• ผลิตภัณฑ์
  • ชุมชน
  • ตลาด
  • โบรกเกอร์
  • เพิ่มเติม
เริ่มกันเลย
  • ตลาด
  • /แคนาดา
  • /หุ้น
  • /ไอเดีย
MTA : วิธีการใช้ Multiple Timeframe Analysis MTA: วิธีการใช้ Multiple Timeframe Analysis 👰กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับการเทรดวิเคราะห์กราฟและการแชร์เทคนิคคอลแจ่มๆที่ใช้ดีและบอกต่อ หลายคนอาจจะงง กับการเทรดหลายๆทามเฟรม และบางคนก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเทรดเพียงแค่ทามเฟรมเดียว หรือ เทรดหลายทามเฟรมมีดีอย่างไร มาครับวันนี้แอดพาไปทำความรู้จักการเทรดแบบ MTA กัน ตามมาอ่านกันได้เลย การใช้ Multiple Timeframe Analysis (MTA) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เทรดเดอร์เห็นภาพรวมของตลาดได้ชัดเจนขึ้น โดยการวิเคราะห์กรอบเวลาใหญ่เพื่อหาแนวโน้มหลัก และกรอบเวลาเล็กเพื่อหาจุดเข้า-ออกที่แม่นยำ นี่คือขั้นตอนละเอียดในการใช้ MTA อย่างมีประสิทธิภาพ 1. เลือกกรอบเวลาที่เหมาะสม การวิเคราะห์หลายกรอบเวลาควรใช้กรอบเวลาที่สัมพันธ์กัน เช่น: กรอบเวลาใหญ่ (Higher Timeframe - HTF): ใช้เพื่อหาแนวโน้มหลัก เช่น Daily (D1), H4 กรอบเวลากลาง (Intermediate Timeframe): ใช้เพื่อยืนยันสัญญาณ เช่น H1 กรอบเวลาเล็ก (Lower Timeframe - LTF): ใช้เพื่อหาจุดเข้า-ออก เช่น M15, M5 2. วิเคราะห์กรอบเวลาใหญ่ (HTF) เพื่อหาแนวโน้มหลัก ขั้นตอน: เปิดกราฟกรอบเวลาใหญ่ (เช่น Daily) ใช้เครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้ม เช่น Moving Average (MA), Trendline, หรือ ADX ระบุแนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (Uptrend): Higher Highs (HH) และ Higher Lows (HL) ขาลง (Downtrend): Lower Highs (LH) และ Lower Lows (LL) Sideway/Range: ราคาเคลื่อนที่ในกรอบแนวนอน ระบุระดับ Support/Resistance ที่สำคัญ ตัวอย่าง: หากกราฟ Daily แสดงแนวโน้มขาขึ้น ให้มองหาโอกาสซื้อ (Buy) ในกรอบเวลาเล็ก หากกราฟ Daily แสดงแนวโน้มขาลง ให้มองหาโอกาสขาย (Sell) ในกรอบเวลาเล็ก 3. วิเคราะห์กรอบเวลากลางเพื่อยืนยันสัญญาณ ขั้นตอน: เปิดกราฟกรอบเวลากลาง (เช่น H4) ตรวจสอบว่าแนวโน้มในกรอบเวลากลางสอดคล้องกับกรอบเวลาใหญ่หรือไม่ ใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพิ่มเติม เช่น Fibonacci Retracement, RSI, หรือ MACD เพื่อหาจุดกลับตัวหรือสัญญาณยืนยัน ตัวอย่าง: หากกราฟ Daily เป็นขาขึ้น และกราฟ H4 แสดง Pullback (การปรับตัวลงชั่วคราว) ให้มองหาโอกาสซื้อเมื่อราคากลับมาทะลุแนวต้านหรือยืนเหนือ MA 4. วิเคราะห์กรอบเวลาเล็ก (LTF) เพื่อหาจุดเข้า-ออก ขั้นตอน: เปิดกราฟกรอบเวลาเล็ก (เช่น M15) หาจุดเข้าเทรดโดยใช้สัญญาณจาก Price Action หรือตัวบ่งชี้ เช่น: Price Action: รูปแบบแท่งเทียน (Pin Bar, Engulfing, Inside Bar) ตัวบ่งชี้: RSI, Stochastic Oscillator, หรือ MACD ตั้ง Stop Loss และ Take Profit โดยอ้างอิงจากกรอบเวลาใหญ่และกลาง ตัวอย่าง: หากกราฟ Daily และ H4 แสดงแนวโน้มขาขึ้น และกราฟ M15 แสดงสัญญาณซื้อ (เช่น Bullish Engulfing) ให้เข้าซื้อและตั้ง Stop Loss ต่ำกว่า Support ล่าสุด 5. จัดการความเสี่ยงและวางแผนเทรด Stop Loss: ตั้ง Stop Loss โดยอ้างอิงจากกรอบเวลาใหญ่หรือกลาง เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเคลื่อนไหวของราคา Take Profit: ตั้ง Take Profit โดยอ้างอิงจากระดับ Resistance ในกรอบเวลาใหญ่หรือกลาง Risk-Reward Ratio: ควรมีอัตราส่วน Risk-Reward อย่างน้อย 1:2 (เสี่ยง 1 เพื่อกำไร 2) 6. ตัวอย่างการใช้งานจริง สมมติคุณวิเคราะห์กราฟ Daily และพบว่า EUR/USD อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น กรอบเวลาใหญ่ (Daily): แนวโน้มขาขึ้น (Higher Highs และ Higher Lows) Support หลักอยู่ที่ 1.1000 กรอบเวลากลาง (H4): ราคากำลัง Pullback ลงมาใกล้ระดับ Support ที่ 1.1000 RSI ใกล้ Oversold (30) กรอบเวลาเล็ก (M15): ราคาเกิด Bullish Engulfing Pattern ใกล้ระดับ 1.1000 เข้าซื้อที่ 1.1005 และตั้ง Stop Loss ที่ 1.0980 (ต่ำกว่า Support) ตั้ง Take Profit ที่ 1.1100 (ใกล้ระดับ Resistance ในกรอบ Daily) 7. ข้อควรระวัง False Signal: สัญญาณในกรอบเวลาเล็กอาจไม่แม่นยำหากไม่สอดคล้องกับกรอบเวลาใหญ่ Overanalysis: อย่าวิเคราะห์กรอบเวลาเล็กมากเกินไปจนเสียโฟกัสจากแนวโน้มหลัก ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับสไตล์การเทรด: หากเป็นเทรดเดอร์ระยะสั้น อาจใช้กรอบเวลาเล็กเป็นหลัก แต่ต้องยืนยันแนวโน้มจากกรอบเวลาใหญ่ 👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กลยุทธิ์การเทรดแบบ MTA เรียบง่ายแต่ทรงพลัง แถมทำกำไรได้เรื่อยๆอีกนะ มันทำให้เราไม่ต้องไปพะว้าพะวง หรือเครียดมากจนเกินไปด้วย ที่สำคัญต้องหมั่นฝึกฝนและทดสอบกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดในการเทรดเสมอ แล้วเราจะเก่งและกำไรเรื่อยๆครับ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
