ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ณ สิ้นสัปดาห์ วันที่ 16 มกราคม 20261️⃣ Trendline
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (BULLISH)
ราคายังคงอยู่ เหนือเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นระยะยาว → โครงสร้าง Higher High – Higher Low ยังไม่ถูกทำลาย
ระยะปัจจุบัน: แกว่งตัวสะสมใต้แนวต้านภายในช่องขาขึ้น → ตลาดกำลัง สะสมแรง
2️⃣ แนวต้าน (Resistance)
4,640 – 4,642: แนวต้านแข็งแกร่ง
ปัจจัยร่วม: ยอดเดิม + เส้นเทรนด์ไลน์ด้านบน
สถานการณ์ที่เป็นไปได้:
โดนปฏิเสธราคา (Reject) → มีโอกาสเกิดการย่อตัวแก้ไข
4,668 – 4,670:
โซน ATH ใหม่ + เบรกยอดเดิม + ต่อเนื่องตามเส้นเทรนด์ไลน์
3️⃣ แนวรับ (Support)
4,578 – 4,580:
แนวรับใกล้เคียง โซนสมดุลในกรอบราคา
4,515 – 4,517:
แนวรับแข็งแกร่ง / รีเทสต์จุดเบรกเอาท์ + GAP ก่อนหน้า
หลุดโซนนี้ → โครงสร้างขาขึ้นระยะสั้นอ่อนแรง และความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้น
4️⃣ กลยุทธ์การเทรดที่เน้นย้ำ
Sell ตามปฏิกิริยา บริเวณ 4,640 – 4,645 เมื่อมีสัญญาณปฏิเสธราคาชัดเจน
Buy ตามเทรนด์ บริเวณ 4,515 – 4,520 เมื่อมีสัญญาณยืนยันว่าราคายืนได้
ชุดแผนการเทรดหลัก
SELL GOLD: 4,668 – 4,670
Stop Loss: 4,678
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
BUY GOLD (Scalp): 4,578 – 4,580
Stop Loss: 4,574
Take Profit: 50 – 100 – 200 pips
BUY GOLD: 4,515 – 4,517
Stop Loss: 4,505
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
วันนี้ CK ขึ้นมาจากข่าว ITD คำสั่งยกเลิกสัญญา (จากฝั่งรัฐบาล)SET:CK ตามข้อมูลล่าสุด (งวด 9 เดือน ปี 2568/2025) มีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ:
1. ผลประกอบการหลัก (งวด 9 เดือน ปี 2568)
ภาพรวมถือว่าเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งธุรกิจก่อสร้างและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ
รายได้รวม: 34,784.16 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 2,883.87 ล้านบาท
กำไรต่อหุ้น (EPS): ประมาณ 1.71 บาท (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ)
2. ไฮไลท์สำคัญรายไตรมาส (Q2-Q3/2568)
กำไรโดดเด่น: ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปี 2568 เติบโตได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Q2 กำไรสุทธิ 863 ล้านบาท โต +77% YoY)
ปัจจัยหนุน:
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: ได้รับผลบวกจาก CKP (โรงไฟฟ้าไซยะบุรีเข้าช่วง High Season และปริมาณน้ำมาก) และ BEM (ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น) รวมถึงเงินปันผลจาก TTW
งานก่อสร้าง: รับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ และ รถไฟทางคู่ (เด่นชัย)
3. ฐานะทางการเงิน (ณ สิ้นไตรมาส 3/2568)
สินทรัพย์รวม: 116,549.72 ล้านบาท
หนี้สินรวม: ประมาณ 87,978 ล้านบาท (มีการกู้ยืมเพื่อลงทุนโครงการใหญ่)
ส่วนของผู้ถือหุ้น: 28,572 ล้านบาท
D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน): ประมาณ 1.47 - 1.6 เท่า (ถือเป็นระดับปกติของธุรกิจรับเหมาที่มีโครงการขนาดใหญ่)
4. มูลค่าหุ้นและอัตราส่วนทางการเงิน (ประมาณการล่าสุด)
P/E Ratio: ต่ำเพียงประมาณ 7.64 เท่า (ราคาหุ้นยังไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไร)
P/BV Ratio: 0.74 เท่า (ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี)
เงินปันผล: มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล (1H68) ที่ 0.20 บาท/หุ้น อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Yield) อยู่ที่ราว 2.8 - 3%
5. แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตา (Outlook)
Backlog แข็งแกร่ง: มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) สูงถึงระดับ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด (New High) โดยหลักมาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญาไป
โครงการในอนาคต: การเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในปี 2569-2570
สรุปภาพรวม: CK มีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งมากในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมีจุดเด่นคือพอร์ตการลงทุนในบริษัทลูก (BEM, CKP, TTW) ที่สร้างกระแสเงินสดและกำไรสม่ำเสมอ ช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจรับเหมาหลักได้ดีครับ
ทองคำก่อนประกาศ CPI: จุดสูงสุด หรือกับดักทางจิตวิทยา?ทองคำก่อนประกาศ CPI: จุดสูงสุด หรือกับดักทางจิตวิทยา?
1. บริบทเชิงกลยุทธ์ (STRATEGIC CONTEXT)
แนวโน้มหลัก:
ทองคำ (GOLD) ยังอยู่ใน แนวโน้มขาขึ้น
โครงสร้างระยะใหญ่ยังไม่ถูกทำลาย
บริบทมหภาค:
CPI คืนนี้อาจสร้าง ความผันผวนระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีอิทธิพลมากกว่า CPI
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ:
กรีนแลนด์ (Greenland): ความตึงเครียดเกี่ยวกับแผนการผนวก → การเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ระดับโลกเพิ่มขึ้น
อิหร่าน (Iran): การประท้วงขยายวง กรณีตัดไฟ–ตัดอินเทอร์เน็ต → ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเพิ่มสูง
👉 นัยเชิงกลยุทธ์:
ทองคำยังคงได้รับแรงหนุนในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย
→ การย่อตัวคือโอกาสซื้อ ไม่ใช่จังหวะไล่ขาย
📊 2. โครงสร้างตลาดปัจจุบัน (CURRENT MARKET STRUCTURE)
พฤติกรรมราคา:
ราคายังคง ยึดเส้นแนวโน้มขาขึ้น (trendline)
สะสมตัวในกรอบ (box) และบีบแคบก่อนประกาศ CPI
สภาพตลาด:
มีโอกาสเกิด false break (หลอกทะลุ) ได้ง่าย
ก่อนข่าวออก กับดักการจับยอด เกิดขึ้นได้บ่อยมาก
📍 3. โซนราคาที่ต้องจับตา (KEY LEVELS)
🔴 แนวต้าน (RESISTANCE)
4,630 – 4,655
4,695 – 4,700
→ จุดสูงก่อนหน้า / โซน ATH
→ ขายแบบตอบสนองเท่านั้น เมื่อมีสัญญาณชัดเจน (ไส้เทียนยาว, การปฏิเสธราคา)
🟣 โซนสะสม / กรอบราคา (CONSOLIDATION BOX)
4,56x – 4,630
→ แกว่งตัวรอ CPI
→ ห้าม FOMO, ก่อนข่าวให้เน้น เทรดตามกรอบ
🟢 แนวรับ (SUPPORT)
4,545 – 4,550
→ แนวรับหลัก จุดบรรจบทางเทคนิค
