SET50 Insights: ส่องทิศทาง S50H26 ผ่านเลนส์ Data&AI | 21 ม.ค. 69🔥🔥 ต่างชาติเร่งปิดเกมหุ้นไทย ดัน New High สวนโลกพร้อมสัญญาณไปต่อ
⸻⸻
📌 Data Checkpoints - เหตุการณ์สำคัญวันก่อน ที่ส่งผลต่อวันนี้
🟢1300 แค่เอื้อม... SET +1% ในวันที่ตลาดหุ้นรอบโลกเฉลี่ย -1%
🟢 เก็บไว้ท้ายสุด? หุ้นใหญ่ขึ้นยกแผง แต่ DELTA ถูกขายกดตลาดช่วงบ่าย
🟢 ชะลอหลอก? ต่างชาติกลับมาเร่งเครื่อง ซื้อหุ้น 3,660 ล้าน มากสุดของปี
***🟢ประวัติศาสตร์! ต่างชาติ Long เพิ่ม 25k รวม 5 วันทะลุ 1 แสนสัญญาครั้งแรก
🟡 หลุด 31 แล้ว! บาทกลับมาแข็งค่า หนุน Flow เข้า แต่กดดันเศรษฐกิจ
🟢 สัญญาณบวก? Dow Jones -600 จุด แต่วันนี้เอเชียมีรีบาวด์แล้ว
***🟢 ลงยากมาก... ทุกครั้งที่ต่างชาติ Panic Buy&Long สถิติชี้ขึ้นต่อ แม้ Upside จำกัด
⸻⸻
📉 Outlook&Tactical Plan : ระยะสั้น Break BearishDivergence(ลูกศรเขียว) ยืนยันเทรนขาขึ้นระยะสั้นเดินหน้าต่อสวย เป้าหมายสำคัญวันนี้ 870 (Highเดิม) — หากผ่านได้ โซนบนเปิดโล่ง จุดรับ 860 กรอบล่างของเทรนด์
🟢Bullish Plan : เงื่อนไข :ยืนเหนือ 860-862 และไม่หลุด Trend Support
กลยุทธ์ : อาจมีจังหวะแถวเปิดย่อเช้าให้เข้า, Follow ตามเมื่อมั่นใจ
🔴 Bearish Plan : เงื่อนไข :ต้องไม่ผ่าน 868-870 แบบมีแท่งแดงแสดงก่อน ไม่รีบ
กลยุทธ์ : Short สั้น โดยเฉพาะเมื่อขึ้นแรง บ่ายมีทิ้ง 2 วันติด
🟡 Sideway Plan : 860–870 Buy ใกล้ล่าง/Sellใกล้บน
⚡AI Probability & Forecast : 🟢45% 🟡35% 🔴20%
⸻⸻
🎯 Key levels - โซนราคาสำคัญ
🛡️แนวรับ (Support) : 860-862 (จุดร่วม 3 Indicators)
⚔️แนวต้าน (Resistant) : 870-871 (จุดร่วม 3 Indicators)
*ดูจุดร่วมทางเทคนิคได้จากตาราง Price Distribution ในคอมเมนต์
⸻⸻
สรุป : Flow สุดแข็งแกร่ง = ปัจจัยอันดับ 1 ช่วงนี้ พร้อมแรงหนุนความมั่นใจระยะสั้นจาก Election rally วันนี้คาด "ต่างชาติโชว์" ต่อ ยิ่งถ้าขึ้นเร็ว ยิ่งสร้างความกลัวให้รายย่อยที่ Short ทุนต่ำถูก Force จึงอาจเห็นภาพเดียวกับเมื่อวาน แต่หากเกมเปลี่ยน "Flow ออก" จะมาพร้อมหลุด 860 โดยสังเกตง่าย คือ "1 ชม.แรก" หากแท่งเขียว/ไม่หลุด Low = Confirm ว่า Flow ยังอยู่
#TFEX #S50H26 #SET #หุ้น
การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
ราคาทองคำยังคงทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอย่างต่อเนื่อง (ATH)1️⃣ เส้นแนวโน้ม (Trendline)
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (BULLISH)
ราคายังเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้นแนวโน้มขาขึ้น → โครงสร้าง Higher High – Higher Low ยังคงสมบูรณ์
การเคลื่อนไหวปัจจุบันเป็นช่วง สะสมตัว / ย่อตัวทางเทคนิค ยังไม่มีสัญญาณหลุดโครงสร้างแนวโน้ม
2️⃣ แนวต้าน (Resistance)
4,900 – 4,905: แนวต้านสำคัญ (เป้าหมายยอดเดิม + บรรจบกับเส้นแนวโน้มด้านบน) → มีโอกาสเกิดแรงขายทำกำไร