Moon Phases Strategy กลยุทธิ์การเทรดทองคำด้วยพระจันทร์ Moon Phases Strategy กลยุทธิ์การเทรดทองคำด้วยพระจันทร์ 👾 กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับการเทรดวิเคราะห์กราฟและการแชร์เทคนิคคอลแจ่มๆที่ใช้ดีและบอกต่อ วันนี้แอดไปเจอของแปลกเอามาเล่าสู่กันฟัง แถมใช้ได้จริงๆนะ คนต้นคิดและนำมาใช้กันก็เป็นพวกฝรั่งสะด้วยนี่สิ อู้วหูว พลาดบทความนี้ไม่ได้เชียวนะ เดี๋ยวจะหาว่าตกเทรนด์ ไหนมันเป็นยังไง มาครับตามมาอ่านกันได้เล๊ย Moon Phases Strategy กลยุทธิ์การใช้ดวงจันทร์ในการซื้อขาย เจ้าเซื่อในพระจันทร์บ่อ ???? ครับ แอดพูดไม่ผิด พระจันทร์ฮะ ฝรั่งใช้พระจันทร์ หรือดวงจันทร์นี่แหละ เป็นอินดิเคเตอร์ในการซื้อขายเพื่อทำกำไร Moon Phases Trading Strategy คือกลยุทธ์ที่ใช้การเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของดวงจันทร์มาใช้ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของตลาด โดยเชื่อว่าผลกระทบทางจิตวิทยาที่เกิดจากดวงจันทร์สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการลงทุน โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีความผันผวน เช่น ทองคำ วิธีการ ก็คือ การนับวันข้างขึ้น- ข้างแรม นั่นเอง ด้วยการกำหนดระยะเวลาการเทรด ใน 14 -16วัน ตามหลักการน้ำขึ้น - น้ำลงของพระจันทร์นั่นเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่มันเป็นแนวทางใหม่ในการซื้อขายที่ประสบความสำเร็จโดยใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและโหราศาสตร์การเงิน โดย Robert Lee, Peter Tryde ด้วยการเทรดแบบสวิงเทรน ฮันแน่ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ครับ Moon Phases หลักการและวิธีการในการเทรดด้วยพระจันทร์ ก็คือ การนับวันข้างขึ้น- ข้างแรม นั่นเอง ด้วยการกำหนดระยะเวลาการเทรดภายใน 14 -16วัน ตามหลักการน้ำขึ้น - น้ำลงของพระจันทร์ โดยจะเข้าซื้อ ในวันพระจันทร์ดับ และขายในวันพระจันทร์เต็มดวงถัดไป ที่น่าสังเกตก็คือกลยุทธ์นี้สามารถสร้างผลกำไรได้ดีกับ DAX และ HSI และ GOLD ทองก็จัดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งทำกำไรได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แถมกลยุทธ์การเทรดด้วยพระจันทร์นี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1928 แล้วนะ ไม่ธรรมดาจริมๆ How to Trading หลักการใช้งาน หากเรามองทางด้านจิตวิทยา นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน แล้วมันดันสัมพันธ์กันกับพฤติกรรมของนักลงทุนด้วยนี่สิ โดยปกติแล้ว จันทร์ดับ จะสื่อถึงพลังงานต่ำหรือการสะสมพลังงาน ในขณะที่เวลาของ จันทร์เต็มดวง จะเป็นช่วงที่มีผลผลิต พลังงานสูง และการใช้จ่าย หลักการใช้งานมีดังนี้ 1. ข้างขึ้น (Waxing Moon): มักสัมพันธ์กับบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวก ราคาสินทรัพย์อาจปรับตัวขึ้น กลยุทธ์ที่แนะนำ: เปิดสถานะซื้อ (long position) 2. เต็มดวง (Full Moon): ช่วงที่ตลาดอาจมีการปรับตัวครั้งใหญ่ กลยุทธ์ที่แนะนำ: ปิดสถานะที่มีกำไร หรือเปิดสถานะใหม่ตามทิศทางตลาด 3. ข้างแรม (Waning Moon): ช่วงของความผันผวน ราคาสินทรัพย์อาจลดลง กลยุทธ์ที่แนะนำ: เปิดสถานะขาย (short position) 4. ดวงจันทร์ดับ (New Moon): ตลาดมีความไม่แน่นอน นักลงทุนอาจระมัดระวังมากขึ้น กลยุทธ์ที่แนะนำ: หลีกเลี่ยงการซื้อขายครั้งใหญ่ อินดิเคเตอร์ที่ควรใช้คู่กับ Moon Phases การตีเส้นเทรนไลน์เพื่อหาแนวโน้มในระยะยาวตั้งแต่รายวันขึ้นไปจนถึงรายวีคและรายเดือน หรืออินดิเคเตอร์ตัวอื่นตามที่เราถนัด 👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กลยุทธิ์การเทรดแบบแปลกๆแต่สามารถทำกำไรได้จริง แถมยังได้รับความนิยมด้วยนะดทางก็ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ฮะ ลองเอาไปใช้กันดูฮะ ไม่แน่เราอาจจะชอบก็ได้ เทรดได้เทรดดี ต้องไม่ลืมทำตามแผนการเทรดด้วยนะครับ วันพระไม่ได้มีหนเดียว จังหวะเทรดของดวงจันทร์ก็ไม่ได้มีแค่รอบเดียว และกราฟก็ไม่ได้มีแค่รอบเดียวเช่นกัน และที่สำคัญ ฝึกฝนการเทรดให้ได้ทุกวัน รับรองว่ากำไรไม่ไกลเกินฝันแน่นอนฮะ แอดเอาใจช่วย แล้วอย่าลืม MM กันด้วยนะ ชีวิตการเทรดของเราจะยืนยาวและมั่นคง แอดฟันธงให้เลย