4,480 – 4,460
→ แนวรับระยะกลาง
4,420
→ แนวรับลึก แนวป้องกันสุดท้ายของโครงสร้างขาขึ้น
📝 4. หมายเหตุสำคัญ (IMPORTANT NOTES)
หาก CPI สูงกว่าคาด:
อาจเกิด การย่อตัวเชิงเทคนิค
❌ ไม่ได้หมายความว่าเป็นจุดยอดของตลาด
หาก CPI ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงคาด:
ทองอาจ สะสมตัวบนยอด และมีโอกาสทำ ATH ใหม่
การขายก่อน CPI:
→ เน้น ขายสั้นแบบตอบสนอง เท่านั้น ไม่ควรถือลาก
การซื้อ (Buy):
→ เข้าซื้อเมื่อ ราคาลงถึงโซนสำคัญ + มีปฏิกิริยาราคาอย่างชัดเจน
🎯 5. มุมมองเชิงกลยุทธ์ (TRADING MINDSET)
❌ อย่าพยายาม จับยอด ในขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์ยังหนุนราคาทอง
✅ โฟกัสที่ การบริหารความเสี่ยง – รอโซน – รอสัญญาณยืนยัน
🧠 ก่อน CPI: การอยู่รอดสำคัญกว่ากำไร
XTB - สัญญาณไดเวอร์เจนซ์ ทองคำจะมีจังหวะปรับฐานหรือไม่?กราฟ GOLD, ช่วงเวลา H4:
หลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างแรง ราคาทองคำแสดงสัญญาณชะลอตัวและต้องการเวลาสำหรับการสะสมเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด RSI เริ่มแสดงความแตกต่าง (divergence) ส่งสัญญาณเตือนว่ากำลังขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการปรับตัวลงลึกจริง ราคาทองคำต้องทะลุช่องแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นอย่างชัดเจน (เส้นประสีทอง) ตราบใดที่ช่องแนวโน้มนี้ยังคงแข็งแรง ฝ่ายซื้อยังคงได้เปรียบ และแนวโน้มขาขึ้นยังไม่ถูกทำลาย
ในระยะสั้น บริเวณ 4,568 USD/oz จะเป็นจุดสำคัญ หากราคาลงต่ำกว่าพื้นที่นี้ด้วยแรงขายที่เพียงพอ แรงกดดันในการปรับตัวลงอาจเพิ่มขึ้น ดึงราคาลงไปยังแนวรับ 4,508 USD/oz ในทางกลับกัน การรักษาระดับราคานี้ได้จะช่วยให้ฝ่ายซื้อคงความได้เปรียบ และเปิดโอกาสในการไปสู่ระดับสูงใหม่ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดเกี่ยวกับอิสระของ Fed น่าจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมราคาทองคำให้ต่อเนื่องในอนาคต
โซนเทคนิคสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 4,565–4,570 USD / 4,505–4,510 USD
🔴 แนวต้าน: 4,616–4,620 USD
จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เมื่อวานนี้ ราคาของทองคำจะเป็นเท1️⃣ เทรนด์ไลน์
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (BULLISH)
ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่ใน Ascending Channel (กรอบแนวโน้มขาขึ้น) → โครงสร้าง Higher High – Higher Low ยังถูก 유지ไว้
ขณะนี้ราคาอยู่ใน ครึ่งบนของช่องราคา แสดงให้เห็นว่า ฝั่งซื้อยังคุมตลาด แต่เริ่มมี การสะสมตัว / ปรับฐาน หลังจากการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
2️⃣ แนวต้าน (Resistance)
📍 4,683 – 4,685
โซน Supply ขนาดใหญ่ + ขอบบนของ Ascending Channel
📍 4,640 – 4,642
ราคาถูก ปฏิเสธหลายครั้ง ในโซนนี้ → การกระจายตัวของ Smart Money + แนวต้านจากเทรนด์ไลน์
➡ ให้มองหา SELL เฉพาะเมื่อมีสัญญาณปฏิเสธราคา
เช่น pin bar, bearish engulfing, หรือแรงขายชัดเจน
3️⃣ แนวรับ (Support)
📍 4,548 – 4,550
โซน แนวรับที่มี confluence แข็งแรง:
ขอบล่างของ Ascending Channel
โซน Breakout เดิม
EMA + เทรนด์ไลน์หลัก
นี่คือ โซน BUY ตามเทรนด์
➡ หากราคาย่อลงมาบริเวณนี้และ ยังยืนอยู่ได้ มีโอกาสสูงที่ราคาจะขึ้นต่อไปที่ 4,685
📈 แผนการเทรด
BUY GOLD
เข้า: 4550 – 4548
Stop Loss: 4538
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
SELL GOLD
เข้า: 4683 – 4685
Stop Loss: 4693
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันที่ 12 ม1️⃣ เส้นแนวโน้ม (Trendline)
โครงสร้างระยะสั้น: ขาขึ้นหลังจากเกิดการเบรกเอาท์
ราคาทะลุ เส้นแนวโน้มขาลง → ฝั่งขายสูญเสียการควบคุมตลาด
การเคลื่อนไหวปัจจุบันเป็น คลื่นขาขึ้น (impulse) และตลาดกำลังรอ การย่อตัวเพื่อสร้าง higher low
2️⃣ โซนแนวรับสำคัญ
4,550 – 4,548
แนวรับใกล้ที่สุด (โซนรีเทสต์หลังเบรกเอาท์)
หากโซนนี้ยังรับอยู่ → แนวโน้มขาขึ้นยังคงอยู่
4,515 – 4,513
โซนแนวรับแข็งแกร่ง
เป็นจุดบรรจบของ:
แนวต้านเก่า → กลายเป็นแนวรับใหม่
เส้นแนวโน้มขาขึ้น
EMA และโครงสร้างราคา
👉 นี่คือ โซน Buy ที่ดีที่สุด
หากโซนนี้ถูกทะลุ → โครงสร้างขาขึ้นระยะสั้นจะถูกทำลาย
3️⃣ แนวต้าน
4,640 – 4,642
แนวต้านหลัก
Fibonacci Extension 2.618
โซนอุปทาน (Supply Zone)
👉 เป็น เป้าหมายหลักของคลื่นขาขึ้นนี้
4️⃣ ฉากทัศน์ราคา
ฉากทัศน์ขาขึ้น (หลัก)
ราคาย่อตัวลงมาที่ 4,550 → 4,515
แนวรับยังอยู่
สร้าง Higher Low
→ จากนั้นราคาจะปรับตัวขึ้นต่อไปยัง 4,640
ฉากทัศน์ขาลง (โครงสร้างพัง)
ราคาปิดต่ำกว่า 4,515 อย่างชัดเจน
→ แนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นถูกทำลาย
→ ราคามีโอกาสลงไปที่ 4,480 – 4,440
📈 แผนการเทรด
BUY GOLD: 4,513 – 4,515
Stop Loss: 4,503
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
SELL GOLD: 4,640 – 4,642
Stop Loss: 4,650
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
XTB - ราคาน้ำมันอาจปรับฐานเพื่อสะสมแรงก่อนปรับตัวขึ้นต่อ?กราฟ OIL.WTI – ช่วงเวลา H4
ราคาน้ำมันฟื้นตัวแรงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
ความไม่แน่นอนรอบ ๆ อิหร่าน และความขัดแย้ง รัสเซีย–ยูเครน ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้น
ด้านเทคนิค:
แรงฟื้นตัวนี้ช่วยให้ราคาทะลุ แนวโน้มขาลงระยะสั้น (เส้นประสีแดง) ส่งสัญญาณฟื้นตัวระยะสั้น แต่แรงเบรกยังไม่เพียงพอที่จะกลับทิศทางแนวโน้มขาลงหลายเดือนที่ผ่านมา หากราคาน้ำมันสามารถ ทะลุและยืนเหนือแนวสูงสุดระยะสั้นราว $62.6 จะเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อได้มาก
ในทางกลับกัน หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับตลาดน้ำมันยังไม่เอื้ออำนวย ราคามีโอกาสกลับไป เทรนด์ขาลง
การหลุด $58 อาจกระตุ้นแรงขายเพิ่ม และดันราคาทดสอบแนวรับสำคัญ ราว $55
โซนเทคนิคสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 59.5 – 60 USD หรือ 58 – 58.5 USD
🔴 แนวต้าน: 62.5 – 63 USD
โอกาสทองในการ "สวน"SET:BH 🏥 Tactical Idea: หุ้นโรงพยาบาลร่วงแรง...โอกาสเก็บของถูก?
