด STOP LOSS ที่เคร่งครัด
* คำแนะนำ: พิจารณาการเข้าซื้อ (BUY) ในจังหวะย่อตัวลงมาใกล้แนวรับ S1 ($4,090 - $4,092) หรือ S2 ($4,059) เพื่อจำกัดความเสี่ยง
* หลักการบริหารความเสี่ยง: การวางแผนสำหรับสถานการณ์ SELL (บริเวณ $4,198 - $4,200 ระมัดระวังหากทะลุ $4,205) กลยุทธ์ COUNTER-TREND ที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด ควรเคร่งครัดเรื่อง Stop losss และ LOT SIZE อย่างยิ่ง
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
USD/JPY: การปรับตัวขึ้นต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00**USD/JPY: การปรับตัวขึ้นต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00**
ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อาจทดสอบระดับ 154.45 เมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY); อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00 ในระยะยาว ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 153.10 ถึง 155.00 ตามการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์อัตราแลกเปลี่ยนจากกลุ่ม UOB คือ **Quek Ser Leang** และ **Peter Chia**
---
### **ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบระยะนี้**
**มุมมองระยะ 24 ชั่วโมง:**
“เราสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงต้นการซื้อขายในเอเชียเมื่อวานนี้ ขณะที่ USD อยู่ที่ระดับ 153.70 ว่ามี ‘การเริ่มก่อตัวของแรงส่งขาขึ้นอย่างระมัดระวัง’ แม้เราจะระบุว่า USD ‘อาจทดสอบระดับ 154.10’ แต่เราก็ชี้ว่า ‘จากแรงส่งในขณะนี้ ดูเหมือนไม่น่าจะทะลุขึ้นไปเหนือระดับนี้อย่างชัดเจนได้’ เราคาดการณ์ถูกในประเด็นแรกแต่ไม่ถูกในประเด็นที่สอง เนื่องจาก USD ปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 154.25
แรงส่งขาขึ้นเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มากนัก วันนี้ USD อาจทดสอบระดับ 154.45 การปรับตัวขึ้นเหนือระดับนี้ต่อไปไม่น่าจะถึงแนวต้านหลักที่ 155.00 ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 153.90 และถัดไปที่ 153.60”
---
**มุมมองระยะ 1–3 สัปดาห์:**
“เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (7 พฤศจิกายน ขณะที่ราคาอยู่ที่ 153.00) เราระบุว่า USD ‘มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวด้วยอคติขาลง’ หลังจาก USD ดีดกลับขึ้นมา เราได้กล่าวเมื่อวานนี้ (10 พฤศจิกายน ขณะที่ราคาอยู่ที่ 153.70) ว่า ‘หาก USD ทะลุระดับ 154.10 ซึ่งเป็นแนวต้านแข็งแกร่ง จะบ่งชี้ว่า USD มีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวในกรอบมากกว่าจะมีอคติขาลง’ จากนั้น USD ก็ปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 154.25
ดังที่ได้กล่าวไว้ ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในกรอบในตอนนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 153.10 ถึง 155.00”
---
**สรุปโดยรวม:**
แนวโน้มในระยะสั้นของ USD/JPY ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ โดยแรงส่งขาขึ้นเริ่มชัดเจนแต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะทะลุแนวต้านใหญ่ที่ 155.00 ได้ ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ในช่วง 153.60–153.90 ซึ่งหากหลุดระดับดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้มีแรงขายเพิ่มขึ้นอีกครั้งในระยะต่อไป.
ราคาทองคำฟื้นตัวและเพิ่มขึ้นจริงหรือ?📊 Timeframe: H4 : ยืนยัน BREAKOUT! ราคาพุ่งทะลุ $4,100
วันที่: 11 พฤศจิกายน 2568 | 15:20 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ยืนยัน Bullish: ราคาทองคำได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากปัจจัย SAFE-HAVEN (US Government Shutdown) และความคาดหวังในการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED
▪️ ความเสี่ยง: การยุติ Government Shutdown ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ อาจนำมาซึ่งการขายทำกำไร (PROFIT-TAKING) และทำให้ราคาเกิดการปรับฐานลงอย่างรุนแรงในระยะสั้น
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND) :
▪️ ยืนยัน BREAKOUT: ราคาได้ ทะลุระดับจิตวิทยา $4,100 และแนวต้านที่สำคัญ (อ้างอิงตามกราฟล่าสุดที่ระดับ $4,138) บ่งชี้ถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่ง
▪️ RSI: ตัวชี้วัด RSI อยู่ในโซน ซื้อมากเกินไป (OVERBOUGHT) อย่างชัดเจน (71.77 ตามกราฟ) ซึ่งเตือนถึงความเสี่ยงของการพักฐาน
▪️ แนวต้านถัดไป: เป้าหมายถัดไปตามการวิเคราะห์ของท่านคือ 4,170, 4,208 และ 4,236 เหรียญ
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE) H4:
* แนวต้าน (RESISTANCE - TARGETS):
* R1 (NEAR-TERM TARGET): 4,170 เหรียญ
* R2 (KEY TARGET): 4,208 เหรียญ
* R3 (FINAL TARGET): 4,236 เหรียญ
* แนวรับ (SUPPORT - PULLBACK ZONES):
* S1 (FIBO 38.2%): 4,115 - 4,104 เหรียญ (แนวรับจากการพักตัวที่อาจเกิดขึ้น)
* S2 (BREAKOUT LEVEL): 4,059 เหรียญ (แนวรับหลักของโซนที่ถูกทะลุ)
🚨 ข้อเสนอแนะ:
ในสภาวะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรงและอยู่ในโซน OVERBOUGHT ความเสี่ยงของการกลับตัว (PULLBACK) มีสูงมาก นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
* คำแนะนำ: หากท่านต้องการเข้าซื้อ (BUY) ควรพิจารณา รอการพักฐาน (BUY-ON-DIP) ที่บริเวณแนวรับ S1 หรือ S2 ร่วมกับการกำหนด Stop losss ที่เคร่งครัด
* หลักการบริหารความเสี่ยง: การตั้งค่า Stop losss และการบริหาร LOT SIZE (ตามหลักการ 4-6% TP, 2-3% SL) เป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการกับความผันผวนสูงในสภาวะตลาดปัจจุบัน
ยูโรอาจแข็งค่าขึ้นจากนโยบาย ECB ขณะปอนด์อ่อนแรงค่าเงิน **EUR/GBP** ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่า 0.8800 โดยแนวโน้มขาลงดูเหมือนจะมีขอบเขตจำกัด เนื่องจากความแตกต่างในนโยบายการเงินระหว่าง **ธนาคารกลางยุโรป (ECB)** และ **ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)**