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
How To Manage Your Finances วิธีบริหารเงินเดือนแบบให้มีเหลือกิน How To Manage Your Financesวิธีบริหารเงินเดือนแบบให้มีเหลือกิน เหลือเก็บ 👽👽👽 กลับมาพบเจอกันอีกแล้วนะครับ ในปีใหม่นี้เรามีเป้าหมายใหม่ๆในชีวิตกันหรือยังฮะ ถ้ายัง มาอ่านบทความนี้ดูก่อน กับบทความวิธีบริหารเงินเดือนแบบให้มีเหลือกิน เหลือเก็บ เพราะพอเรามีเงิน เราจะเริ่มมีเป้าหมายใหม่ในชีวิตแน่นอน ยิ่งโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนยิ่งต้องบริหารให้ดีครับ 3 สูตรในการบริหารเงินเดือน สูตรบริหารเงิน ที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ซึ่งจะช่วยให้เราจัดสรรเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเก็บเงินได้แบบอยู่หมัดด้วย 1. สูตร 50/30/20 คือการแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ส่วน โดยคำนวณจากรายได้หลังหักภาษีแล้ว ได้แก่ - ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% ของรายได้ เช่น ค่าเช่าบ้าน/คอนโด ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าประกัน ค่าเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ - ค่าใช้จ่ายสำหรับความบันเทิง 30% ของรายได้ เช่น การท่องเที่ยว รับประทานอาหารนอกบ้าน ชอปปิง ฯลฯ - เก็บออมหรือชำระหนี้ 20% ของรายได้ *** สูตรนี้เหมาะมากครับสำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน และมีรายได้- รายจ่ายแบบตายตัว แต่ชอบกินชอบเที่ยวอยู่ เรียกว่าใช้ชีวิตไปและเก็บออมไปด้วย 2. สูตร 80/20 คือแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วน โดยคำนวณจากรายได้หลังหักภาษีแล้ว ได้แก่ - ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 80% ของรายได้ เช่น ค่าเช่าบ้าน/คอนโด ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ชอปปิง ค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยว ฯลฯ - เก็บออมหรือชำระหนี้ 20% ของรายได้ *** เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการและมนุษย์เงินเดือนครับ สามารถเก็บออมได้ง่าย โดยไม่แยกยิบย่อยให้ยุ่งยากต้องลองสูตรนี้ครับ หลักการคิดง่ายๆ เงินเข้า-เงินออก แค่นั้นจบ ไม่ซับซ้อน 3. สูตร 50/15/5 คือแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 ส่วน โดยคำนวณจากรายได้หลังหักภาษีแล้ว ได้แก่ - ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% ของรายได้ เช่น ค่าเช่าบ้าน/คอนโด ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าประกัน ค่าเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ - ออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ 15% ของรายได้ - เก็บออมเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 5% ของรายได้ -เงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ 30% โดยต้องเป็นเงินที่เราสามารถจัดสรรได้เอง(ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้) เช่นความบันเทิงต่าง ๆ ท่องเที่ยว ชอปปิง ดูหนัง ***สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการวางแผนการเงินระยะยาว โดยแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งมาออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุด้วย 👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับสูตรในการเก็บออมเงิน ชอบแบบไหนก็ปรับแต่งเองได้ตามใจ ลองเอาไปใช้กันดูฮะ ปีใหม่ เริ่มต้นใหม่ เริ่มสิ่งดีๆในกับตัวเราเอง ขอให้มีความสุข สมหวังในวันปีใหม่และสุขสมใจตลอดทั้งปี เทรดให้กำไร บวกๆๆๆๆๆนะครับ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