📉 เกิดอะไรขึ้น? ช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลงแรงกว่า 10% เพราะตลาดกังวลข่าวการเปลี่ยนแปลงนโยบายของบริษัทประกัน
💡 มุมมองนักวิเคราะห์: "ตลาดตกใจเกินเหตุ" การเทขายครั้งนี้ไม่สมเหตุสมผลกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะ:
กระทบจำกัด: นโยบายใหม่มีผลเฉพาะ "ผู้ทำประกันรายใหม่" เท่านั้น ไม่กระทบฐานลูกค้าเดิมที่มีสิทธิ์ต่ออายุได้ต่อเนื่อง รายได้ประกันเป็นแค่ส่วนเดียว: สัดส่วนรายได้จากประกันอยู่ที่ราว 20-38% ของรายได้รวม (BDMS 38%, BH 20%)
Worst-case ก็ยังเจ็บน้อย: แม้สมมติให้รายได้ประกันโต 0% (จากปกติโต 3-5%) กระทบกำไรจริงแค่ 1-2% เท่านั้น แต่ราคาหุ้นลงมารับข่าวเหมือนกำไรจะหายไปหนักมาก
📊 ความถูกที่ซ่อนอยู่ (Market Implied) ราคาหุ้นที่ร่วงลงมา สะท้อนความกลัวว่ารายได้ประกันจะหายไปถึง 5-10% ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในความเป็นจริง
BH: ราคาลงมา -11.7% (PE เหลือ 15.0x)
BDMS: ราคาลงมา -9.3% (PE เหลือ 18.1x)
🎯 คำแนะนำ: "โอกาสสะสม" มองเป็นจังหวะดีในการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลคุณภาพที่ราคาลงมาลึกเกินพื้นฐาน
XTB - จะเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป หรือพักฐานชั่วคราว?เคราะห์กราฟ #ทองคำ (H1):
หลังจากทำจุดสูงสุดที่ระดับ 4,631 USD/oz ราคาทองคำได้ปรับตัวลงมาราว ๆ 4,580 USD/oz ปัจจุบัน การปรับตัวครั้งนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างปกติ ยังไม่มากพอที่จะทำลายโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้น แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงอยู่
ในระยะสั้น บริเวณ 4,562 USD/oz ทำหน้าที่เป็นแนวรับใกล้สุด หากราคาทะลุผ่านระดับนี้ด้วยแรงโมเมนตัม จะเป็นสัญญาณเตือนถึงโอกาสการปรับตัวลงลึกต่อไป โดยมีเป้าหมายถัดไปราว 4,505 USD/oz
หากราคากลับตัวขึ้นและทะลุเหนือ 4,602 USD/oz แนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง เปิดทางให้ราคาท้าทายจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ใหม่
ที่น่าสังเกต ราคาทองคำยังอยู่ในช่องขาขึ้น (เส้นสีทอง) หากยังไม่ทะลุลงอย่างชัดเจน แนวโน้มขาขึ้นโดยรวมก็ยังคงอยู่
ระดับราคาสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 4,560 - 4,565 USD/oz หรือ 4,500 - 4,505 USD/oz
🔴 แนวต้าน: 4,600 - 4,605 USD/oz หรือ 4,650 - 4,655 USD/oz
ราคาทองคำจะผันผวนอย่างไรในวันที่ 13 มกราคม 2026?1️⃣ เทรนด์ไลน์
แนวโน้มระยะสั้น: ขาขึ้นชัดเจน (Bullish)
ราคายังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือ เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น และ EMA ซึ่งหมายความว่า ฝั่งซื้อ (Buyers) ยังคุมตลาดอยู่
โครงสร้างตลาด: Higher High – Higher Low ⇒ ยังไม่มีสัญญาณกลับตัว
2️⃣ แนวรับ (Support)
4548 – 4550 แนวรับใกล้ที่สุด ยังไม่เคยถูกทดสอบ → เหมาะสำหรับ สเกลป์ Buy
4520 – 4515 แนวรับที่แข็งแกร่งที่สุด (โซน Demand + Fibonacci 1.618 + เทรนด์ไลน์ขาขึ้น)
➡ หากราคาย่อลงมาที่ 4,520 แล้วรับอยู่ได้ จะเป็น จุด Buy ตามเทรนด์ที่มีความน่าจะเป็นสูง
3️⃣ แนวต้าน (Resistance)
4630 – 4632 แนวต้านระยะสั้น → ใช้สำหรับ สเกลป์ Sell / ปิดกำไร
4643 – 4645 แนวต้านหลัก (Fibonacci 2.618 + โซน Supply เดิม)
➡ บริเวณ 4,645 เป็น โซนที่มีโอกาสกลับตัวและแรงขายทำกำไรสูง
4️⃣ สถานการณ์ราคา
สถานการณ์หลัก (ให้ความสำคัญมากที่สุด):
ราคา ย่อลงมาที่ 4,520 → เด้งขึ้น → ไปทดสอบ 4,645
สถานการณ์ขาลง:
หาก แท่ง H1 ปิดต่ำกว่า 4,520 → เทรนด์ไลน์หลุด → ราคามีโอกาสลงสู่ 4,495 – 4,480
🎯 แผนการเทรด
BUY GOLD
เข้า Buy: 4520 – 4522
Stop Loss: 4510
Take Profit: +100 / +300 / +500 pips
SELL GOLD
เข้า Sell: 4643 – 4645
Stop Loss: 4653
Take Profit: +100-300-500 pips
ช่วงนี้เทรดดัชนีแนะนำซื้อตัวCNTECH01ก่อนได้ครับเล่นตามหุ้นเทคจีนSET:CNTECH01 🇨🇳 เจาะไส้ใน CNTECH (DR): รวมพล 30 บิ๊กเทคจีน 🚀
CNTECH01 คือ DR ในไทยที่อ้างอิงดัชนี Hang Seng TECH ของฮ่องกง สรุปง่ายๆ คือ "ซื้อ 1 ได้ถึง 30" บริษัทเทคโนโลยีที่แกร่งที่สุดในจีนครับ
🏆 10 หุ้นตัวแบกตลาด (Top Holdings): หุ้นใหญ่ที่มีผลต่อราคามากที่สุดในพอร์ต:
SMIC 💾 พี่ใหญ่ผู้ผลิตชิปจีน (Semiconductor)
Meituan 🛵 ยักษ์ใหญ่ Food Delivery & Lifestyle
Tencent 🐧 เจ้าพ่อเกม & WeChat
NetEase 🎮 เกมออนไลน์ระดับโลก
BYD ⚡️ ผู้นำรถ EV และแบตเตอรี่
Xiaomi 📱 มือถือ & EV & AIoT
Alibaba 🛍️ อีคอมเมิร์ซ & Cloud
Kuaishou 🎬 แอปวิดีโอสั้น (คู่แข่ง Tiktok)
JD.com 📦 ขนส่ง & ช้อปปิ้ง
Baidu 🤖 ผู้นำ AI & Search Engine
💡 ธีมการลงทุนหลัก: ✅ EV & Battery: BYD, Li Auto, Xpeng, NIO ✅ AI & Chips: SMIC, Baidu, SenseTime, Lenovo ✅ Digital Economy: Alibaba, Tencent, Meituan
📌 จุดเด่น: เหมาะสำหรับคนมองหา Growth Stock จีนแบบกระจายความเสี่ยง ครบจบทั้ง AI, EV และ Tech ซื้อขายง่ายเป็นเงินบาทผ่านกระดานไทย (Streaming) ได้เลยครับ
ถอยลงมาวันนี้มองเป็นจังหวะเก็บเพิ่มได้ครับSET:SCC SCC ถอยลงมาวันนี้มองเป็นจังหวะเก็บเพิ่มได้ครับ
-แนวโน้มผลประกอบการ (Q4/68 และ Q1/69)
ไตรมาส 4/68 (แย่สุด): คาดว่าจะรายงาน "ขาดทุนสุทธิ" ประมาณ 2,547 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน)
สาเหตุลบ: โดนกดดันจาก "ผลขาดทุนสต็อกสินค้า" และ "การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์"
กำไรหลัก: หากตัดรายการพิเศษออก คาดว่ายังมีกำไรหลักจากการดำเนินงานราว 352 ล้านบาท (พลิกมีกำไรจากปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน)
ไตรมาส 1/69 (เริ่มฟื้นตัว): คาดว่ากำไรหลักจะ "เพิ่มขึ้น" ทั้งเทียบกับปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อน (QoQ)
ปัจจัยหนุน: ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัวตามฤดูกาลและโครงการภาครัฐ รวมถึงส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เริ่มดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