### ภาพรวมตลาด
ในวันจันทร์ ค่าเงิน **EUR/GBP** เคลื่อนไหวอย่างซบเซาต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยซื้อขายอยู่บริเวณ 0.8790 ในช่วงเวลาทำการของยุโรป แนวโน้มขาลงของคู่เงินนี้อาจถูกจำกัด เนื่องจากเงินยูโร (EUR) ได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศระมัดระวังต่อทิศทางนโยบายของ **ECB** โดยตลาดการเงินคาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ ตลาดเงินได้ปรับลดโอกาสที่ ECB จะปรับลดดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน 2026 เหลือเพียง 45% จากที่เคยอยู่ในระดับกว่า 80% เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
### ท่าทีของผู้กำหนดนโยบาย ECB
**หลุยส์ เด กินดอส (Luis de Guindos)** รองประธาน ECB กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ยังไม่จำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ เว้นแต่แนวโน้มเงินเฟ้อหรือการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไป เด กินดอสระบุเพิ่มเติมว่า ภาคบริการและค่าจ้างกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง เงินเฟ้อกำลังเข้าใกล้เป้าหมายที่ 2% และแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นบวก แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่อ่อนแอ
ขณะเดียวกัน **ฟรองซัว วีลเลอรัว เด กัลโฮ (Francois Villeroy de Galhau)** สมาชิกคณะกรรมการ ECB เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคงทางเลือกด้านนโยบายไว้ให้เปิดกว้าง ส่วน **โยอาคิม นาเกล (Joachim Nagel)** สมาชิกอีกคนหนึ่งของคณะกรรมการได้เรียกร้องให้มีความระมัดระวังต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อ ทั้งนี้ เด กินดอสยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หากอัตราเงินเฟ้อลดลงต่ำกว่า 2% ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นเพียงภาวะชั่วคราว
### ทิศทางของเงินปอนด์และผลต่อคู่เงิน EUR/GBP
ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) อาจเผชิญแรงกดดันในทิศทางขาลง เนื่องจากความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่า **ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)** จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ โดยผู้ว่าการธนาคาร **แอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey)** ได้ส่งสัญญาณว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในไม่ช้า นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางได้เน้นย้ำว่า การผ่อนคลายนโยบายในอนาคตจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นสำคัญ
### บทสรุป
โดยสรุป คู่เงิน **EUR/GBP** มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้น เนื่องจากแรงหนุนจากฝั่งยูโรที่ได้รับผลดีจากจุดยืนระมัดระวังของ ECB ในขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงจากการคาดการณ์เรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ BoE ในปลายปีนี้ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความแตกต่างในทิศทางนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของคู่เงินนี้ต่อไปในระยะกลาง
XAU/USD: BREAKOUT! ทะลุแนวต้านสำคัญ มุ่งสู่ $4,120📊 Timeframe: H4 (Swing Trading) | 10 - 14 พฤศจิกายน 2568 |
วันที่: 10 พฤศจิกายน 2568 | 14:18 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ปัจจัยหนุน (BULLISH): ตลาดยังคงเพิ่มการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของ FED (RATE CUT BETS) หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลง ซึ่งลดต้นทุนการถือครองทองคำ
▪️ ปัจจัยกดดัน (BEARISH): วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังลงคะแนนเพื่อยุติ US GOVERNMENT SHUTDOWN หากสำเร็จจะลดความกังวลในตลาด (RISK-OFF) และกดดันราคาทองคำในฐานะ SAFE-HAVEN
▪️ ข้อสังเกต: การผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจฉุดราคาลงในระยะสั้น
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาทองคำได้ ฟื้นตัวและทะลุแนวต้าน (BREAKOUT) อย่างชัดเจนในช่วงเปิดสัปดาห์ บ่งชี้ถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่ง (STRONG BULLISH MOMENTUM)
▪️ ทิศทางปัจจุบัน: ราคากำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ $4087 และมีเป้าหมายหลักในการทดสอบโซน SUPPLY ถัดไป
▪️ สัญญาณ RSI: RSI อยู่ในโซน OVERBOUGHT (80.93) ซึ่งเตือนถึงความเสี่ยงของการขายทำกำไร (PROFIT-TAKING SELL-OFF) ในระยะสั้น
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE) H4:
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (KEY ZONE): $4120 - $4144 (โซน SUPPLY หลัก/เป้าหมายถัดไป)
* R2 (MAJOR TARGET): $4166
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (BREAKOUT LEVEL/DEMAND): $4019 - $4029 (แนวต้านเดิมที่เปลี่ยนเป็นแนวรับ)
* S2 (MID-TERM): $3955 - $3960
* S3 (MAJOR DEMAND): $3920
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
ในสภาวะที่ราคาเกิด BREAKOUT และ RSI อยู่ในโซน OVERBOUGHT การบริหารความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
* คำแนะนำ: หากท่านตัดสินใจเข้า POSITION ในบริเวณราคาที่กำหนด โปรดปรึกษาเพื่อวางแผนบริหารความเสี่ยงในการตั้งค่า STOPLOSS และ LOT SIZE ให้เหมาะสม โดยพิจารณาความเสี่ยงของการดีดตัวกลับ (PULLBACK) จากโซน OVERBOUGHT
วุฒิสภาพร้อมที่จะยุติการปิดรัฐบาล? คัมแบ็กดัชนีราคาผู้ค้าตาทำลาย:พรรคประชาธิปัตย์วุฒิสภาอาจพร้อมที่จะสนับสนุนแพคเกจของการใช้จ่ายค่าใช้จ่ายและมาตรการการระดมทุนระยะสั้น,หมายความว่าการปิดตัวของรัฐบาลที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์เร็วๆนี้จะมาถึงจุดสิ้นสุด.
ดัชนีราคาผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้น(ดัชนีราคาผู้บริโภค)การเปิดตัวจะเป็นจุดข้อมูลที่สำคัญสำหรับตล อย่างไรก็ตามการปิดเครื่องได้หยุดชะงักการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว นส่วนของข้อมูลอัตราเงินเฟ้ออาจจะล่าช้าหรือถูกต้องน้อยกว่าปกติ
เปอร์เซนต์รายการสั่งซื้อ เปอร์เซนต์รายการสั่งซื้อ
ทองคำสะสมพลังรอบ $4,000 รับปัจจัยบวก (US Shutdown/Fed Rate Cut)**📊 Timeframe: H4 (Swing Trading) | 10 - 14 พฤศจิกายน 2568 |**
วันที่: 9 พฤศจิกายน 2568 | 20:12 น.
**📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK) สัปดาห์หน้า:**
▪️ **ปัจจัยหนุนหลัก (BULLISH):** การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ (ONGOING US GOVERNMENT SHUTDOWN) และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ในเดือนธันวาคม (จากข้อมูล CONSUMER SENTIMENT ที่อ่อนแอ) หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (SAFE-HAVEN)
▪️ **ภาวะตลาด:** ตลาดอยู่ในโหมดรอคอย (WAIT-AND-SEE MODE) เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญหลายตัวถูกเลื่อนออกไป
▪️ **ความผันผวน:** แม้จะมีแรงซื้อจากความเสี่ยง (RISK AVERSION) แต่การเคลื่อนไหวของราคาคาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบจำกัด จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจนมาผลักดันราคา
**📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H4 (TECHNICAL TREND):**
▪️ **แนวโน้มหลัก:** ราคาเคลื่อนไหวในรูปแบบ **สามเหลี่ยมสะสมราคา (SYMMETRICAL TRIANGLE/ACCUMULATION)** ใต้ระดับ $4,000 ซึ่งบ่งชี้ถึงการรอเลือกทิศทางครั้งใหญ่ (MAJOR BREAKOUT)
▪️ **ทิศทางปัจจุบัน:** ราคาดีดตัวกลับมาจากแนวรับด้านล่างของสามเหลี่ยม แต่ยังคงถูกจำกัดโดยแนวต้านของรูปแบบ
▪️ **ความเสี่ยง:** การหลุดแนวรับสำคัญที่ $3,960 ลงไป จะเปลี่ยนมุมมองเป็นขาลง (BEARISH) ในระยะสั้น
**📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE) H4:**
* **แนวต้าน (RESISTANCE):**
* **R1 (TRIANGLE APEX):** $4028 (ระดับแนวต้านของสามเหลี่ยม / โซนที่อาจเกิดการปฏิเสธราคา)
* **R2 (KEY LEVEL):** $4083
* **R3 (MAJOR SUPPLY):** $4144
* **แนวรับ (SUPPORT):**
* **S1 (TRIANGLE BASE/PSYCHOLOGICAL):** $3960 - $3961 (แนวรับหลักของรูปแบบสามเหลี่ยม)
* **S2 (MID-TERM):** $3915
* **S3 (MAJOR DEMAND):** $3883 - $3887 (ระดับ LOW ที่สำคัญ)
**🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:**
ในสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง **การซื้อขายในกรอบสามเหลี่ยมมีความเสี่ยงสูง** การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
* **คำแนะนำจากบทวิเคราะห์:** มีการระบุ KEY AREAS ที่ชัดเจน ($4028 และ $3961) สำหรับการสังเกตการกลับตัวหรือการทะลุ
* **หลักการบริหารความเสี่ยง:** การคำนวณ LOT SIZE ให้เหมาะสมกับทุน (4-6% TP, 2-3% SL) เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากตลาดต้องการความอดทนในการรอให้ราคาเลือกทาง
ท่านต้องการปรึกษาเพื่อวางแผนบริหารความเสี่ยงสำหรับ **การเข้า SELL** เมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน $4028 หรือ **การเข้า BUY** เมื่อราคาเข้าใกล้แนวรับ $3961 หรือไม่ครับ?
วันที่ 7 พฤศจิกายน ทองคำจะเป็นอย่างไร?📉 1. โครงสร้างราคา & เส้นเทรนด์ไลน์
ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่ในรูปแบบ สามเหลี่ยมสมมาตร (Symmetrical Triangle):
เส้นเทรนด์ไลน์ด้านบน (สีดำเข้ม): เชื่อมจุดยอดที่ลดต่ำลง → แนวต้านหลักของแนวโน้มขาลง
เส้นเทรนด์ไลน์ด้านล่าง (สีแดง): เชื่อมจุดต่ำที่สูงขึ้น → แนวรับแบบไดนามิก
→ รูปแบบนี้แสดงถึงภาวะสะสมก่อนที่จะเกิดการเบรกเอาท์ที่ชัดเจน
🧭 2. โซนแนวต้าน
บริเวณ 4,000 – 4,030:
ตรงกับ Fibo 0.382 – 0.5 ของคลื่นขาลงก่อนหน้า
ตรงกับเส้น EMA 37 & 89 → สร้างโซนแนวต้านที่แข็งแรง
นี่คือแนวต้านสำคัญที่มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะถูกปฏิเสธ
💎 3. โซนแนวรับ
แนวรับใกล้: 3,965 – 3,970 → ขอบล่างของสามเหลี่ยม + Fibo 0.5
แนวรับแข็งแกร่ง: 3,920 – 3,880 → โซนจุดต่ำก่อนหน้า + Fibo 0.618 – 1.0
→ หากราคาทะลุเส้นเทรนด์สีแดง เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,880
📊 แผนเทรดทองคำ (GOLD)
SELL GOLD: 4028 - 4030
Stoploss: 4037
Take profit: 50 - 200 - 400 pips
BUY GOLD: 3892 - 3890
Stoploss: 3885
Take profit: 50 - 200 - 400 pips
แรงซื้อฟื้นตัวใกล้ $4,000 ท่ามกลางความกังวลรัฐบาลสหรัฐฯ📈 บทวิเคราะห์ XAU/USD (H1/H4) และปัจจัยพื้นฐาน
วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568, 12:27 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ปัจจัยหนุน (BULLISH): ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (SAFE-HAVEN DEMAND) เพิ่มขึ้นจากความกังวลต่อการปิดหน่วยงานราชการสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางภาษี
▪️ คาดการณ์ดอกเบี้ย: ผลสำรวจการจ้างงานที่อ่อนแอลง สนับสนุนการคาดการณ์ว่า FED จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
▪️ ปัจจัยจำกัด: การเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (MILD USD BUYING) ยังคงจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H1 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาอยู่ในช่วงสะสมพลังและแกว่งตัวในกรอบ (ACCUMULATION AND SIDEWAYS) ใต้ระดับ $4,000
▪️ ทิศทางปัจจุบัน: ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในช่องทางขาขึ้นเล็กน้อย (UPWARD CHANNEL) และกำลังรีบาวด์จากแรงขายเมื่อวาน
▪️ สัญญาณสำคัญ: ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถทะลุโซน SUPPLY หลัก ($4015 - $4030) ขึ้นไปได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มระยะสั้นยังคงจำกัด
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE):
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (NEAR-TERM SUPPLY): $4015 - $4030 (โซน SUPPLY/ระดับ BREAKOUT)
* R2 (MID-TERM): $4048 - $4059 (ระดับที่อาจมีแรงขายหนาแน่น)
* R3 (MAJOR): $4082 - $4092
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (NEAR-TERM DEMAND): $3942 - $3955 (แนวรับของ UPWARD CHANNEL และโซน DEMAND)
* S2 (MID-TERM): $3902 - $3915
* S3 (MAJOR DEMAND): $3887 - $3900 (โซน DEMAND หลัก)
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
ตลาดกำลังแสดงความขัดแย้งระหว่างแรงกดดันระยะสั้น (USD BUYING) และแรงหนุนระยะยาว (SAFE-HAVEN DEMAND) การซื้อขายในโซนสะสมราคานี้มีความเสี่ยงสูง
DXY ฟื้นตัว—ราคาทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันในการขายต่ำกว่า $4000📈 บทวิเคราะห์ XAU/USD (H1) และปัจจัยพื้นฐาน
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568, 12:25 น.