Improve your Strategy วิธีปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขายในตลาด ForexImprove your Strategy วิธีปรับปรุงกลยุทธ์การซื้อขายในตลาด Forex 👯👯👯 กลับมาพบเจอกันอีกแล้ว กับบทความเทคนิคดีๆในการเทรด วันนี้แอดพาพวกเราไปทำการบ้านกันครับ การบ้านในการเทรดก็คือการปรับปรุง ปรับแต่ง และการพัฒนากลยุทธ์ในการเทรดนั่นเอง มาครับไปดูกันว่าเราควรเริ่มจากอะไรได้บ้าง 💁 เพราะตลาดฟอเร็กซ์เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก การซื้อขายสกุลเงินถือเป็นธุรกิจที่ทำได้ง่าย และรวยเร็ว และจนเร็วได้ด้วยเช่นกัน การปรับปรุงกลยุทธ์การเทรด Forex ให้ประสบความสำเร็จนั้นก็ต้องใช้เวลา และความพยายาม และความเข้าใจในตลาดอย่างลึกซึ้ง 💁การปรับปรุงกลยุทธ์หรือเปลี่ยนกลยุทธ์ในการเทรด จึงถือเป็นเคล็ดลับที่เราควรต้องทำ อย่างน้อยปีละครั้งครับ 💁เพราะตลาดการเงินในตอนนี้ส่วนใหญ่แล้ว AI โรบอทเข้ามามีบทบาทสำคัญมากในตลาด ไอ่เจ้าพวกนี้แหละที่คอยจับตาและสร้าสถิติการเลียนแบบการเทรด รวมไปถึงพฤติกรรมการเทรดของเรา ให้เราชนะได้ยากขึ้น และแพ้มากขึ้นนั่นเอง 1.การเลือกโบรกเกอร์และประเภทบัญชีที่เหมาะสม เพราะโบรกเกอร์นั้นมีเยอะและหลากหลาย แต่ประสิทธิภาพไม่ได้เหมือนกันทุกโบรก - บางโบรกข่าวมาก็ค้างบ่อย - บางโบรกมีเก็บค่า swap บางโบรกไม่มี - ค่าสเปรดสูง-ต่ำ ไม่เท่ากัน ฯลฯ การเลือกโบรกจึงค่อนข้างสำคัญฮะ เพราะความหลากหลายตรงนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำกำไร เราต้องวางแผนให้ดี ว่าการเทรดของเรา เป็นไปในลักษณะไหน ถ้าชอบถือนานๆเป็นอาทิตย์เป็นเดือน ก็ไม่ควรเลือกโบรกที่มีค่า swap แล้วหันไปเลือกโบรกที่ไม่มีค่าswap แทน เป็นต้น 2. Leverage เลเวอเรจ เป็นได้ทั้งปืนและดาบสองคม ยิ่งซื้อมาก(Overtrade) ยิ่งล้างง่าย คำนี้จำให้ขึ้นใจ เพราะเลเวอเรจไม่ต่างจากการยืมเงินคนอื่นมาใช้ หากชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เตรียมหงายการ์ดล้มละลายได้เลย แต่หากใช้ให้ถูกทาง ถูกหลักและแบบแผนในการเทรดเราแล้วหละก็ มีแต่กำไรแน่นอนครับ เราต้องเลือกเลเวอเรจ ที่ไม่มากจนเกินไป และไม่น้อยจนเกินไป เพราะอัตราส่วนเลเวอเรจเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงและความเหมาะสมในการเทรดของแต่ละคนครับ คำนวณดีๆยังไงเราก็ชนะแน่นอน 3. ปรับเปลี่ยนเปอร์เซ็นต์ผลกำไรและการขาดทุน เพราะค่าเฉลี่ยความผันผวนการวิ่งในตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายการทำกำไร และการกำหนดจุดหรือเปอร์เซ็นต์การเทรดจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนตาม เช่น เราเคยทำกำไรจากตลาดทองคำ เราจะรู้ว่าเมื่อก่อนนี้หรือปีที่ผ่านๆมา ทองจะวิ่งแต่ละครั้งไม่เกิน 10-15$ หรือคิดเป็น 10,000 - 15,000 จุด แต่ในปีนี้ และปีถัดไป มันไม่ใช่แล้ว ทองสามารถวิ่งสวิงในแต่ละรอบ อยู่ที่ 50 -100$ ในแต่ละวัน เอ๊า! คิดดูเอาเองแล้วกัน ถ้าเรายังต้องการกำไร-ขาดทุนที่ 10 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม เราจะเทรดขาดทุนตลอดเวลา ด้วยสัดส่วนที่มันกว้างมากขึ้นนี่เอง 4. จดบันทึกยังคงสำคัญเสมอ อดีตมักสอนเราเกี่ยวกับอนาคต ดังนั้นการจดสถิติการเทรดของตัวเอง การติดตามการซื้อขายของเราเองจึงช่วยทำให้เราเห็นจุดอ่อนและจุดแข็ง อย่าปล่อยให้ AI โรบอทมาล้วงความลับของเราแค่ฝ่ายเดียว การวิเคราะห์ข้อมูลของตัวเอง ช่วยให้เราเห็นจุดบอด และทำให้เราแก้ไขได้ตรงจุดด้วยนะ รวมไปถึงการอัพเกรดให้มันมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น 5. จิตวิทยาและ mindset ก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่าปล่อยปะละเลยกับความสุขที่แท้จริงในชีวิต การไม่มีอะไรและการไม่คิดอะไรเลยคือความสุขที่ถาวร ปรับเปลี่ยนความคิดของเราให้ไม่ยึดติดมากเกินไปในการเทรด สิ่งนี้แหละจะช่วยทำให้เราชนะตลาดได้มากขึ้น พยายามฝึกจิต ควบคุมอารมณ์ และปล่อยวาง ไม่จดจ่ออยู่ที่ผลกำไรมากเกินไป แล้วความสุขจะมาหาเราเองครับ 👽👽👽 เป็นอย่างไรกันบ้างครับพอจะได้ทริคดีๆในการปรับปรุงกลยุทธ์การเทรดกันแล้วใช่มั้ยครับ อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะครับ มันดีจริงๆแอดคอนเฟริมเลย แล้วที่สำคัญ หมั่นฝึกฝนการเทรดให้ได้ทุกวัน ยิ่งเราเทรดบ่อยๆเราจะเก่งขึ้นเองครับ และที่สำคัญอย่าลืม MM และสร้างแผนการเทรดที่ดีด้วยนะครับ จะช่วยทำให้เราแกร่งมากยิ่่งขึ้น และเจ็บน้อยลง แอดเอาใจช่วยนะครับ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