เงื่อนไขการขึ้นต่อ: เบรกและปิดเหนือ 4,900 อย่างชัดเจน
3️⃣ แนวรับ (Support)
4,816 – 4,814: แนวรับใกล้ (โซนสะสมตัว / pullback)
4,766 – 4,768: แนวรับแข็งแกร่ง (Higher Low + โซนดีมานด์) หากยืนได้ แนวโน้มขาขึ้นยังปลอดภัย
4️⃣ แผนหลัก (Main Scenario)
ให้ความสำคัญกับ BUY ตามแนวโน้ม ตราบใดที่ราคายืนเหนือ 4,768 เป้าหมาย 4,900
คำเตือน: หากราคาหลุด 4,766 ความเสี่ยงในการปรับฐานลึกจะเพิ่มขึ้น ควรจับตาปฏิกิริยาของราคาอย่างใกล้ชิด
แผนการเทรด
BUY GOLD: 4,816 – 4,814
Stop Loss: 4,804
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
SELL GOLD: 4,900 – 4,902
Stop Loss: 4,912
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
XTB - ดัชนีแสดงสัญญาณการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง?กราฟ US100 กรอบเวลา D1
สัญญาณน่ากังวลต่อแนวโน้มขาขึ้น จะมีการ “กลับลำ” แบบไม่คาดคิดหรือไม่?
ความตึงเครียดรอบประเด็น กรีนแลนด์ กำลังทำให้นักลงทุนระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดัน
ในเชิงเทคนิค แรงขายเริ่มเพิ่มขึ้น หลังดัชนี หลุดออกจากกรอบขาขึ้นระยะสั้น (เส้นสีเขียว) และกำลังมุ่งหน้าไปทดสอบ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA100 วัน ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญที่เคยหนุนโมเมนตัมขาขึ้นก่อนหน้านี้
► หากดัชนี ปิดต่ำกว่า 25,000 จุด ในวันนี้ แรงขายอาจแรงขึ้น และมีความเสี่ยงที่ราคาจะถูกกดลงไปยังระดับต่ำกว่าเดิม
บริเวณ 24,731 จุด ถือเป็นแนวรับแรกที่นักลงทุนควรจับตาเพื่อดูปฏิกิริยาของตลาด
ในทางกลับกัน หากแนวรับปัจจุบันยังสามารถประคองแรงซื้อไว้ได้ จะเปิดทางให้ดัชนีกลับขึ้นไป ทดสอบจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) อีกครั้ง
🔍 โซนเทคนิคสำคัญ
🟢 แนวรับ: 24,700 – 24,750 หรือ 24,000 – 24,100
🔴 แนวต้าน: 26,000 – 26,100
XTB - ราคาทองคำจะสามารถพิชิตระดับ $4,900 ได้หรือไม่?ราคาทองคำยังคงแสดงให้เห็นถึงแรงส่งที่น่าประทับใจ หลังจากปรับตัวขึ้นมากกว่า 2,000 pips ภายในเพียง 2 ช่วงการซื้อขายแรกของสัปดาห์ ปัจจุบัน ราคาเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวหลังจากทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 4,890 USD/oz โดยในวันนี้ ความสนใจของนักลงทุนจะมุ่งไปที่การประชุมที่เมืองดาวอส ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะมีการกล่าวสุนทรพจน์สำคัญ
การปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในสองช่วงการซื้อขายล่าสุดสะท้อนถึงพลังของแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน ผ่านแท่งเทียนขาขึ้นขนาดใหญ่บนกรอบเวลารายวัน แม้ว่าในกรอบเวลาที่เล็กลงจะเริ่มเห็นสัญญาณไส้เทียนยาวบริเวณจุดสูงสุดอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นเชิงบวกของฝั่งซื้อ ในบริบทนี้ การย่อตัวเล็กน้อยหรือการแกว่งตัวสะสมกำลังในกรอบแคบ มีแนวโน้มจะทำหน้าที่เป็นฐานรองรับ ช่วยเสริมแรงให้ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นต่อ มุ่งสู่เป้าหมายถัดไปบริเวณ 4,900 USD/oz และยังไม่อาจตัดความเป็นไปได้ในการทดสอบระดับ 5,000 USD/oz ในระยะถัดไป
โซนทางเทคนิคที่สำคัญ:
แนวรับ: 4,830 – 4,835 USD หรือ 4,801 – 4,806 USD
แนวต้าน: 4,945 – 4,950 USD
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (20 มกราคม 2026)1️⃣ แนวโน้ม / เทรนด์ไลน์
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (BULLISH)
ราคายังเคลื่อนไหว เหนือเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นระยะยาว → โครงสร้าง Higher High – Higher Low ยังคงอยู่
การย่อตัวในปัจจุบันเป็นเพียง การปรับฐานทางเทคนิคภายในแนวโน้มขาขึ้น
ยังไม่มีสัญญาณการทำลายโครงสร้างแนวโน้ม
2️⃣ แนวต้าน (Resistance)
4,680 – 4,682: แนวต้านระยะสั้น เป็นโซนสะสมราคาก่อนหน้า → ต้องมี การเบรกและปิดแท่งอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันการขึ้นต่อ
4,715 – 4,717: แนวต้านแข็งแกร่ง เป็นจุดบรรจบของ ยอดเดิม + เทรนด์ไลน์ด้านบน → มีโอกาสสูงเกิด แรงขายทำกำไร
3️⃣ แนวรับ (Support)
4,640 – 4,642: แนวรับใกล้ เป็นโซนย่อตัวทางเทคนิค
4,620 – 4,622: แนวรับแข็งแกร่ง เป็น โซน Demand + EMA + GAP
→ เป็นโซน Buy ตามเทรนด์ที่ดีมาก หากราคาสามารถยืนได้
4️⃣ แผนการเทรดหลัก
ให้ความสำคัญกับการ Buy ตามเทรนด์ที่แนวรับ
เบรกและยืนเหนือ 4,690 ได้ → ยืนยันขาขึ้นต่อ เป้าหมาย 4,715
หลุด 4,620 → แนวโน้มระยะสั้นอ่อนแรง รอทดสอบ เทรนด์ไลน์ขาขึ้นด้านล่าง
แผนเข้าเทรด
BUY GOLD (Scalp): 4,640 – 4,642
Stop Loss: 4,635
Take Profit: 50 – 100 – 150 pips
BUY GOLD: 4,620 – 4,622
Stop Loss: 4,610
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
SELL GOLD: 4,715 – 4,717
Stop Loss: 4,727
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
Chumtrades XAUUSD H2 Sweep จบแล้วหรือยัง?ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดตอบสนองอย่างรุนแรงหลังจาก คำพูดของ Trump ที่เกี่ยวข้องกับ Kevin Hassett
โดย Trump แสดงจุดยืนว่าเขาต้องการให้ Hassett อยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป แทนที่จะรับตำแหน่งใหม่
👉 ผลลัพธ์คือ ราคาทองคำเกิดไส้เทียนยาว (liquidity sweep) ย้อนกลับไปยังโซน ATH เดิม บริเวณ 4530–453X
ก่อนจะ ปิดกลับขึ้นมายืนเหนือ 456X
คำถามสำคัญในตอนนี้คือ:
การกวาดสภาพคล่องฝั่ง BUY ครั้งนี้เพียงพอแล้วหรือยัง
หรือ market ยังต้องการทดสอบระดับที่ต่ำกว่านี้อีก?