- เจาะลึกรายธุรกิจ
ปิโตรเคมี: ผ่านจุดแย่สุดแล้ว คาดว่าส่วนต่างราคา (Spread) จะเริ่มขยายตัวตั้งแต่ Q1/69 และอุปสงค์จะฟื้นตัวชัดเจนใน Q2/69 ตามเศรษฐกิจโลก
ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง: Q1/69 จะดีขึ้นจากอุปสงค์ในไทยและอาเซียน รวมถึงราคาขายที่สูงขึ้น
บรรจุภัณฑ์ (SCGP): Q4/68 ทำได้ดีขึ้น แต่ Q1/69 อาจแผ่วลงเล็กน้อยเพราะมีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเยื่อและกระดาษ
สรุปสั้นๆ: ข่าวร้ายเรื่องงบ Q4/68 รับรู้ไปในราคาหุ้นแล้ว ให้มองข้ามไปที่การฟื้นตัวในปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างที่จะเป็นพระเอกในการดึงกำไรกลับมาครับ
อาหารสดใหม่ กำไรต่อหุ้นสดใหม่: FRPT สร้างความประหลาดใจให้กับวอลลRedoubling เป็นโครงการวิจัยของฉันเองบน TradingView ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบคำถามต่อไปนี้: ฉันจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเพิ่มเงินทุนเป็นสองเท่า? แต่ละบทความจะเน้นไปที่บริษัทต่างๆ ที่ฉันจะพยายามเพิ่มเข้าไปในพอร์ตโฟลิโอจำลองของฉัน ฉันจะใช้ราคาปิดของแท่งเทียนรายวันสุดท้ายในวันที่บทความเผยแพร่เป็นราคาซื้อจำกัดเริ่มต้น ผมจะตัดสินใจทุกอย่างโดยยึดหลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก นอกจากนี้ ผมจะไม่ใช้เลเวอเรจในการคำนวณ แต่ผมจะลดเงินทุนลงตามจำนวนค่าคอมมิชชั่น (0.1% ต่อการซื้อขาย) และภาษี (ภาษีกำไรจากส่วนต่างราคา 20% และภาษีเงินปันผล 25%) หากต้องการทราบราคาหุ้นปัจจุบันของบริษัท เพียงคลิกปุ่มเล่นบนกราฟ แต่โปรดใช้ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น โปรดทราบว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน
ต่อไปนี้เป็นภาพรวมบริษัทโดยละเอียดและเป็นระบบสำหรับ NASDAQ:FRPT (Freshpet, Inc.) โดยอิงจากสถานะทางการเงิน:
1. ขอบเขตการดำเนินงานหลัก Freshpet, Inc. เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายอาหารและขนมสดแช่เย็นสำหรับสุนัขและแมว ธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุมการพัฒนา การผลิต และการจัดจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงจากธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุดภายใต้แบรนด์ของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายแบบแช่เย็นที่เป็นกรรมสิทธิ์ในร้านขายของชำ ร้านค้าเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง และช่องทางการค้าปลีกอื่นๆ ทั่วอเมริกาเหนือและยุโรป
2. รูปแบบธุรกิจ Freshpet สร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงโดยตรงให้กับพันธมิตรค้าปลีก ซึ่งรวมถึงเครือร้านขายของชำ ร้านขายสัตว์เลี้ยง ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านค้าแบบคลับ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รูปแบบธุรกิจของบริษัทคือ B2B2C กล่าวคือ บริษัทผลิตสินค้าและจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก ซึ่งร้านค้าปลีกจะนำไปขายต่อให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง บริษัทเน้นย้ำถึงความภักดีต่อแบรนด์และการซื้อซ้ำผ่านผลิตภัณฑ์อาหารสดคุณภาพสูง ซึ่งต้องเก็บรักษาในตู้เย็นและมีราคาสูงกว่าอาหารสัตว์เลี้ยงแบบแห้งหรือกระป๋องทั่วไป
3. ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลัก ผลิตภัณฑ์หลักของ Freshpet ได้แก่ อาหารสุนัขแช่เย็น อาหารแมว และขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ วางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Freshpet โดยมีผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพิ่มเติม เช่น DogNation และ Dog Joy ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการออกแบบโดยใช้เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้สด ปราศจากสารกันบูดหรือสารปรุงแต่งสังเคราะห์ และจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนมปัง และภาชนะบรรจุ
4. ประเทศสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ บริษัทดำเนินธุรกิจหลักในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีสาขาค้าปลีกมากที่สุด นอกจากนี้ยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในยุโรป ซึ่งเป็นการขยายฐานธุรกิจออกไปนอกทวีปอเมริกาเหนือ การวางจำหน่ายสินค้าครอบคลุมหลายช่องทาง รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านค้าสมาชิก ร้านขายของชำ และร้านขายสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
5. คู่แข่งหลัก คู่แข่งสำคัญมาจากทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงแบบดั้งเดิมและแบรนด์อาหารสด/ธรรมชาติ:
Blue Buffalo (General Mills) และ Hill's Pet Nutrition (Colgate‑Palmolive) ในอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม
แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงสด/ธรรมชาติขนาดเล็ก เช่น The Farmer's Dog, Ollie และ Nom Nom ซึ่งมักขายตรงถึงผู้บริโภค
บริษัทอาหารขนาดใหญ่ เช่น Vital Farms, Utz Brands, Lamb Weston เป็นต้น ดำเนินงานในภาคส่วนอาหารสำหรับผู้บริโภคที่กว้างกว่า แต่มีการแข่งขันทับซ้อนกันในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์เฉพาะ
6. ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไร ปัจจัยภายนอก:
แนวโน้มผู้บริโภคที่แข็งแกร่งในการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว และอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง ซึ่งสนับสนุนความต้องการตัวเลือกที่สดใหม่และดีต่อสุขภาพ
การเพิ่มขึ้นของการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงและค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ
แนวโน้มเหล่านี้สร้างโอกาสให้ Freshpet เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและขยายการจำหน่ายปลีก
ปัจจัยภายใน: การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์แช่เย็นที่เป็นเอกลักษณ์และความภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งแตกต่างจากอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไป
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ค้าปลีกและหน่วยจัดจำหน่ายแช่เย็นที่เป็นกรรมสิทธิ์ ช่วยเพิ่มการมองเห็นผลิตภัณฑ์และกระตุ้นการซื้อซ้ำ
การขยายการดำเนินงานและการตลาดที่มุ่งเน้นกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ใส่ใจสุขภาพ ช่วยให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีอยู่และตลาดใหม่
7. ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลให้กำไรลดลง ปัจจัยภายนอก: แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยงบประมาณครัวเรือนที่รัดกุมขึ้นอาจส่งผลให้การซื้อสินค้าพรีเมียมลดลง
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทอาหารรายใหญ่ที่เข้ามาในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสด เช่น General Mills ขยายผลิตภัณฑ์ Blue Buffalo ไปสู่ผลิตภัณฑ์สดใหม่
ปัจจัยภายใน:
การพึ่งพาโลจิสติกส์แบบแช่เย็นเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนเมื่อเทียบกับอาหารสัตว์เลี้ยงที่เก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้อง
การเติบโตที่ช้าลงในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ (เช่น อาหารแมว) อาจจำกัดการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
8. ความมั่นคงของการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา:
ทีมผู้บริหารของ Freshpet นำโดยซีอีโอ Billy Cyr ซึ่งเพิ่งมีบทบาทในคณะกรรมการและตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นในการดำเนินกลยุทธ์การเติบโต
ผลกระทบต่อกลยุทธ์และวัฒนธรรมองค์กร:
ความต่อเนื่องในการบริหารจัดการได้สนับสนุนให้มีการมุ่งเน้นอย่างสม่ำเสมอไปที่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม โครงสร้างพื้นฐานการจัดจำหน่ายแบบแช่เย็น และการขยายแบรนด์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและเสริมสร้างตำแหน่งทางการตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จากการวิเคราะห์สภาพธุรกิจ พบว่ากำไรต่อหุ้นในปัจจุบันเติบโตสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางการเติบโตของรายได้ในระยะยาวที่มั่นคง ขณะที่ตัวชี้วัดด้านผลการดำเนินงานและความมั่นคงทางการเงิน เช่น อัตราการหมุนเวียนลูกหนี้การค้า และอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ ก็อยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งยืนยันถึงการบริหารจัดการด้านการดำเนินงานที่มีคุณภาพสูงและโครงสร้างงบดุลที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงินทุนได้รับการประเมินว่ามีความเสถียร ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถที่สมดุลของบริษัทในการสร้างและจัดสรรเงินทุน ในบรรดาตัวชี้วัดที่มีลำดับความสำคัญปานกลาง การเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวของผลตอบแทนจากเงินทุนและอัตรากำไรขั้นต้นสนับสนุนภาพรวมของความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง การเติบโตที่เกิดขึ้นในอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น และค่าที่แข็งแกร่งสำหรับเงื่อนไขการชำระเงินซัพพลายเออร์ อัตราส่วนสินค้าคงคลังต่อรายได้ และสภาพคล่องในปัจจุบันยืนยันถึงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่เชื่อถือได้ ในขณะเดียวกัน การขาดความคืบหน้าในอัตราส่วนความครอบคลุมดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยจำกัดเพียงอย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงการประเมินในเชิงบวกโดยรวม ด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio) ที่ 27 ซึ่งถือว่ายอมรับได้ การประเมินมูลค่าในปัจจุบันจึงดูสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างคงที่ ยังไม่มีข่าวสำคัญใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของธุรกิจหรือนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการล้มละลาย เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การกระจายความเสี่ยงที่ 20 และส่วนเบี่ยงเบนของราคาหุ้นปัจจุบันจากมูลค่าเฉลี่ยต่อปีที่มากกว่า 4 EPS จึงตัดสินใจลงทุน 5% ของเงินทุนในบริษัทนี้ที่ราคาปิดของแท่งเทียนรายวันล่าสุด ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่สมดุลและรอบคอบในการลงทุนภายในพอร์ตโฟลิโอที่มีการกระจายความเสี่ยง
NFP จะช่วยเติมเชื้อเพลิงให้ราคาทองคำพุ่งต่อหรือไม่?วันนี้เวลา 20:30 น. รายงาน NFP ของเดือนธันวาคมจะถูกประกาศออกมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยให้ตลาดกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินต่อไปของ Fed
ปัจจุบัน ราคาทองคำยังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง เหลือเพียงประมาณ 1.5% จากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ หากรายงาน NFP วันนี้ส่งสัญญาณอ่อนแอ นี่อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งให้ทองคำเข้าใกล้หรือสร้างจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่องขาขึ้นระยะสั้น ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นต่อไป พร้อมกันนี้ มีการสร้างรูปแบบสามเหลี่ยมขาขึ้น ซึ่งสามารถถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการทะลุขึ้นหากราคาขยับขึ้นเหนือรูปแบบนี้
ในทางกลับกัน ในกรณีที่ NFP ออกมามีความแข็งแกร่ง หากทองคำหลุดลงต่ำกว่าช่องขาขึ้นที่ระดับราคาประมาณ 4,440 USD/oz ผู้ขายจะมีโอกาสกลับมาครอบงำตลาด เปิดทางให้เกิดการปรับฐานลึกไปยังแนวรับสำคัญ เช่น 4,340 USD/oz
ทองคำนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว... รอระเบิดฟอร์มคืนนี้กับข่าว NFP!ราคาทองคำ ยังคงทรงตัวรักษาระดับเหนือ 4,400 เหรียญได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะเจอแรงกดดันจากดอลลาร์ที่เริ่มฟื้นตัวกลับมา
.