How To Hold Swing Trades สวิงเทรดแบบไหนให้ได้กำไรHow To Hold Swing Trades สวิงเทรดแบบไหนให้ได้กำไร 👽👽 กลับมาพบเจออกันอีกแล้ว กับเทคนิคการทำกำไร ทริคดีๆทริคเด็ดๆ ที่แอดเอามาฝากกันเช่นเคย วันนี้เอาใจสายเทคนิคอลอีกแล้ว ใครที่ชื่นชอบการเทรดสวิงเทรนรีบมาอ่านกันในโพสนี้ Swing Trades การเทรดแบบสวิงเทรดจัดเป็นกลยุทธิ์การเทรดที่ทำกำไรได้ดีทีเดียวด้วย win rate 60-70% จัดว่าเด็ดไม่เบาทีเดียวเชียว กลยุทธิ์นี้ไม่เหมาะกับคนที่มือหนักใจหนักนะฮะ รักจะเทรดแนวนี้ต้องตอดเล็กตอดน้อยฮะ เล็กสั้น ขยันซอย ว่าซั่น Swing Trades เทรดอย่างไร?? 1. ปกติแล้วการเทรดแบบ Swing Trade มักจะเทรดบ่อยๆไม่เน้นการถือออเดอร์ข้ามวันฮะ แต่บางทีอาจต้องถือออเดอร์นานหลายวัน ทำไมหล่ะ ?? ถ้าพูดภาษาง่ายๆบ้านๆ คือใช้ออเดอร์ไม้ล่อ เป็นหินถามทางนั่นเอง 2. เมื่อมีออเดอร์ไม้ล่อให้ดูแล้ว เราจะรู้จุดเข้าออกได้ไม่ยาก ในการทำกำไร และสามารถคำนวณกำไร ขาดทุนได้ง่ายกว่าเดิม เทรนด์ส่วนใหญ่มักมี 2 รูปแบบ คือ Sideway up ค่อยๆไต่ขึ้น และ sideway down ค่อยๆไต่ลง 3. ฟังดูง่ายแต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะตัวในการเทรดมานานๆ และอินดิเคเตอร์คู่ใจสัก 2-3 ตัวไว้ช่วยตัดสินใจการเข้าเทรดฮะ ส่วนมากจะนิยมใช้ใน Time Frame 30M และ 4H และส่วนใหญ่ให้น้ำหนักจากกราฟแท่งเทียนเป็นสัญญาณในการเข้าออเดอร์ 4. การ Swing Trade มักใช้ Risk Reward ประเมินจุดเข้า (Entry),จุดทำกำไร (Exit) และจุดตัดขาดทุน (Stoploss) จึงได้รับความนิยมในฐานะที่ใช้ควบคุมและจัดการความเสี่ยงได้อย่างดี หลักในการเทรด Swing Trades 1. เก็บเล็กผสมน้อย เน้นการเข้าเร็วออกเร็ว โดยอาศัยจังหวะการเด้งขึ้นเด้งลงตามกรอบไซด์เวย์ ที่เป็นแนวรับแนวต้าน 2. เข้าเร็วออกเร็ว การเทรดลักษณะนี้ใช้เวลาไม่นานในการเฝ้าจอ หรือบางทีไม่ต้องเฝ้าจอก็ได้ เพราะราคามักเด้งขึ้นเด้งลงในกรอบ และขยับไม่มากค่าเฉลี่ยระยะการวิ่งในการทำกำไรจึงอยู่ที่ 100-200 จุด ขึ้นอยู่กับคู่สกุลเงินด้วยอีกทาง 3. ย่อแล้วไปต่อ เน้นการทำกำไรจากการลงไปทดสอบแนวรับหรือต้านเดิมแล้วไม่ผ่าน จากกรอบไซด์เวย์นั้นๆ เพื่อย่อแล้วไปต่อ 4. สั้นก็ได้ ยาวก็ดี สามารถเทรดพลิกแพลงให้เก็บกำไรในระยะยาวได้ด้วยนะเออ หากเรามีไม้ล่อและมีทุนมากพอในการเทรดแบบต่อเนื่อง เช่นกลยุทธิ์การเทรดแบบมาร์ติงเกลที่หวังผลในระยะยาวในการทบต้นทบดอกแต่ถ้าเงินทุนไม่มากพอ ไม่แนะนำให้ลองนะฮะ 👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้ทริคดีๆในการทำกำไรเพิ่มกันแล้วใช่มั้ยครับ อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะฮะ ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นเทคนิคการทำกำไรเบอร์ต้นๆของเราเลยก็ว่าได้ แอดหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เราอ่านกราฟได้ดี อ่านกราฟได้เก่งมากขึ้นนะครับ จำไว้เสมอว่ากราฟมีขึ้นแล้วก็มีลง ไม่ต้องไปเครียดกะมันหมั่น ฝึกฝนและเพิ่มเติมความรู้อย่างสม่ำเสมอ รับรอง เทรดยังไงก็รอดครับ และที่สำคัญอย่าลืม MM กันด้วยนะครับ วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่งแน่นอนครับ แอดเอาใจช่วยสู้ๆ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
Market Cycle รู้ไว้จะได้ไม่ดอยกับวัฏจักรตลาดMarket Cycle รู้ไว้จะได้ไม่ดอยกับวัฏจักรตลาด 👯👯👯 เพราะตลาดมีทั้งขึ้นและก็ลง มีใครเจ็บตัวจากการดิ่งลงของทองช่วงนี้มั้ย ยกมือขึ้น วันนี้แอดพาไปรู้จักกับกลไกวัฏจักรของตลาดการเงินกันครับ เผื่อว่าคนที่ดอยหรือล้างพอร์ตบ่อยๆจะได้ปลงและ มองเห็นความเป็นจริงที่มากขึ้น มาครับตามมาอ่านกันดีกว่า ว่ามันเป็นยังไง เพราะตลาดมีทั้งขึ้นมีทั้งลง เคยสังเกตุไหม???? เพื่อนเราเทรดทอง เราเองก็เทรดทอง คนนึงบาย BUY คนนึงเซล SELL แต่เอ๊ะ ทำไมมันก็กำไรทั้งคู่นะ ไม่มีใครเทรดเสีย หรือบางทีก็เทรดเสียด้วยกันทั้งคู่ ทั้งคน BUY และคน SELL ตลาดเขาแรงจริงๆ ว่ามั้ย Market Cycle จึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนสติใจ ให้เราไม่วู่วามและเผชิญหน้ากับความจริงที่เป็นสิ่งไม่ตายนั่นเอง และเราก็ใช้สิ่งนี้แหละเป็นตัวตัดสินใจในการลงทุน และวางแผนการลงทุนได้อย่างมีระบบ วัฎจักรตลาด (Market Cycle) คือธรรมชาติของการซื้อขายบนความคาดหวัง เช่น บางคนคิดว่าราคาจะพุ่งขึ้นในตลาดขาขึ้นก็ซื้อหุ้นไว้ แต่พอเวลาผ่านไป ราคาขึ้นไปจนสุดแรง ก็อาจเกิดการรีบาว์นหรือกลับตัว เป็นตลาดขาลง ซึ่งเรามักใช้ปัจจัยอื่นๆประกอบในการวิเคราะห์เชิงเทคนิค และข่าวสารที่ส่งผลต่อหุ้นนั้นๆ ทฤษฎีที่หลายคนนิยมใช้กันมีอยู่ 2 ทฤษฎี คือ 1. ทฤษฎีดาว (Dow Theory) มีอยู่ด้วยกัน 4 ช่วงที่สำคัญคือ - ช่วงเก็บของ (The accumulation phase) เมื่อราคาหุ้นตกลงมากๆ ติดต่อกันนาน ๆ มูลค่าการซื้อ-ขาย จะน้อยลง จะเป็นช่วงรายใหญ่เก็บของในช่วงนี้และราคาจะไม่ขึ้นจนกว่าจะเก็บของเสร็จ - ช่วงราคาพุ่งขึ้น/ผู้คนเริ่มรับรู้ตลาดขาขึ้น (Uptrend) หุ้นในช่วงนี้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มสนใจ เพราะเห็นว่ามันมีแนวโน้มที่ชัดเจน ข่าวที่ส่งผลต่อราคาอาจยังออกมาไม่มากนัก - ช่วงเลิกเล่น (The distribution phase) ช่วงที่หุ้นขึ้นมาอย่างร้อนแรง จนนักลงทุนส่วนใหญ่กระโดดเข้าไปตาม แต่มักจะเป็นช่วงที่ตลาดขึ้นไปสุดแล้ว และเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงในคลื่นลูกใหม่ - ช่วงราคาร่วงหนัก/ผู้คนเริ่มรับรู้ตลาดขาลง (Downtrend) หุ้นในช่วงนี้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มตกใจและหดหู่จากตลาดร่วงอย่างหนัก เพราะเห็นว่ามันมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าราคาจะทำท่าลงต่อ 2. ทฤษฎี Wyckoff (Wyckoff Logic) ทั้งสองทฤษฎีนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่ แต่แตกต่างกันตรงที่การแบ่งแยกช่วงต่างๆของวัฏจักร โดยหลักการ Wyckoff สามารถคาดการณ์ และ ดูทิศทางการเคลื่อนไหว ภายในกรอบซื้อขาย (Trading Range) และอาศัยความเป็นเหตุเป็นผลที่จับต้องได้ และเกิดซ้ำ ๆ จนเป็นวัฏจักรตลาด Wyckoff Logic มีทั้งหมด 4 ช่วงที่สำคัญคือ - ระยะสะสม (Accumulation) ในระยะสะสมจะมีการแบ่งช่วงย่อยเป็น Phase มีด้วยกัน 5 Phase หรือมองภาพให้ง่ายๆคือกรอบคลื่นย่อยๆค้ายคลื่นอีเลียตในกรอบย่อยนั่นเองเพื่อพักตัวและเลือกทางการไปต่ออีกครั้ง - ระยะไล่ราคา (Mark Up / Uptrend) ราคาจะมีทิศทางขาขึ้นค่อนข้างชัดเจน มีการไล่ราคากันอยู่เรื่อย ๆ สลับกับทยอยขายทำกำไร แต่เมื่อใดที่ราคาเคลื่อนไหว Sideway นาน ๆ หรือมีสัญญาณที่แนวโน้มขาขึ้นจะเปลี่ยนเป็นขาลง จุดนี้อาจเป็นจุดสูงสุดของขาขึ้น - ระยะแจกจ่าย (Distribution) ในระยะสะสมจะมีการแบ่งช่วงย่อยเป็น Phase มีด้วยกัน 5 Phase หรือมองภาพให้ง่ายๆคือกรอบคลื่นย่อยๆค้ายคลื่นอีเลียตในกรอบย่อยนั่นเอง แต่เป็นแบบกรอบพักตัวแล้วไต่ขึ้นหรือลงต่อ - ระยะดิ่งเหว (Mark Down / Downtrend) หลังจากผ่านช่วงแจกจ่ายไปแล้ว ตลาดก็เข้าสู่ขาลง ในช่วงนี้เราอาจจะเจอการเด้งกลับของราคาอยู่เป็นช่วงๆ หรือที่เรียกว่า “Rebound” ซึ่งในตลาดขาลงนี้ จะสามารถทำกำไรได้ในระยะสั้นๆ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากหากเข้าซื้อ-ขายออกช้าเกินไป และหลังจากที่ระยะนี้จบลง ก็จะเริ่มเข้าสู่ระยะสะสม วนเป็นวัฏจักรแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ 👽👽👽 เป็นอย่างไรกันบ้างครับพอจะเริ่มเข้าใจกลไกวัฏจักรของตลาดการเงินกันบ้างแล้วมั้ยครับ แอดบอกเลยว่ามันดีจริงๆนะ ทำให้เราไม่เครียดและหาทางออกในการแก้ไม้ของเราได้ดีเลยเชียวหละ ลองเอาไปปรับใช้กันดูครับ แอดเชื่อว่าไม่มากก็น้อย กำไรแน่นอน อยู่ที่ว่าเราเลือกชอบแบบไหน และเทรดให้ได้กำไรที่สุด แล้วอย่าลืม หมั่นฝึกฝนการเทรดให้ได้ทุกวัน ยิ่งเราเทรดบ่อยๆเราจะเก่งขึ้นเองครับ และที่สำคัญอย่าลืม MM และสร้างแผนการเทรดที่ดีด้วยนะครับ จะช่วยทำให้เราแกร่งมากยิ่่งขึ้น และเจ็บน้อยลง แอดเอาใจช่วยนะครับ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
วิธีหลีกเลี่ยงการ Over tradingวิธีหลีกเลี่ยงการ Over trading 👽👽 เคยเป็นกันบ้างมั้ย กับการเทรดที่มันมากจนเกินไป หรือการเทรดแบบ Over trading การซื้อขายมากเกินไป และนั่นเป็นจุดจบของสายเติมและสายมือเติบ เพราะการเทรดอะไรที่มันเกินตัวย่อมเสียมากกว่าได้เสมอ วันนี้แอดมาแนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงการ over trade หรือเอาแบบตรงตัวก็คือการหลีกเลี่ยงการล้างพอร์ตนั่นเอง เพราะโลกนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเวลาฉันใด การเทรดก็ย่อมไม่มีทางที่จะเทรดได้ตลอดไปฉันนั้น มันจะต้องมีเวลาได้ และ เวลาเสียบ้างไม่มากก็น้อย เราต้องยอมรับตรงนี้ให้ได้และปล่อยให้มันเป็นไปตามกลไกของตลาด Over Trading คืออะไร? การซื้อขายที่มากเกินไป ไม่ว่าจะเปิดลอทใหญ่ หรือการเปิดออเดอร์หลายๆไม้ที่ทำให้ระดับมาร์จิ้นลดลงต่ำ ถือเหมารวมว่าเป็นการเทรดแบบ Over trading ทั้งสิ้น เพราะผลที่ตามมาส่วนใหญ่ คือล้างพอร์ตล้วน ๆฮะ แล้วมันสามารถแก้ไขได้จริงๆมั้ย ??? จริงครับ ทุกหนทางย่อมมีทางออกเสมอ มันแก้ไขได้ แน่นอนฮะ ถ้าเราเริ่มรู้จักคำว่าไม่โลภ และไม่รีบ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เมื่ออยากเทรดแบบ Over trading 1. มีเงินทุนมากพอมั้ย และสามารถเติมได้ตลอดหรือเปล่า หรือหมดแล้วหมดเลย !????? 