ปัจจัยทางการเมืองจะเป็น ตัวขับเคลื่อนหลักของทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์นี้
📰 ปัจจัยทางการเมืองสำคัญที่ต้องติดตาม
1. Trump – Greenland
สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 10% และอาจเพิ่มเป็น 25%
กับประเทศที่ ไม่สนับสนุนการผนวก Greenland เข้ากับสหรัฐฯ
ไม่มีกำหนดเวลา ภาษียังคงมีผลจนกว่า Greenland จะเป็นของสหรัฐฯ
→ เป็นปัจจัย สนับสนุนราคาทองคำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
→ อาจ ส่งผลโดยตรงต่อราคาเปิดตลาดต้นสัปดาห์
→ หากราคาตอบสนองแรง ควรหลีกเลี่ยงการ SELL ใกล้แนวต้าน
2. Iran – การประท้วง
ติดตามความเสี่ยงที่ Trump อาจกลับมาแทรกแซงโดยตรง
→ ความเสี่ยงต่อ ความผันผวนจากข่าวด่วน
🟢 โซนแนวรับที่ควรจับตา
4530 – 4535
4515 – 4510
4480 – 4482
4462
4410 – 4407
🔴 โซนแนวต้านที่ควรเฝ้าระวัง
4618 – 4628
4648 – 4650
4655 – 4660
4698 – 4699
⚠️ ข้อควรระวังในการเทรด
โซนราคาใช้สำหรับ สังเกตพฤติกรรมราคา ไม่ใช่แตะแล้วเข้าเทรดทันที
การ SELL แถว 462X ต้องพิจารณาจาก การตอบสนองต่อข่าว
หาก momentum เร่งจากข่าว → อยู่เฉย ๆ และหลีกเลี่ยงการสวนเทรนด์
💬 คำถามสำหรับสัปดาห์ใหม่
Market กำลัง เก็บ liquidity ฝั่ง BUY รอบสุดท้ายอยู่หรือไม่
หรือการ sweep เมื่อวันศุกร์ จบแล้ว และพร้อมเดินหน้าต่อ?
📌 Follow Chumtrades เพื่อรับการวิเคราะห์ตลาดเชิงรุก แผนการเทรดที่ชัดเจน และแนวคิดด้านการบริหารความเสี่ยง
XTB - แรงขายอ่อนตัวลง โอกาสของฝั่งซื้อหรือไม่?ดัชนี USDIDX ยังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้น โดยได้รับแรงจากช่องทางขาขึ้นบนกราฟ (เส้นประสีม่วง) ช่องทางนี้จะยังคงเป็นจุดสนับสนุนสำคัญสำหรับการปรับตัวขึ้นจนกว่าราคาจะทะลุลงมาอย่างชัดเจน มีสิ่งที่ควรสังเกต หากเกิดแรงซื้อเข้ามาอย่างรุนแรงจนดัชนีทะลุแนวต้านสำคัญที่ระดับ 100.00 USD มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อในระยะกลาง ออกจากแนวโน้มขาลงที่ยาวนานตลอดปีที่ผ่านมา
ปัจจุบัน การปรับฐานอ่อนแรงลง เมื่อปริมาณขายเริ่มลดลง หากฝั่งซื้อกลับมามีแรงซื้อในช่วงเซสชันสหรัฐฯ วันนี้ ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านใกล้เคียงที่ระดับ 99.776 และเปิดทางสู่การทดสอบราคาสูงกว่าในหลายเซสชันต่อไป
โซนเทคนิคสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 98.9 หรือ 98.7
🔴 แนวต้าน: 99.8
GBP/USD เผชิญแรงกดดัน ดอลลาร์แข็งค่า Fed ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยการวิเคราะห์ค่าเงิน GBP/USD
GBP/USD ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 1.3400 หลังจากเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะยังคงใช้นโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยคู่เงิน GBP/USD ฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้า และซื้อขายอยู่บริเวณ 1.3380 ในช่วงการซื้อขายตลาดเอเชียวันศุกร์ อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ราคาจะอ่อนค่าลงเพิ่มเติม เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนจากข้อมูลผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (US Initial Jobless Claims) ที่ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งช่วยตอกย้ำมุมมองว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