📌 ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน (FUNDAMENTAL OUTLOOK):
▪️ ปัจจัยกดดัน (BEARISH): ราคาทองคำอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการฟื้นตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY RECOVERS)
▪️ ตัวเลขเศรษฐกิจ: รายงานการจ้างงานภาคเอกชน ADP ที่แข็งแกร่งกว่าคาด (เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่ง) บ่งชี้ถึงความมีเสถียรภาพในตลาดแรงงาน ซึ่งสนับสนุนแนวโน้มที่ FED อาจคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง
▪️ ความเคลื่อนไหวสำคัญ: มีกำหนดการกล่าวสุนทรพจน์ของเจ้าหน้าที่ FED หลายท่านในวันนี้ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำ
📌 ภาพรวมแนวโน้มทางเทคนิค H1 (TECHNICAL TREND):
▪️ แนวโน้มหลัก: ราคาทองคำกำลังเคลื่อนไหวในกรอบสะสมราคา (ACCUMULATION/CONSOLIDATION) ใต้ระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $4,000
▪️ ทิศทางปัจจุบัน: ราคายังขาดแรงผลักดันขาขึ้นที่ชัดเจน (LACK CURRENT UPWARD MOMENTUM) และมีการสะสมตัวอยู่ใต้โซน SUPPLY หลัก (ประมาณ $4020 - $4040)
▪️ สัญญาณสำคัญ: ตามภาพ RSI ยังคงอยู่เหนือ 50 เล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวของราคายังคงถูกจำกัดในกรอบแคบ
📌 แนวรับและแนวต้านสำคัญ (SUPPORT & RESISTANCE):
* แนวต้าน (RESISTANCE):
* R1 (NEAR-TERM SUPPLY): $4021 - $4030 (บริเวณโซน SUPPLY สีแดง)
* R2 (MID-TERM): $4045 - $4087 (ระดับที่อาจเกิดแรงขาย/ปฏิเสธราคา)
* R3 (MAJOR): $4130 - $4140 (โซน SUPPLY หลักด้านบนสุด)
* แนวรับ (SUPPORT):
* S1 (NEAR-TERM DEMAND): $3947 - $3955 (โซน DEMAND สีเขียวอ่อน)
* S2 (MID-TERM): $3925 - $3930
* S3 (MAJOR DEMAND): $3887 - $3910 (โซน DEMAND หลักและระดับ LOW ที่สำคัญ)
* S4 (NEXT TARGET): $3840
🚨 ข้อเสนอแนะในการปรึกษาและวางแผน:
เนื่องจากราคากำลังเคลื่อนไหวในกรอบ (RANGE) และมีปัจจัยพื้นฐานที่กดดัน (USD RECOVERY) ความผันผวนจะสูงมาก หากราคาหลุดออกจากกรอบสำคัญ
* มุมมองจากบทวิเคราะห์: มีการวางแผนสำหรับสถานการณ์ SELL (บริเวณ $4087 - $4089) และ BUY (บริเวณ $3948 - $3946) ซึ่งเน้นการเข้าเทรดที่ขอบของกรอบราคา (RANGE BOUNDARY) และใช้ RISK/REWARD RATIO ที่กำหนดไว้
* คำแนะนำในการบริหารความเสี่ยง: การตั้งค่า TAKEPROFIT และ STOPLOSS ควรคำนวณจากขนาด LOT SIZE ที่เหมาะสมกับ BALANCE บัญชีของท่าน (LOT SIZE MANAGEMENT) โดยยึดหลักการบริหารเงินทุน (CAPITAL MANAGEMENT)
วิเคราะห์ราคาทองคำวันที่ 11 มิถุนายน✏️ การวิเคราะห์ XAUUSD — 06/11
กรอบการซื้อขายทองคำวันนี้ถูกจำกัดอยู่ภายในราคา 100 จุด โดยมีแนวต้านที่ 4031 จุด และแนวรับที่ 3931 จุด เป็นกรอบจำกัด
แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การซื้อตามโมเมนตัมของตลาดจึงเหมาะสมกว่าในช่วงเวลานี้
โซน Keylevel ที่ 4031 ยังคงมีบทบาทสำคัญ หากแรงซื้อแข็งแกร่งพอที่จะทะลุโซนนี้ได้ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 4150 จุด
ในทางกลับกัน จำเป็นต้องสังเกตปฏิกิริยาของราคารอบเส้นแนวโน้มและแนวรับของการซื้อขายในตลาดเอเชียเมื่อวานนี้ เพื่อพิจารณาว่าแรงซื้อยังคงอยู่หรือไม่
📈 แผนการเทรด
ซื้อที่ระดับ 3984
ซื้อเมื่อมีสัญญาณราคาอ่อนตัวที่แนวรับ 3931
ซื้อแบบ DCA เมื่อราคาทะลุ 4031
🎯 เป้าหมาย: 4150
⚠️ ความเสี่ยง: เมื่อราคาทะลุเส้นแนวโน้มและปิดแท่งเทียนต่ำกว่า 3930
Teva: ธงพร้อมแล้ว — แค่รอให้มีคนกด “เริ่ม”Teva Pharmaceutical (TEVA) กำลังสร้างแรงส่งขาขึ้นหลังจากออกจากช่วงสะสม บนกราฟรายวันเห็นรูปแบบธงกระทิง (bull pennant) อย่างชัดเจน ยืนยันด้วยโครงสร้างราคาและปริมาณการซื้อขาย แรงขับเคลื่อนทะลุเส้น MA200 แล้ว และตอนนี้ EMA ทั้งหมด (50/100/200) อยู่ต่ำกว่าราคา — โครงสร้างขาขึ้นชัดเจน ฝั่งซื้อคุมเกม
เสาธงปรากฏแล้ว ตัว pennant กำลังแคบลง ปริมาณเบาบางลง — ตามตำรา ก่อนเกิดการเบรก โดย Volume Profile แสดงพื้นที่ว่างเหนือระดับปัจจุบัน: “ช่องว่างของปริมาณ” จนถึง $22+ ทำให้ไม่มีแนวต้านชัดเจน หากราคาทะลุออกไป การขึ้นจะรวดเร็ว เพราะไม่มีใครขายด้านบน
ปริมาณในช่วงแคบลดลง RSI อยู่ในโซนขาขึ้นแบบสบาย
จุดกระตุ้น: ทะลุกรอบบนของธง
เป้าหมาย: $22.80 (ความสูงของเสาธง)
แนวรับ: $17.60 (ฐานปริมาณและ Fibonacci 0.5)
Teva ตอนนี้ — ไม่ใช่คำถามว่าจะขึ้นไหม แต่คือ "เมื่อไหร่" ทุกอย่างพร้อมแล้วจากมุมมองเทคนิค แค่รอคนกดปุ่ม
กางเกงขาสั้นชนะในวันนี้(ʘ ‿ ʘ)ไมเคิลเบอร์รี่เดิมพันกับตลาดอีกครั้ง เขาซื้อทำให้ครอบคลุมประมาณ 1 ล้านหุ้นมูลค่าประมาณ 1187 ล้าน สำหรับพาลันเทียร์เปิดรับจะทำให้ประมาณ 5 ล้านหุ้นมูลค่าที่ประมาณ 9912 ล้าน
ปาลันเทียร์ซึ่งได้รับมากกว่า 170%ในปีนี้แต่ขณะนี้ลดลง 8.8%ในวันอังคารหลังจากที่ผลไตรมาสล่าสุ ซีอีโออเล็กซ์คาร์ปได้เรียกว่าฝังออกสำหรับการจัดการตลาดแม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อาจ
ในตลาดสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ได้ลงทุนใกล้ระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐซึ่งราคาที่มันไม่ได้ลดลงต่ำกว่าตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน ถ้ามันแบ่งต่ำกว่าผู้ค้าอาจจะดู 998,240 แล้ว 996,975 เป็นระดับการสนับสนุนที่สำคัญต่อไป
อีเธอร์ร่วงลงมากที่สุดเท่าที่ 9%ในวันจันทร์,ทำลายด้านล่าง 33,600 สนับสนุนหลังจากที่แฮกเกอร์ขโมยม ลดลงใบอีเธอเรียมประมาณ 25%ต่ำกว่าจุดสูงสุดของเดือนสิงหาคมของ 44,885