2. มีแผนเทรดหรือยัง??? แล้วเทรดตามแผนจริงๆหรือเปล่า??? สิ่งสำคัญที่สุด ที่ทุกคนต้องคิดให้รอบคอบเมื่อเปิดออเดอร์ทุกครั้ง คือการปฏิบัติตามแผนการซื้อขายแบบเคร่งครัด 3. หลีกเลี่ยงการผันผวนแรงๆ ถ้ารู้ว่าเทรดผิดทางก็แค่ปิดออเดอร์ทิ้งแล้วหยุดฮะ อย่าปล่อยให้โดนลากจนหมดตัว เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน เสียทั้งความรู้สึก 4.โปรดจำไว้ว่าตลาดไม่ได้เปิดแค่วันเดียว มันเปิดทุกวัน ไม่ต้องรีบเทรด ไม่ต้องรีบรวย ค่อยเป็นค่อยไปเอานะ 5.วันไหนอารมณ์ไม่ดี หรือเก็บกดอารมณ์มาจากที่อื่น ไม่ต้องเทรด เพราะมันจะมีแต่เสียกับเสียอย่างเดียว ไม่มีชนะ ไม่ต้องคิดเข้าข้างตัวเองนะ สติๆๆๆๆๆ 👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ แอดหวังว่าบทความนี้จะช่วยเตือนสติเทรดเดอร์หลายๆคนที่กำลังบ้าคลั่งจากการดิ่งลงของกราฟทองนะฮะ จำไว้เสมอว่ากราฟมีขึ้นแล้วก็มีลง ไม่ต้องไปเครียดกะมัน เราแค่เดินตามทางที่มันไปก็พอ ลองนำไปปรับใช้และต่อยอดกันดูนะครับ วินัยสำคัญสุดๆ อย่าลองตัวเองไปวันๆก็พอ แอดเอาใจช่วยนะครับ สู้ๆ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
Guerrilla Marketing การตลาดแบบกองโจรGuerrilla Marketing การตลาดแบบกองโจร 👽👽 ปัจจุบันเทรนด์และไวรัลใหม่ ๆ วนเวียนมาให้เราเห็นกันได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น ติ๊กต่อก ไอจี เฟสบุ๊ค บางคนก็ทำโฆษณาแบบเดิม ๆ อาจไม่ดึงดูดใจลูกค้ามากพอ แต่บางคนก็ทำสะดังในชั่วข้ามคืน วันนี้ แอด พามารู้จักกลยุทธ์การตลาดแบบจู่โจม 👽👽 วันนี้แอดมีบทความดีๆสำหรบคนที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือคนที่กำลังมองหารายได้เสริม มาฝากกันไม่แน่ว่า บทความนี้อาจช่วยให้คนต่อยอดความคิดและต่อยอดดีๆ ในการหารายได้เสริมก็เป็นได้ มาครับมันดีแบบไหน และเป็นอย่างไร มาตามอ่านกันดีกว่า Guerrilla Marketing คือกลยุทธ์การตลาดแบบกองโจร ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการโจมตีกลุ่มเป้าหมายแบบฉับไว ดึงดูดความสนใจได้ทันที เหมือนกับความไวของโจร เพื่อให้เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก และยังเป็นกลยุทธ์ที่ใช้งบประมาณต่ำกว่าการโฆษณารูปแบบอื่น ๆ Guerrilla Marketing คืออะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงยุค 80’s ปลาย ๆ 90’s ต้น ๆ เริ่มมีโฆษณาทางเคบิลทีวีมากขึ้น แต่เป็นโฆษณาที่น่าเบื่อ เน้นขายของมากกว่ามอบประสบการณ์ให้ผู้ชม ทำให้นักการตลาดหัวใส Jay Conrad Levinson ปรับกลยุทธ์ของวงการโฆษณาและคิดค้นศัพท์ใหม่อย่าง “Guerrilla Marketing” เคล็ดลับการทำการตลาดแบบ Guerrilla Marketing ให้เป็นไวรัลในโซเชียล! 1. ไอเดียโฆษณาต้องแตกต่าง ไม่ซ้ำใคร 2. แสดงโฆษณาให้ถูกที่ ถูกเวลา กระแสไหนกำลังมาแรง ประเด็นไหนกำลังฮอต นั่นแหละคือโอกาสทองของตลาดกองโจร 3. รู้สึกเซอร์ไพรส์จนต้องแชร์ต่อ ข้อดี VS ข้อเสียของการตลาดแบบกองโจร ข้อดีของ Guerrilla Marketing การตลาดแบบกองโจรสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าที่ซบเซา รวมถึงระบายสินค้าค้างสต๊อกได้ เพราะตัวโฆษณาช่วยสร้างกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย เข้ากลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากขึ้น และยังใช้ต้นทุนน้อย สามารถนำงบประมาณที่เหลือไปลงทุนกับส่วนอื่นได้ ข้อเสียของ Guerrilla Marketing แม้จะสร้างกระแสไวรัลในชั่วข้ามคืนได้ แต่ก็เป็นเพียงกระแสระยะสั้นที่ทำให้คนมาสนใจได้ไม่นาน เพราะเดี๋ยวหลังจากนั้นก็จะมีเทรนด์ใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาอีกเรื่อย ๆ และหากแบรนด์เลือกที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดกองโจรบ่อย ๆ แทนที่จะสร้างความสนใจอาจเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่ายแทน ตัวอย่างการทำ Guerrilla Marketing จากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ว่าแล้วเราก็ไปดูตัวอย่างการทำแคมเปญการตลาดแบบกองโจรจากแบรนด์ชั้นนำต่าง ๆ ทั่วโลกกันดีกว่าว่า แต่ละแบรนด์มีลูกเล่นและการนำเสนอสินค้าอย่างไรกันบ้าง ตัวอย่าง FRONTLINE เป็นผลิตภัณฑ์กำจัดเห็บหมัดสำหรับสุนัขและแมว ทางแบรนด์ได้ใช้ลูกเล่นด้วยการนำโฆษณาไว้ที่พื้นและหากมองลงมาจากชั้นบน คนที่เดินไปมาก็จะเหมือนกับเห็บหมัดบนตัวสุนัข ดังนั้น คำโฆษณาที่ใช้ก็คือ “Get them off your dog” หรือเอาพวกเขาออกไปจากตัวสุนัขของคุณ ด้วยการซื้อสินค้าของ FRONTLINE นั่นเอง