เกิดอะไรขึ้นก่อนข่าวใหญ่คืนนี้? มาสรุปกันครับ 👇
.
🌍 1. ปัจจัยพื้นฐาน: ดอลลาร์ฟื้น... กดดันทอง!
ช่วงนี้ "พี่ดอล" (USD) เริ่มกลับมามีแรงฮึดครับ สาเหตุหลักมาจาก:
🔸 ตัวเลขแรงงานดูดี: ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการเลิกจ้างชะลอตัวลง และยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Jobless Claims) ออกมาดีกว่าที่คาด
🔸 Trade Deficit ลดลง: ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ แคบลง ช่วยหนุนความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลลาร์
👉 ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทองคำถูกจำกัดเพดานการขึ้น (Upside Limited) ในช่วงสั้นๆ เพื่อรอความชัดเจนจากตัวเลขการจ้างงาน (NFP) คืนนี้ครับ
.
📊 2. มุมมองทางเทคนิค (Technical Focus):
กราฟแสดงการฟื้นตัวกลับขึ้นมา (Recover) แต่ยังติดๆ ขัดๆ อยู่ในกรอบสะสมแรง โดยมีโซนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษดังนี้:
.
🚧 โซนแนวต้าน (Resistance & Supply):
จุดที่ต้องระวัง คือบริเวณ 4,518 - 4,520 เหรียญ หากราคาดีดตัวขึ้นไปทดสอบแล้วไม่ผ่าน มีโอกาสสูงที่จะถูกตบกลับลงมา (Rejection) ตามลูกศรในภาพที่ชี้ลงหาแนวรับ
.
🛡️ โซนแนวรับ (Support & Demand):
ฐานที่มั่นสำคัญคือ 4,400 - 4,398 เหรียญ ตราบใดที่ยังยืนเหนือโซนนี้ได้ แรงซื้อ (Buying Pressure) ยังคงเลี้ยงตัวอยู่ครับ
.
💡 สรุปกลยุทธ์ก่อนข่าว (Strategy):
ตลาดกำลังรอเลือกทางจาก NFP คืนนี้...
✅ มุมมอง: หากราคาขึ้นไปชนต้าน 4,518-4,520 แล้วเกิดสัญญาณกลับตัว มองเป็นโอกาสในการ "ดักขาย" (Sell on Rise) เพื่อเล่นรอบย่อตัว
✅ ข้อควรระวัง: คืนนี้ข่าวแรง! บริหารความเสี่ยง (MM) ให้ดี อย่าลืมเผื่อ Stop Loss ไว้กันพลาดด้วยนะครับ
.
ขอให้เพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกท่านโชคดี พอร์ตฟ้าสดใสรับสุดสัปดาห์ครับ! 💙
.
------------------------------------------------
ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำก่อนการประกาศข้อมูลสินค้าเกษตรที่ไม่ใช1️⃣ แนวโน้ม / เส้นแนวโน้ม
แนวโน้มระยะสั้น: การเคลื่อนไหวแบบ Sideways – แนวโน้มขาลงภายในรูปสามเหลี่ยมที่แคบลง
ราคาถูกบีบระหว่างเส้นแนวโน้มขาลงด้านบน (แรงขาย) และเส้นแนวโน้มขาขึ้นด้านล่าง (แนวรับอ่อนตัวลง)
โครงสร้างปัจจุบัน: การดีดตัวทางเทคนิค แต่ราคายังไม่ทะลุเส้นแนวโน้มขาลง ⇒ ยังไม่มีการยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น
2️⃣ แนวต้าน
4520 – 4525: แนวต้านที่แข็งแกร่ง
การรวมกัน: จุดสูงสุดก่อนหน้า + ระดับ Fibonacci retracement 1.618 + เส้นแนวโน้มขาลง
ควรขายเมื่อราคาดีดตัวขึ้นหากราคามีแนวโน้มขาลง
3️⃣ แนวรับ
4395 – 4400: โซนแนวรับสำคัญ
การรวมกัน: จุดต่ำสุดของช่วงราคา + โซนความต้องการ
หากทะลุลงต่ำกว่าบริเวณนี้อย่างชัดเจน ⇒ มีความเสี่ยงที่จะเกิดการทะลุแนวต้าน ราคาอาจลดลงต่อไป
สถานการณ์ที่ 4
ลำดับความสำคัญ: ซื้อขายเมื่อเกิดการทะลุแนวรับ/แนวต้าน
สถานการณ์ขาขึ้น: ทะลุแนวรับ/แนวต้านและปิดเหนือเส้นแนวโน้มขาลงและเหนือ 4525 ⇒ ปูทางสู่การเติบโตต่อไป
สถานการณ์ขาลง: ทะลุแนวรับ/แนวต้านและปิดต่ำกว่า 4395 ⇒ ยืนยันการต่อเนื่องของแนวโน้มขาลง; ควรมีสัญญาณขายที่สอดคล้องกับแนวโน้ม
👉 ตลาดอยู่ในช่วงการตัดสินใจ – หลีกเลี่ยง FOMO และรอการยืนยันที่ชัดเจนที่ขอบเขตของตลาด
แผนการซื้อขาย
ซื้อทองคำ: 4398 – 4400
จุดตัดขาดทุน: 4388
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip
ขายทองคำ: 4523 – 4525
จุดตัดขาดทุน: 4533
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip
EUR/USD อ่อนค่าต่ำกว่า 1.1700 ท่ามกลางตลาดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง### EUR/USD เคลื่อนไหวในกรอบจำกัดต่ำกว่า 1.1700 ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง
คู่เงิน EUR/USD ยังคงเผชิญแรงกดดันและไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน โดยเคลื่อนไหวใกล้กรอบล่างของช่วงการซื้อขายประจำสัปดาห์ ต่ำกว่าระดับ 1.1700 ในวันพฤหัสบดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากท่าทีระมัดระวังของตลาด ส่งผลให้ EUR/USD ไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ ก่อนการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจระดับกลางของสหรัฐฯ
---
### มุมมองทางเทคนิคของ EUR/USD
จากกราฟราย 4 ชั่วโมง EUR/USD ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 1.1681 โดยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) ระยะ 20 ช่วงเวลา ปรับตัวลดลงและอยู่ต่ำกว่าเส้น SMA ระยะ 50 และ 100 ช่วงเวลา สะท้อนถึงแรงกดดันฝั่งขาลงที่ยังคงเด่นชัด ขณะเดียวกัน เส้น SMA ระยะ 50 ช่วงเวลามีทิศทางลดลง ส่วนเส้น SMA ระยะ 100 ช่วงเวลาเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว โดยราคายังคงอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้น
ทั้งนี้ EUR/USD เคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้น SMA ระยะ 200 ช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 1.1680 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับเชิงพลวัตในระยะใกล้ ดัชนี Relative Strength Index (RSI) อยู่ที่ระดับ 40 ต่ำกว่าระดับกึ่งกลาง สะท้อนถึงโมเมนตัมที่อ่อนแรง และจำกัดโอกาสในการฟื้นตัวของราคา
เมื่อวัดจากจุดต่ำสุดที่ 1.1503 ถึงจุดสูงสุดที่ 1.1800 ระดับ Fibonacci retracement 50% ที่ 1.1650 และ 61.8% ที่ 1.1615 จะเป็นแนวรับถัดไป หากระดับ 1.1680 ไม่สามารถยืนได้ ในฝั่งแนวต้าน ระดับแรกอยู่ที่บริเวณ 1.1690–1.1700 ซึ่งเป็นทั้งระดับ Fibonacci 38.2% และระดับจิตวิทยา ก่อนจะไปพบแนวต้านถัดไปที่ 1.1730–1.1740 ซึ่งสอดคล้องกับระดับ Fibonacci 23.6% รวมถึงเส้น SMA ระยะ 50 และ 100 ช่วงเวลา
---
### ปัจจัยพื้นฐาน
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนที่ระมัดระวังในช่วงกลางสัปดาห์ ส่งผลให้ EUR/USD ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