EUR/USD ร่วงใกล้หลุด 1.1500 ส่อขาลงลึกต่อเนื่อง**การคาดการณ์ราคา EUR/USD: การปรับตัวลงลึกกว่านี้อาจเกิดขึ้น หากระดับ 1.1500 ถูกทะลวงลงไป**
EUR/USD ยังคงขยายการปรับฐานลงต่อเนื่อง เผชิญกับแนวรับสำคัญที่ระดับ 1.1500
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือน
ดัชนี ISM Manufacturing PMI ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคมออกมาต่ำกว่าคาดการณ์
EUR/USD ยังคงมีแนวโน้มขาลงในช่วงต้นสัปดาห์ เคลื่อนตัวลงใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 1.1500 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน โดยราคาปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน
แรงขับเคลื่อนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ยังไม่ลดลง การแข็งค่าต่อเนื่องของดอลลาร์ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) แตะระดับสูงสุดในรอบสามเดือน เคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับจิตวิทยา 100.00 เล็กน้อย ความแข็งแกร่งนี้ได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นทั่วทั้งเส้นอัตราผลตอบแทน
---
### ความขัดแย้งเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐบาลเริ่มส่งผลกระทบ
การปิดหน่วยงานรัฐบาลในวอชิงตันยังคงดำเนินต่อไป และเริ่มส่งผลเสียอย่างเห็นได้ชัด หลังจากผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน สมาชิกสภายังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้วุฒิสภายกเลิกกฎการลงมติ 60 เสียง (filibuster) ที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายเสียงข้างน้อยสามารถขัดขวางร่างกฎหมายส่วนใหญ่ เพื่อให้พรรครีพับลิกันสามารถผ่านงบประมาณได้โดยไม่ต้องพึ่งการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มชัดเจนขึ้น พนักงานของรัฐบาลกลางหลายแสนคนยังไม่ได้รับค่าจ้าง บริการสาธารณะเริ่มชะลอตัว และความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้รับผลกระทบ สัญญาณการชะลอตัวเริ่มปรากฏในข้อมูลการจ้างงานและ GDP ซึ่งต่างส่งสัญญาณเตือน
การปิดหน่วยงานยาวนานถึง 34 วันทำให้กลายเป็นครั้งที่สองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ หากยืดเยื้อเกินวันที่ 5 พฤศจิกายน จะกลายเป็นสถิติใหม่ทันที
---
### การเจรจาการค้าผ่อนคลาย ความหวังเริ่มกลับมา
หลังจากหลายสัปดาห์แห่งความตึงเครียด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบกันที่เกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ผลลัพธ์ที่ตลาดคาดหวังไว้ — การหยุดชั่วคราวอีกครั้งของสงครามการค้า
หลังจากการหารือเกือบสองชั่วโมง ทรัมป์กล่าวว่าสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในเบื้องต้น สหรัฐฯ จะลดภาษีบางส่วนต่อสินค้าจีน ขณะที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ส่งออกแร่หายากตามปกติ และเพิ่มความพยายามในการปราบปรามการลักลอบค้ายาเฟนทานิล
กระทรวงพาณิชย์ของจีนยืนยันในภายหลังว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะขยายข้อตกลงหยุดพักสงครามการค้าออกไปอีกหนึ่งปี โดยอิงจากความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจากการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสในมาเลเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน
---
### เฟดยังคงระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม และประกาศแผนกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลในปริมาณเล็กน้อย เพื่อบรรเทาความตึงตัวในตลาดเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสภาพคล่องตึงกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายคาดไว้
การลงมติ 10–2 เห็นชอบให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3.75%–4.00% ถือว่าไม่เหนือความคาดหมาย โดยเฟดระบุว่าการลดครั้งนี้เป็น “ประกันความเสี่ยง” ต่อภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว
ในการแถลงข่าว ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ยอมรับว่ามีความเห็นแตกต่างภายในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) พร้อมเตือนนักลงทุนว่าอย่าคาดหวังว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกในเดือนธันวาคม ตลาดในขณะนี้คาดว่าจะมีการผ่อนคลายเพิ่มเติมราว 17 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปีนี้ และรวมประมาณ 83 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2026
---
### ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงอัตราดอกเบี้ย
ข้ามฝั่งมายุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2% เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และไม่ได้ให้สัญญาณแนวโน้มในอนาคตมากนัก ผู้กำหนดนโยบายดูเหมือนจะพอใจกับภาวะเงินเฟ้อต่ำและการเติบโตที่มั่นคง แม้ความเสี่ยงจากการค้าระดับโลกยังคงอยู่
หลังจากลดอัตราดอกเบี้ยไป 2% ในช่วงปีถึงเดือนมิถุนายน ECB ก็เข้าสู่ช่วง “พักการปรับนโยบาย” โดยที่เงินเฟ้อกลับมาสู่เป้าหมายได้สำเร็จ ซึ่งแตกต่างจากเฟด ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ยังทำไม่ได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพิ่มเติม
คริสตีน ลาการ์ด ประธาน ECB กล่าวในงานแถลงข่าวว่า ความเสี่ยงระดับโลกบางส่วนเริ่มคลี่คลาย โดยยกตัวอย่างข้อตกลงการค้าใหม่ ๆ และการลดภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังการพบกันระหว่างทรัมป์–สี อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่ายังมีความไม่แน่นอนสูง และ ECB จะไม่รีบเปลี่ยนแนวทางในเร็ว ๆ นี้
ตลาดในปัจจุบันคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงราว 10 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งสนับสนุนมุมมองว่า วัฏจักรการผ่อนคลายของ ECB น่าจะสิ้นสุดลงแล้วในขณะนี้
---
### มุมเทคนิค (Tech Corner)
แนวโน้มระยะสั้นของ EUR/USD ยังคงอ่อนแอลง การหลุดระดับแนวรับ 1.1500 อาจเปิดทางให้ราคาปรับตัวลงลึกกว่านี้ โดยเป้าหมายแรกอยู่ที่บริเวณ 1.1400
หากราคาร่วงต่อ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ฐานเดือนพฤศจิกายนบริเวณ 1.1505 (วันที่ 3 พฤศจิกายน) และหากระดับนี้ถูกทะลุลง จะไม่มีแนวรับสำคัญจนกว่าจะถึงฐานเดือนสิงหาคมที่ 1.1391 (วันที่ 1 สิงหาคม) ก่อนถึงเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ที่ 1.1322 ต่ำลงไปอีกจะพบระดับต่ำสุดรายสัปดาห์ที่ 1.1210 (วันที่ 29 พฤษภาคม)
ในทางกลับกัน ระดับสูงสุดรายสัปดาห์ที่ 1.1728 (วันที่ 17 ตุลาคม) เป็นแนวต้านระยะสั้น ก่อนถึงระดับสูงสุดของเดือนตุลาคมที่ 1.1778 (วันที่ 1 ตุลาคม) หากทะลุขึ้นไปได้ เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ระดับสูงสุดของปี 2025 ที่ 1.1918 (วันที่ 17 กันยายน) ก่อนถึงระดับจิตวิทยา 1.2000
ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดโมเมนตัมเริ่มสูญเสียแรงส่ง ดัชนี RSI ลดลงใกล้ระดับ 36 ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงขาลงเพิ่มเติม ส่วนดัชนี ADX ที่เพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 17 แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มขาลงปัจจุบันกำลังเริ่มแข็งแรงขึ้น
ทำไมการทุ่มตลาดการเข้ารหัสลับ?บิทคอยน์อีเธอร์และคริปโตเคอเรนซีอื่นๆขยายการขาดทุนในวันจันทร์แม้ในขณะที่หุ้นมีการซื้อขายสูงขึ้น
บิทคอยน์วนเวียนอยู่ใกล้ 1106,980 ลดลงประมาณ 3%ใน 24 ชั่วโมงในขณะที่อีเธอเรียมลดลงประมาณ 7%ไปที่รอบ 33,642 ดลง(แต่เด่นชัดมากขึ้น)สะท้อนให้เห็นถึงการดึงที่กว้างขึ้นในความเชื่อมั่นของตลาด
นักลงทุนอาจได้เปิดระมัดระวังหลังจากที่สกอตต์เลขาธิการกระทรวงการคลังสหรัฐฯชี้ให้เห็นว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอาจได้ผลักดันแล้วบางส่วนของเศรษฐกิจ(ที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง)เข้าสู่ภาวะถดถอย
ตลาด Sideways จับตาตัวเลข ISM สี่ทุ่ม!⚡️ วิเคราะห์แนวโน้ม XAUUSD (ทองคำ) ⚡️
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 (Timeframe H1)
---
📉 ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)
* ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) มากขึ้น หลังความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน มีทิศทางดีขึ้น (มีการผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้า)
* สถานการณ์นี้ส่งผลลบ (Bearish 🐻) ต่อทองคำ เนื่องจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ลดลง
---
📊 การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical)
* โครงสร้างราคา: ราคาเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (สะสมพลัง) อย่างชัดเจน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณ $4000
* ภาพรวม: การเคลื่อนไหวในกรอบนี้ถูกมองว่าเป็นการ ปรับฐาน (Correction) ในไทม์เฟรมที่ใหญ่กว่า
---
🎯 โซนสำคัญที่น่าจับตามอง
* กรอบแนวต้าน (Supply): $4059 - $4061
* กรอบแนวรับ (Demand): $3917 - $3919
---
🚨 ไฮไลท์สำคัญวันนี้! (High Impact News) 🚨
* ข่าว: US ISM Manufacturing PMI (ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ)
* เวลา: 22:00 น. (สี่ทุ่มไทย)‼️
* ข้อควรระวัง: ตลาดกำลังรอข่าวนี้ คาดว่าจะมีความผันผวนสูงมากในช่วงประกาศตัวเลข!
ไม่มีข้อมูลสหรัฐ? ไม่มีปัญหา รัฐบาลสหรัฐปิดตอนนี้เข้าสู่เดือนที่สองล่าช้าข้อมูลการซื้อขายที่สำคัญ ด้วยข้อมูลเชิงลึกที่จำกัดมาจากวอชิงตัน,นักลงทุนอาจต้องการที่จะให้ความสนใจกับข้อมูลที่
สัปดาห์นี้ธนาคารกลางในเม็กซิโก,บราซิล,อังกฤษ,สวีเดน,นอร์เวย์,และออสเตรเลียมีการตั้งค่า
บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดของพวงคือการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ คัญของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงแต่การเก็งกำไรเกี่ยวกับการตัดอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น ออสเตรเลียต่อไปนี้อย่างใกล้ชิดในความสำคัญและยังคาดว่าจะถืออัตราคงที่ที่ 3.6%แม้จะมี ดังนั้นเราอาจจะเห็นอัตราการตัดคู่ที่น่าประหลาดใจที่นี่
กจากนี้เม็กซิโกและสวิตเซอร์แลนด์จะปล่อยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อล่าสุดของพวกเขา
Seasonผลประกอบการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน,กับรายงานเนื่องจากจากพาลันเทียร์,เบิร์กเชียร์,
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ของบิทคอยน์สามารถส่งสัญญาณเส้นทางไค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ของบิทคอยน์สามารถส่งสัญญาณเส้นทางไปที่ 1150,000
บิทคอยน์ได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 สัปดาห์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 แต่ละครั้งที่ตลาดได้พยายามที่จะทำลายด้านล่างผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็วก้าวในรักษาแนวโน้ม
เปอร์เซนต์รายการสั่งซื้อ ตราบใดที่ราคายังคงอยู่เหนือมัน,โฟกัสที่อาจอยู่ในความคิดฟุ้งซ่านใหม่,กับเป้าหมายที่สำคัญต่อไปที่คาดการณ์ระหว่าง 140,000 และ 150,000.