ตัวอย่าง KitKat ต่อมาเป็นการทำ Guerrilla Marketing ที่ฉลาดมาก ๆ ของ KitKat แบรนด์ขนบขบเคี้ยวชื่อดัง ด้วยการสกรีนลายขนม KitKat ลงไปบนม้านั่งสำหรับนั่งพักตามสถานที่ต่าง ๆ เพราะสโลแกนของ KitKat ก็คือ “คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท” นั่นเอง 👽👽👽เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การตลาดแบบกองโจรก็เป็นอีกสีสันในวงการโฆษณา หากแบรนด์ไหนต้องการทำแคมเปญโฆษณาแบบระยะสั้นก็สามารถนำกลยุทธ์ Guerrilla Marketing ไปปรับใช้กันได้เลยนะฮะ แต่ต้องอย่าลืมใส่ความเป็นตัวตนแบรนด์ลงไปด้วยนะ มิเช่นนั้น คนอาจจะจำได้แค่โฆษณา แต่ไม่รู้ว่าเป็นของแบรนด์อะไร เป็นแนวทางในการสร้างรายได้ได้ดีทีเดียวเชียว ลองนำไปปรับใช้และต่อยอดกันดูครับ
CSE:OILการศึกษา
โดย AlphaQuantX
การใช้้ EMA เส้นค่าเฉลี่ยในการหา จุดซื้อ/จุดขาย Level: Beginnerเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) เราสามารถใช้เส้น MA (ผมเลือกใช้ EMA: Moving Average Exponential) เพียง 2 เส้น นั้นคือ EMA5 (เส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน) และ EMA25 (เส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน) ในหาจุดซื้อจุดขายได้ดังนี้ หาก EMA5 ตัดขึ้น เส้น EMA25 (แท่งเทียนอยู่ เหนือเส้น EMA25 ) เป็นแนวโน้ม "ขาขึ้น" จุดตัดที่เกิดขึ้นอาจพิจารณาว่าเป็น "จุดเข้าซื้อ" หาก EMA5 ตัดลงเส้น EMA25 (แท่งเทียนอยู่ ใต้เส้น EMA25 ) เป็นแนวโน้ม "ขาลง" จุดตัดที่เกิดขึ้นอาจพิจารณาว่าเป็น "จุดขาย" ก็ได้
Aการศึกษา
06:25
โดย Coach_Jay_Academy
11

เลือกข้อมูลตลาดที่ให้บริการโดย ICE Data Services. เลือกข้อมูลอ้างอิงที่ให้บริการโดย FactSet. Copyright © 2026 FactSet Research Systems Inc.Copyright © 2026, American Bankers Association. CUSIP Database ที่ให้บริการโดย FactSet Research Systems Inc. All rights reserved. SEC filings และเอกสารอื่นๆ ที่ให้บริการโดย Quartr.© 2026 TradingView, Inc.

มากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์
  • ซูเปอร์ชาร์ต
ตัวช่วยคัดกรอง
  • หุ้น
  • ETF
  • พันธบัตร
  • เหรียญคริปโต
  • คู่ CEX
  • คู่ DEX
  • Pine
ฮีทแมพ
  • หุ้น
  • ETF
  • เหรียญคริปโต
ปฏิทิน
  • ทางเศรษฐกิจ
  • ผลประกอบการ
  • เงินปันผล
ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม
  • เส้นแสดงอัตราผลตอบแทน
  • Options
  • แผนที่มหภาค
  • กระแสข่าว
  • Pine Script®
แอป
  • แอปมือถือ
  • เดสก์ท็อป
ชุมชน
  • เครือข่ายทางสังคม
  • กำแพงแห่งรัก
  • แนะนำเพื่อน
  • กฎระเบียบการใช้งาน
  • ผู้ดูแลการใช้งาน
ไอเดีย
  • การซื้อขาย
  • การศึกษา
  • คัดสรรโดยบรรณาธิการ
Pine Script
  • อินดิเคเตอร์ & กลยุทธ์
  • Wizard
  • ฟรีแลนซ์
เครื่องมือ & การสมัครสมาชิก
  • ฟีเจอร์
  • อัตราค่าบริการ
  • ข้อมูลตลาด
  • แผนสำหรับของขวัญ
การซื้อขาย
  • ภาพรวม
  • โบรกเกอร์ชั้นนำ
  • Brokers comparison
ข้อเสนอพิเศษ
  • ฟิวเจอร์ส CME Group
  • ฟิวเจอร์ส Eurex
  • ชุดหุ้นสหรัฐฯ
เกี่ยวกับบริษัท
  • พวกเราคือใคร
  • ภารกิจสำรวจอวกาศ
  • บล็อก
  • อาชีพ
  • เครื่องมือสำหรับสื่อ
สินค้า
  • ร้านค้า TradingView
  • ไพ่ทาโรต์สำหรับเทรดเดอร์
  • The C63 TradeTime
นโยบาย & ความปลอดภัย
  • ข้อกำหนดการใช้งาน
  • คำจำกัดสิทธิ์ความรับผิดชอบ
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • นโยบายการใช้คุกกี้
  • คำชี้แจงสิทธิ์การเข้าถึง
  • เคล็ดลับความปลอดภัย
  • โปรแกรม Bug Bounty
  • สถานะเพจ
โซลูชันสำหรับธุรกิจ
  • วิดเจ็ต
  • ไลบรารีชาร์ต
  • Lightweight Charts™
  • ชาร์ตขั้นสูง
  • แพลตฟอร์มการซื้อขาย
โอกาสในการเติบโต
  • การลงโฆษณา
  • การเชื่อมต่อกับโบรกเกอร์
  • โปรแกรมสำหรับพาร์ทเนอร์
  • โปรแกรมสำหรับการศึกษา
ชุมชน
  • เครือข่ายทางสังคม
  • กำแพงแห่งรัก
  • แนะนำเพื่อน
  • กฎระเบียบการใช้งาน
  • ผู้ดูแลการใช้งาน
ไอเดีย
  • การซื้อขาย
  • การศึกษา
  • คัดสรรโดยบรรณาธิการ
Pine Script
  • อินดิเคเตอร์ & กลยุทธ์
  • Wizard
  • ฟรีแลนซ์
โซลูชันสำหรับธุรกิจ
  • วิดเจ็ต
  • ไลบรารีชาร์ต
  • Lightweight Charts™
  • ชาร์ตขั้นสูง
  • แพลตฟอร์มการซื้อขาย
โอกาสในการเติบโต
  • การลงโฆษณา
  • การเชื่อมต่อกับโบรกเกอร์
  • โปรแกรมสำหรับพาร์ทเนอร์
  • โปรแกรมสำหรับการศึกษา
Look FirstLook First