สถาบัน Institute for Supply Management (ISM) รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการ (Services PMI) ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.4 ในเดือนธันวาคม จาก 52.6 ในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนถึงการขยายตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในภาคบริการที่ดำเนินต่อเนื่องและมีอัตราเร่งที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ดัชนีการจ้างงานในแบบสำรวจเดียวกันยังปรับขึ้นสู่ระดับ 52 หลังจากอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะหดตัว ติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน
ในช่วงหลังของวัน สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) จะประกาศข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) รายสัปดาห์ หากตัวเลขออกมาที่ระดับ 200,000 หรือต่ำกว่า อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันให้ EUR/USD ปรับตัวลงต่อ อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขออกมาสูงกว่า 220,000 อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามต่อทิศทางของคู่เงินนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนจำนวนมากอาจเลือกชะลอการเปิดสถานะขนาดใหญ่ เพื่อรอการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในวันถัดไป
โดยรวมแล้ว EUR/USD อาจเผชิญความยากลำบากในการทรงตัว หากบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังคงอยู่ในโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดย ณ เวลาที่รายงาน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในช่วงประมาณ 0.2%–0.3%
WHAUP ท่านใดที่ชอบเล่นปันผลและเล่นตรีม DATA CENTER มองเป็นตัวที่SET:WHAUP 1. บทบาทของ WHAUP ในระบบนิเวศ Data Center
WHAUP ไม่ได้สร้าง Data Center เองโดยตรง แต่เป็น "ผู้ส่งกำลังบำรุง" หลักให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA (เช่น Google, Microsoft และ AWS) ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก:
ธุรกิจน้ำ (Utilities): Data Center ต้องการระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำมหาศาล (ประมาณ 50-100 ลบ.ม./ไร่/วัน สูงกว่าโรงงานทั่วไปหลายเท่า) WHAUP จึงได้ประโยชน์เต็มๆ จากการขายน้ำพรีเมียมและน้ำรีไซเคิล
ธุรกิจไฟฟ้า (Energy): ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการพลังงานสะอาด 100% (Renewable Energy) ซึ่ง WHAUP กำลังรุกหนักในเรื่อง Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) และโซลาร์รูฟท็อป
2. ข่าวการลงทุนและแผนงานปี 2025 - 2026
งบลงทุน 5 ปี (2025-2029): บริษัทประกาศแผนลงทุนมูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับกลุ่ม New S-Curve โดยเฉพาะ Data Center
การตั้ง CEO คนใหม่: เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 คุณอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO โดยมีภารกิจหลักคือการนำนวัตกรรม AI และพลังงานสะอาดมาตอบโจทย์ลูกค้า Data Center
รายได้เสริมจาก "Excessive Charge": ตั้งแต่ปี 2025 บริษัทเริ่มรับรู้รายได้ค่าใช้น้ำส่วนเกินจากกลุ่มลูกค้า Data Center ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง และคาดว่าจะเห็นปริมาณการใช้น้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง ปลายปี 2026 เมื่อโครงการต่างๆ เริ่มเปิดดำเนินการ (COD)
ราคาทองคำจะเป็นเท่าไรก่อนที่จะมีการประกาศข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเ1️⃣ เส้นแนวโน้ม
แนวโน้มระยะสั้นหลัก: ขาลง
ราคายังคงอยู่ต่ำกว่าเส้นแนวโน้มขาลงด้านบน → แรงขายยังคงมีอยู่
โครงสร้างปัจจุบัน: การปรับตัวขึ้นทางเทคนิคภายในแนวโน้มขาลง ยังไม่มีสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน
เส้นแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นด้านล่างกำลังถูกคุกคาม → ความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้นหากแนวรับสำคัญถูกทะลุ
2️⃣ แนวต้าน
4,520 – 4,522:
แนวต้านที่แข็งแกร่งมาก เกิดจากการบรรจบกันของ:
ระดับฟิโบนาชี่
เส้นแนวโน้มขาลง
โซนอุปทานก่อนหน้า
👉 ลำดับความสำคัญ: มองหาสัญญาณขายเมื่อราคาเข้าใกล้โซนนี้
👉 ซื้อเฉพาะเมื่อราคาbreakทะลุขึ้นและปิดด้วยการยืนยัน
3️⃣ แนวรับ
4,400 – 4,402:
แนวรับสำคัญ จุดบรรจบของ:
แนวรับเส้นแนวโน้ม
โซนอุปสงค์
EMA / โครงสร้างราคา
👉 หากราคาหลุดต่ำกว่าโซนนี้ จะเป็นการยืนยันการทะลุโครงสร้างขาขึ้นระยะสั้น เปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวลงลึกกว่าเดิม
📈 แผนการซื้อขาย
ซื้อทองคำ: 4,400 – 4,402
จุดตัดขาดทุน: 4,390
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip (4450)
ขายทองคำ: 4,520 – 4,522
จุดตัดขาดทุน: 4,530
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip (4,470)
ผู้ซื้อยังคงใช้ประโยชน์จากสถานะที่ได้เปรียบของตนอย่างต่อเนื่อง1️⃣ เส้นแนวโน้ม
แนวโน้มระยะสั้น: การปรับตัวขึ้นเล็กน้อยภายในแนวโน้มขาลงที่ใหญ่กว่า
ราคาถูกจำกัดโดยเส้นแนวโน้มขาลง → โซนตัดสินใจสำคัญสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป
โครงสร้างปัจจุบัน: จุดต่ำสุดที่สูงขึ้นในระยะสั้น แต่ราคายังไม่ทะลุเส้นแนวโน้มขาลง ⇒ ยังไม่มีการยืนยันการกลับตัวของแนวโน้มระยะกลาง
2️⃣ แนวต้าน
4,520 – 4,522: แนวต้านที่แข็งแกร่ง
จุดบรรจบ: เส้นแนวโน้มขาลง + โซนแนวต้านก่อนหน้า + ระดับฟิโบนาชี่
ความคาดหวัง: แรงขายที่แข็งแกร่ง / โอกาสสูงที่จะถูกปฏิเสธ
3️⃣ แนวรับ
4,435 – 4,440: แนวรับระยะสั้น
บทบาท: รักษาโครงสร้างการปรับฐานขาขึ้นระยะสั้น
4,400 – 4,405: แนวรับสำคัญ
จุดบรรจบ: โซนอุปสงค์ + จุดต่ำสุดเชิงโครงสร้าง + EMA
→ โซนสำคัญที่กำหนดว่าการเคลื่อนไหวปรับฐานขาขึ้นจะคงอยู่ได้หรือไม่
4️⃣ สถานการณ์หลัก
แนวโน้มขาย: ให้ความสำคัญกับการขายที่ 4,520 – 4,522 เมื่อมีสัญญาณการปฏิเสธราคาที่ชัดเจน
แนวโน้มซื้อ: พิจารณาซื้อเฉพาะเมื่อราคาอยู่เหนือ 4,400 – 4,435 และยืนยันการกลับตัวระยะสั้น
👉 ขณะนี้ตลาดอยู่ใน “โซนตัดสินใจ” — รอการยืนยัน หลีกเลี่ยง FOMO (กลัวพลาดโอกาส)
แผนการซื้อขาย
ซื้อทองคำ: 4,437 – 4,435
จุดตัดขาดทุน: 4,425
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip
ขายทองคำ: 4,520 – 4,522
จุดตัดขาดทุน: 4,532
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip
ความไม่มั่นคงทางการเมือง ทองคำมีโอกาสกลับไปที่ ATH เดิมหรือไม่?ความไม่มั่นคงทางการเมือง: ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถูกจับ – ทองคำมีโอกาสกลับไปที่ ATH เดิมหรือไม่?