แนวโน้มนี้สอดคล้องกับไมเคิลเซเลอร์ผู้ร่วมก่อตั้งกลยุทธ์จุลภาคซึ่งคาดว่าบิทคอยน์จะถึง 1150,000 ภายในสิ้นปี 2025 เขาอธิบายว่าปี 2025 เป็นปีที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิตอล ตามที่เซเลอร์,target 150,000 เป้าหมายยังสะท้อนให้เห็นถึงฉันทามติในหมู่นักวิเคราะห์ทุนที่ครอบคลุมทั้
ห่อตลาดวันนี้:เฟดทองและรายได้-29/10/2025ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐานการทำเครื่องหมายระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ 2022 อย่างไรก็ตามเฟดเก้าอี้เจโรมพาวเวลล์นัยที่หยุดชั่วคราวที่เป็นไปได้ในการปรับลดอัตรา ยังคงเอสแอนด์พี 500 ได้รับ 0.2%และแนสแด็กได้รับ 1%ทั้งกดปุ่มความคิดฟุ้งซ่านบันทึกสด
ทองยังคงแบนที่$3,950 ต่อออนซ์หลังจากที่พาวเวลล์เตือนว่าการตัดอัตราดอกเบี้ยธันวาคมไม่รับป ความคืบหน้าที่มีศักยภาพในกรอบการค้าสหรัฐจีนได้ลดลงยังมีความต้องการที่ปลอดภัยบาง
ในกำไรของบริษัทไมโครซอฟท์เอาชนะความคาดหวังแต่เห็นลดลง~2.5%ในการซื้อขายหลังชั่ เมตาโพสต์ผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งแต่ลดลง~8%หลังจากชั่วโมงได้แรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับ ตัวอักษรสูงกว่าการคาดการณ์รายได้และรายได้ด้วยประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งในการค้นหายูทูปและระบบคลาวด์ทำให้การซื้อขายหุ้นเพิ่มขึ้น~5%ในชั่วโมงหลังจากการซื้อขาย
ความเชื่อมั่นดอลลาร์พลิกตามนางสาว มอร์แกนสแตนลีย์รายงานว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเปิดบวกเป็นครั้งแรกในเดือน
ธนาคารกล่าวว่านี่เป็นเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในต่างประเทศโดยเ
การเทรดในปัจจุบัน แม้ว่านี้อาจจะยากที่จะเห็นในชาร์ตในขณะนี้ ในชาร์ตเงินยูโรยังคงต่อยอดต่ำกว่า 1.17 หลังจากการฟื้นตัวเจียมเนื้อเจียมตัวแสดงความลังเ จากความคิดฟุ้งซ่านที่ผ่านมารอบ 153 แต่อาจจะยังคงถือโครงสร้างขาขึ้นที่แข็งแกร่งสอดคล้อง
อย่างไรก็ตาม,มอร์แกนสแตนลีย์ยังเตือนว่าการเสื่อมสภาพใดๆในข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอาจ
ดอลลาร์ออสซี่แข็งค่าเหนือ 0.6550 รับแรงขายดอลลาร์สหรัฐ **AUD/USD ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 0.6550 จากแรงขายดอลลาร์สหรัฐรอบใหม่**
คู่เงิน AUD/USD ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 0.6550 ในช่วงเช้าวันอังคาร โดยได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน และการอ่อนค่าทั่วกระดานของดอลลาร์สหรัฐ ความคาดหวังเกี่ยวกับความแตกต่างของนโยบายระหว่างธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงช่วยหนุนค่าเงินออสซี่ไว้ได้ แม้ตลาดจะอยู่ในภาวะระมัดระวังก่อนการประชุมเฟดที่กินเวลาสองวันก็ตาม
---
### **ภาพรวมทางเทคนิคของ AUD/USD**
แนวโน้มขาขึ้นของ AUD/USD ยังคงมีโอกาสดำเนินต่อ ตราบใดที่ราคายังคงเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA) ที่บริเวณ 0.6430
หากแรงฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้น จุดราคาปัจจุบันอาจทดสอบระดับสูงสุดของเดือนตุลาคมที่ 0.6629 (วันที่ 1 ตุลาคม) ก่อนจะมุ่งสู่ระดับแนวต้านของปี 2025 ที่ 0.6707 (วันที่ 17 กันยายน) และหากทะลุขึ้นไปได้อีก ก็จะพบกับจุดสูงสุดของปี 2024 ที่ 0.6942 (วันที่ 30 กันยายน) ก่อนถึงแนวหลักที่ 0.7000
ในทางกลับกัน ฝั่งผู้ขายจะเจอแนวรับแรกที่เส้น 200-day SMA บริเวณ 0.6435 ตามด้วยฐานของเดือนสิงหาคมที่ 0.6414 (วันที่ 21 สิงหาคม) การร่วงต่ำกว่าจุดต่ำสุดของเดือนมิถุนายนที่ 0.6372 (วันที่ 23 มิถุนายน) จะเปิดทางไปสู่ระดับแนวรับจิตวิทยาที่ 0.6000 ก่อนถึงหุบเหวของปี 2025 ที่ 0.5913 (วันที่ 9 เมษายน)
ตัวชี้วัดโมเมนตัมเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น ดัชนี RSI เร่งตัวขึ้นเหนือระดับ 53 บ่งชี้ถึงแรงกระตุ้นเชิงบวกเริ่มต้น ขณะที่ดัชนี ADX เหนือระดับ 20 สะท้อนว่าทิศทางของแนวโน้มเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
---
### **รอปัจจัยกระตุ้นใหม่**
ณ ตอนนี้ AUD/USD ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 0.6400–0.6700 และรอปัจจัยใหม่ที่จะทำให้ราคาทะลุกรอบ การฟื้นตัวของข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่แข็งแกร่งขึ้น ความประหลาดใจเชิงผ่อนคลายจากเฟด หรือท่าทีระมัดระวังมากขึ้นจาก RBA อาจเป็นตัวจุดประกายให้คู่เงินนี้เคลื่อนไหวชัดเจนมากขึ้น
---
### **ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน**
ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) เริ่มต้นสัปดาห์ได้อย่างแข็งแกร่ง ฟื้นตัวจากการอ่อนค่าช่วงวันศุกร์ และดันคู่เงิน AUD/USD ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสามสัปดาห์ที่ประมาณ 0.6560
แรงดีดกลับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากดอลลาร์สหรัฐ (USD) อ่อนแรงลง โดยได้รับผลจากสัญญาณบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้ และการพูดคุยใหม่ ๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการ “ชัตดาวน์รัฐบาล” สหรัฐฯ
---
### **ข้อมูลเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงทรงตัว**
เศรษฐกิจออสเตรเลียยังคงแสดงความแข็งแกร่ง แม้ไม่ได้เติบโตอย่างร้อนแรงแต่ก็ทรงตัวได้ดี ข้อมูล PMI เบื้องต้นเดือนตุลาคมออกมาคละกัน ภาคการผลิตลดลงเล็กน้อยสู่ 49.7 (จาก 51.4) ขณะที่ภาคบริการเพิ่มขึ้นสู่ 53.1 (จาก 52.4)
นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนดุลการค้าเดือนสิงหาคมลดลงเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 1.825 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย การลงทุนภาคธุรกิจเติบโตในไตรมาส 2 ขณะที่ GDP ขยายตัว 0.6% เมื่อเทียบรายไตรมาส และ 1.8% เมื่อเทียบรายปี ถือว่าไม่โดดเด่นแต่แข็งแรงพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณเย็นลง อัตราว่างงานเดือนกันยายนขยับขึ้นเป็น 4.5% จาก 4.3% โดยจำนวนผู้มีงานเพิ่มขึ้นเพียง 14.9K แม้ไม่ถึงขั้นน่ากังวล แต่ก็สะท้อนว่ากระแสการจ้างงานเริ่มชะลอลงเล็กน้อย
---
### **RBA ยังคงระมัดระวัง**
ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน ดัชนี CPI รายเดือนของเดือนสิงหาคม (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) เพิ่มขึ้นเป็น 3.0% จาก 2.8% ขณะที่ CPI ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายไตรมาส และ 2.1% เมื่อเทียบรายปี ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสถาบันเมลเบิร์นชี้ว่าความคาดหวังเงินเฟ้อผู้บริโภคพุ่งขึ้นเป็น 4.8% ในเดือนตุลาคม
ตัวชี้วัดหลักที่ RBA ใช้ติดตามคือ CPI เฉลี่ยตัดสุดโต่ง (Trimmed Mean CPI) อยู่ที่ระดับ 2.7% แบบปีต่อปี ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2–3% อย่างสบาย
ในการประชุมเดือนกันยายน RBA คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ 3.60% ตามที่ตลาดคาด แต่ท่าทีของคณะกรรมการระมัดระวังมากขึ้น โดยระบุว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้ออาจเริ่มสะดุดหลังจากตัวเลข CPI ล่าสุด และคาดว่าเงินเฟ้อไตรมาส 3 อาจออกมาสูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย
ผู้ว่าการ Michele Bullock ย้ำชัดว่าการตัดสินใจจะอิงตามข้อมูล “การประชุมต่อการประชุม” เธอไม่ได้ปฏิเสธการลดดอกเบี้ย แต่ก็เน้นว่าธนาคารต้องการเห็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและอุปสงค์ลดลงจริงก่อนจะปรับนโยบาย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Bullock กล่าวว่าข้อมูลเงินเฟ้อที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจนโยบายครั้งต่อไป หากเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เพิ่มขึ้น 0.9% ในไตรมาส 3 ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของ RBA ที่ประมาณ 0.6% เธอกล่าวว่านั่นจะเป็น “ความคลาดเคลื่อนที่มีนัยสำคัญ” ซึ่งคณะกรรมการไม่อาจมองข้ามได้
เธอยังลดความสำคัญของการเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงาน โดยระบุว่าข้อมูลรายเดือนมีความผันผวน และการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดไม่ได้ต่างจากที่ RBA คาดการณ์ไว้มากนัก กล่าวโดยสรุป เธอส่งสัญญาณว่าข้อมูลแรงงานที่อ่อนลงอาจไม่ทำให้ธนาคารกังวลนัก แต่หากเงินเฟ้อออกมาแข็งแรงกว่าคาด ก็จะยากที่จะหาข้ออ้างในการลดดอกเบี้ย
ตลาดขณะนี้คาดการณ์ว่ามีโอกาสประมาณ 62% ที่ RBA จะลดดอกเบี้ย 0.25 จุดในการประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายน และอาจลดดอกเบี้ยรวมราว 16 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี
---
### **จีนยังเป็นปัจจัยชี้นำหลัก**
แนวโน้มเศรษฐกิจของออสเตรเลียยังคงขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นหลัก GDP ของจีนเติบโต 4.8% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 3 สูงกว่าที่คาดไว้ ขณะที่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ตัวเลข PMI ยังออกมาคละกัน ภาคการผลิตอยู่ต่ำกว่า 50 ที่ระดับ 49.8 และภาคบริการทรงตัวที่ระดับเส้นแบ่ง 50
ดุลการค้าของจีนแคบลงจาก 103.33 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 90.45 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน และดัชนีราคาผู้บริโภคยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืด โดยลดลง 0.3% จากปีก่อนหน้า
เมื่อต้นเดือนนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ LPR ทั้งระยะ 1 ปีและ 5 ปีไว้ที่ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้
เจ.ดี.แวนซ์และผลกระทบตลาดของการสืบทอด การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของเจดีแวนซ์เพื่อประธานาธิบดีสามารถทำเครื่องหมายการเปลี่ยนแปลงอย่างมากสำหรับตลาดการเงินถ้าเขาแบ่งจากท่าทางเจ้านายของเขาปัจจุบันในวิธีการควบคุมเศรษฐกิจ.
ก่อนที่จะถูกเลือกเป็นรองประธานของทรัมป์,แวนซ์เป็นที่รู้จักสำหรับฝ่ายค้านของเขาที่จะผูก ในอดีตที่ผ่านมาเขาวิพากษ์วิจารณ์พลังของบริษัทเช่นกูเกิลแอปเปิ้ลและอเมซอนเรียกร้องให้มีการบังคับใช้ต่อต้านการผูกขาด นอย่างต่อเนื่องสำหรับ"งดงามเจ็ด,"ที่ได้ผลักดันมากของผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของเอสแ ในที่สุด,ในระยะยาว,อย่างไรก็ตาม,แบ่งค่าผู้เล่นที่โดดเด่นสามารถจุดประกายนวัตกรรมมาก
ในขณะเดียวกันหนึ่งในแนวโน้มการกำหนดระยะที่สองของทรัมป์ได้รับการลดลงอย่างมีนัยส การเปลี่ยนแปลงในความเป็นผู้นำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งแนวโน้มน้อยไปทางนโยบายแ ทองยังอาจใช้ตีและหาระดับราคาระยะกลางต่ำกว่า 44000
เยนอ่อนค่าจากคาดกระตุ้นศก. ญี่ปุ่น หนุน EUR/JPY ทรงตัวEUR/JPY ทรงตัวต่ำกว่า 178.00 เนื่องจากค่าเงินเยนอ่อนจากแนวโน้มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง
EUR/JPY ทรงตัวต่ำกว่าระดับ 178.00 หลังจากแตะจุดสูงสุดในรอบหลายปีที่ 178.15 เมื่อต้นวัน ความคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นยังคงกดดันค่าเงินเยนญี่ปุ่น ขณะที่ข้อมูล IFO ที่แข็งแกร่งของเยอรมนีช่วยหนุนค่าเงินยูโร แม้มีความตึงเครียดทางการเมืองในฝรั่งเศสก็ตาม
เมื่อวันจันทร์ EUR/JPY ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 177.75 หลังจากแตะจุดสูงสุดในรอบหลายปีที่ 178.15 เมื่อต้นวัน ทั้งนี้ คู่สกุลเงินดังกล่าวยังถูกจำกัดอยู่บริเวณระดับจิตวิทยา 178.00 ซึ่งถูกทดสอบหลายครั้งตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ยังคงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่านโยบายการคลังแบบขยายตัวภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซาเนะ ทาคาอิจิ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเผยชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนหน้าที่อาจมีมูลค่าสูงกว่ามาตรการมูลค่า 13.9 ล้านล้านเยนของปีที่แล้ว ท่าทีทางการคลังเชิงผ่อนคลายนี้ ประกอบกับความคาดหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะยังคงมีท่าทีระมัดระวัง ส่งผลให้ค่าเงินเยนยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน
ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า BoJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่นักลงทุนจะจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าการธนาคารกลาง คาซูโอะ อูเอดะ อย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายในอนาคต แม้ว่าดัชนีราคาผู้ผลิตภาคบริการของญี่ปุ่นในเดือนกันยายนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่สัญญาณของการปรับนโยบายให้เข้มงวดขึ้นในระยะสั้นยังคงมีจำกัด ซึ่งยิ่งตอกย้ำมุมมองเชิงลบต่อค่าเงินเยน
ในฝั่งยุโรป ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ดัชนีสภาพภูมิอากาศทางธุรกิจ IFO ของเยอรมนีปรับขึ้นสู่ระดับ 88.4 ในเดือนตุลาคม ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาอีกครั้งในเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยูโรโซน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองในฝรั่งเศสจำกัดการแข็งค่าของค่าเงินยูโร (EUR) ผู้นำพรรคสังคมนิยม โอลิวิเยร์ โฟร์ ได้ขู่ว่าจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียง เลอคอร์นู หากข้อเรียกร้องด้านงบประมาณของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลงเป็น “เชิงลบ”
ภายใต้บริบทนี้ การผสมผสานระหว่างนโยบายการคลังแบบขยายตัวมากขึ้นของญี่ปุ่นและเสถียรภาพที่ค่อนข้างมั่นคงในยุโรป ยังคงสนับสนุนค่าเงิน EUR/JPY อย่างไรก็ตาม บริเวณระดับ 178.00 ยังคงเป็นแนวต้านสำคัญในระยะสั้น






