1️⃣ บริบทตลาด
โครงสร้างหลักยังคงเป็น ขาขึ้น
ราคากำลังอยู่ในช่วง ปรับฐานระยะสั้น
บริเวณ 4300 เป็นแนวรับสำคัญ
RSI แสดงการสมดุลของแรงซื้อ–ขาย ขาขึ้นยังดูดซับแรงขายได้ดี
2️⃣ ปัจจัยข่าว
ข่าวภูมิรัฐศาสตร์: เวเนซุเอลาถูกสหรัฐโจมตี และประธานาธิบดีถูกจับกุม
คาดการณ์ว่าอาจเกิด gap และการปรับขึ้นของราคาทอง
ข่าวโดยรวมยัง สนับสนุนทิศทางบวกของทองคำ
3️⃣ ฉากทัศน์หลัก
ให้ความสำคัญกับกรณีที่ราคา ยืนเหนือ 4300
แนวสำคัญระหว่างวัน:
แนวรับ: 4300–431X, 4270–4275
แนวต้าน: 4370–4375, 4402–4404
4️⃣ กลยุทธ์
เน้นเทรดตามเทรนด์ พร้อมรับมือการย่อตัวตื้น
เฝ้าดูปฏิกิริยาราคาแถว 4300 และ 437X
รอการยืนยันจาก price action เสมอ
5️⃣ ข้อควรระวัง
หาก 4300 หลุด อาจลงลึกถึง 427X, 425X หรือ 417X
ตลาดผันผวนสูง → บริหารความเสี่ยงสำคัญที่สุด
ทองคำเดินหน้าขาขึ้นเต็มตัว ลุ้นทะลุ 4,500 รับข่าว FED📊 MARKET ANALYSIS: วันที่: 6 มกราคม 2568 | 12:50 น.
📌 ปัจจัยพื้นฐานขับเคลื่อนตลาด (FUNDAMENTAL DRIVERS):
▪️ FED ส่งสัญญาณผ่อนคลาย (DOVISH STANCE): รายงานการประชุม FOMC ล่าสุดระบุว่าผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่สนับสนุนการ "ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม" หากเงินเฟ้อยังคงชะลอตัว ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการถือครองทองคำ
▪️ จับตาตัวเลขจ้างงาน (NFP FOCUS): ตลาดกำลังรอตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (US Non-Farm Payrolls) ในวันศุกร์นี้
* *คาดการณ์:* การจ้างงานเพิ่มขึ้น 55,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดลงเหลือ 4.5%
* *ความเสี่ยง:* หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด อาจหนุนดอลลาร์ให้แข็งค่าและจำกัดการขึ้นของทองคำในระยะสั้น
📌 มุมมองทางเทคนิค H1 (TECHNICAL OUTLOOK):
▪️ โครงสร้างราคา (STRUCTURE): กราฟ H1 แสดงรูปแบบ Bullish Dow Pattern ที่สมบูรณ์ โดยราคายยก Low และทำ High ใหม่ต่อเนื่อง (Higher Highs, Higher Lows)
▪️ แนวโน้ม (TREND): ราคากำลังไต่ระดับขึ้นตามเส้นแนวโน้ม (Uptrend Channel) โดยมีเป้าหมายทดสอบโซนจิตวิทยาเหนือระดับ 4,500 เหรียญ ขึ้นไป
💡 กรอบราคาที่น่าสนใจ (KEY LEVELS TO WATCH):
* โซนแนวต้านสำคัญ (RESISTANCE): บริเวณ 4,545 - 4,547 เหรียญ เป็นจุดวัดใจสำคัญที่อาจมีแรงเทขายทำกำไรออกมาทดสอบ
* โซนแนวรับสำคัญ (SUPPORT): บริเวณ 4,400 เหรียญ ทำหน้าที่เป็นฐานแนวรับหลัก หากมีการย่อตัวลงมา (Dip)
📝 บทสรุป:
ทิศทางหลักยังคงเป็นขาขึ้น (Upward Trend) อย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายถัดไปที่การยืนเหนือ 4,500 ให้ได้ แนะนำให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อความผันผวนของราคา
ปัจจุบันราคาทองคำกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง1️⃣ เส้นแนวโน้ม
แนวโน้มระยะสั้น: การปรับตัวขึ้นในทิศทางขาขึ้นภายในแนวโน้มขาลงที่ใหญ่กว่า
มีหลายวิธีในการดำเนินการตามเมนู → และตรวจสอบให้แน่ใจว่าโครงสร้างยังคงเหมือนเดิม
กลางดึก มีสถานที่มากมายให้ไปเที่ยวในประเทศนี้ → และมีสถานที่มากมายให้ไปเที่ยว
2️⃣ แนวรับ
4400 – 4402
ถึงเวลาที่จะกลับบ้านแล้ว
การรวมกัน: โซนอุปสงค์ + ระดับ Fibonacci 0.5–0.618 + EMA
→ พื้นที่ของคุณมีสถานที่มากมายให้ไปเที่ยว
ในช่วง 4400 ปีที่ผ่านมา: โครงสร้างขาขึ้นกำลังมีผล
3️⃣ แนวต้าน
4515 – 4517
โซนนี้เป็นแนวต้าน
การรวมกัน: ระดับ Fibonacci 1.618 + โซนอุปทานก่อนหน้า
→ ให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาการขาย หลีกเลี่ยงการซื้อที่เกิดจาก FOMO (ความกลัวที่จะพลาดโอกาส)
4️⃣ ระดับฟิโบนาชี่
การดีดตัวขึ้นมีดังนี้:
1.0 → ทะลุเส้นแนวโน้ม
เป้าหมายต่อไป: 1.618 (4515)
การทะลุขึ้นอย่างชัดเจนเหนือ 1.618 เท่านั้นที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ขาขึ้นที่สูงขึ้นในประเทศ
📌 กลยุทธ์การซื้อขาย
ซื้อทองคำ: 4402 – 4400
จุดตัดขาดทุน: 4390
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip
ขายทองคำ: 4515 – 4517
จุดตัดขาดทุน: 4527
จุดทำกำไร: 100 – 300 – 500 pip






