**ภาพรวมทางเทคนิคของ GBP/USD**
ณ เวลาที่รายงาน GBP/USD ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 1.3437 โดยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 20 วัน (20-day EMA) ทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 1.3439 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวต้านแบบไดนามิก และราคากำลังทดสอบบริเวณดังกล่าว หากราคาปิดเหนือค่าเฉลี่ยนี้ได้ จะช่วยเพิ่มโมเมนตัมเชิงบวกในระยะสั้น ดัชนี Relative Strength Index (RSI) อยู่ที่ระดับ 52 ซึ่งถือว่าเป็นกลาง และเริ่มขยับสูงขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงแรงซื้อและแรงขายที่ยังคงสมดุลกัน
เมื่อวัดจากจุดสูงสุดที่ 1.3780 ลงมาถึงจุดต่ำสุดที่ 1.3006 พบว่าระดับ Fibonacci Retracement 50% ที่ 1.3393 ทำหน้าที่เป็นแนวต้านในจังหวะรีบาวด์ ขณะที่ระดับ 61.8% ที่ 1.3485 เป็นแนวต้านสำคัญด้านบน หากราคาปิดเหนือระดับหลังนี้ได้ จะเป็นสัญญาณว่าทิศทางขาลงเริ่มอ่อนแรง และอาจนำไปสู่การฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ คู่เงินมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดต่อไป
**ภาพรวมปัจจัยพื้นฐาน**
สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) คาดว่าจะรายงานว่า เศรษฐกิจขยายตัว 0.1% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production) รายเดือน (MoM) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอที่ 0.5% ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม (Industrial Production) มีแนวโน้มทรงตัว
นักลงทุนให้ความสำคัญกับข้อมูลการเติบโตของ GDP สหราชอาณาจักร เพื่อประเมินสถานะปัจจุบันของเศรษฐกิจ หลังจากที่ GDP ปรับตัวลดลง 0.1% ในเดือนกันยายนและตุลาคม และทรงตัวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ข้อมูลดังกล่าวยังมีผลต่อการคาดการณ์แนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งในการประชุมเดือนธันวาคม BoE ส่งสัญญาณว่านโยบายการเงินจะอยู่ในทิศทางปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในช่วงการซื้อขายยุโรป นาย Alan Taylor กรรมการกำหนดนโยบายของ BoE กล่าวในการประชุมที่สิงคโปร์ว่า เขาคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลงสู่ระดับเป็นกลางในไม่ช้า โดยให้เหตุผลว่าแรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มกลับเข้าสู่เป้าหมายภายในกลางปี 2026
**ผู้นำธนาคารกลางโลกสนับสนุนประธาน Fed**
เงินปอนด์สเตอร์ลิงแข็งค่าขึ้นราว 0.2% มาอยู่ใกล้ระดับ 1.3445 เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงการซื้อขายยุโรปวันพุธ โดยการปรับขึ้นของ GBP/USD เกิดจากการที่เงินปอนด์มีผลการดำเนินงานดีกว่าสกุลเงินอื่น ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อย
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ซึ่งวัดค่าของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก 6 สกุล ปรับตัวลดลงมาใกล้ระดับ 99.10 แต่ยังคงอยู่ใกล้จุดสูงสุดรายเดือนบริเวณ 99.26 ก่อนหน้านี้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมากในวันอังคาร หลังการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนธันวาคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวที่ระดับ 2.7% และ 2.6% เมื่อเทียบรายปี (YoY) ส่งผลให้ตลาดเชื่อว่า Fed จะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อประธาน Fed นาย Jerome Powell ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมทั้งชื่นชมตัวเลขเงินเฟ้อที่ทรงตัว โดยกล่าวว่า “เรามีเงินเฟ้อต่ำมาก ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ ‘Powell ที่มาช้าเกินไป’ ปรับลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ได้อย่างสวยงาม” ตามรายงานของ Reuters
นักลงทุนจะจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) สำหรับเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งมีกำหนดประกาศเวลา 13:30 GMT เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกได้แสดงจุดยืนสนับสนุนประธาน Fed ต่อกรณีข้อกล่าวหาทางอาญาที่เขาระบุว่าเป็นเพียงข้ออ้างในการกดดันให้ดำเนินนโยบายตามความต้องการของฝ่ายการเมือง โดยผู้ว่าการจากธนาคารกลางยุโรป (ECB), BoE และธนาคารกลางอื่น ๆ รวมเก้าสถาบัน ระบุร่วมกันว่า “ความเป็นอิสระของธนาคารกลางคือรากฐานสำคัญของเสถียรภาพด้านราคา การเงิน และเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่เรารับใช้” และยืนยันว่า “เรายืนหยัดสนับสนุนระบบ Fed และประธาน Jerome H. Powell อย่างเต็มที่”
#GBPUSDAnalysis
GULFถ้าทะลุเส้นแนวโน้มสีเหลืองที่กดอยู่ได้จะวิ่งขึ้นได้ดีSET:GULF ถ้าทะลุเส้นแนวโน้มสีเหลืองที่กดอยู่ได้จะวิ่งขึ้นได้ดีราคาโซนนี้ถือว่าไม่แพงครับ
ข้อมูลสรุปงบการเงินและสถานะล่าสุดของ **บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF** สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ
1. ผลประกอบการ (งวด 9 เดือน ปี 2568)
ภาพรวมแข็งแกร่งและทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ในแง่ของกำไรจากการดำเนินงาน
กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit):** เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะในไตรมาส 3/68 ทำได้ถึง **7,280 ล้านบาท** (สูงสุดเป็นประวัติการณ์)
ปัจจัยหนุนหลัก
1. **ธุรกิจโรงไฟฟ้า:** โรงไฟฟ้า GSRC เดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และต้นทุนก๊าซธรรมชาติลดลง ทำให้อัตรากำไร (Margin) จากการขายไฟให้ลูกค้าอุตสาหกรรมดีขึ้น
2. **ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS:** รับรู้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ประมาณ 3,800+ ล้านบาทใน Q3) หลัง AIS มีผลประกอบการที่ดีขึ้นและคุมต้นทุนได้ดี
กำไรสุทธิ (บรรทัดสุดท้าย) ตัวเลขทางบัญชีงวด 9 เดือนอาจดูสูงผิดปกติ (ระดับ 7 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากมีการบันทึกบัญชีจากการปรับโครงสร้าง/ควบรวมกิจการ (Amalgamation) แต่หากดูเนื้อในธุรกิจหลักถือว่าเติบโตตามเป้าครับ
2. ฐานะทางการเงิน (ณ สิ้นไตรมาส 3/2568)
สินทรัพย์รวม:** มหาศาลระดับ **7.5 แสนล้านบาท**
ความแข็งแกร่ง:** ฐานทุนใหญ่ขึ้นมากหลังการควบรวม ทำให้ศักยภาพในการกู้ยืมเงิน (D/E Ratio ต่ำลงเหลือประมาณ 1.13 เท่า) เพิ่มขึ้น รองรับการลงทุนใหญ่ๆ ในอนาคตได้สบาย
3. แนวโน้มปี 2569 (Outlook 2026)
ปีนี้ถูกมองว่าเป็นปีแห่งการ **"เร่งเครื่อง S-Curve ใหม่"** โดยมีประเด็นบวกคือ:
เป้าหมายการเติบโต:** ผู้บริหารตั้งเป้า EBITDA โต 15% และคาดว่ากำไรจะทำ New High ต่อเนื่อง
โครงการใหม่:**
พลังงานสะอาด:** ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโซลาร์ฟาร์มอีกจำนวนมาก (เป้าหมายระยะยาวกว่า 600 MW)
Data Center:** เริ่มเห็นความชัดเจนของธุรกิจ Cloud และ Data Center ที่จับมือกับ Microsoft
Virtual Bank:** คาดว่าจะมีความคืบหน้าชัดเจนในช่วงไตรมาส 2
เงินปันผล:** มีนโยบายพิจารณาจ่ายปันผลเป็น 2 ครั้ง/ปี (จากเดิมปีละครั้ง) ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น
4. บทสรุปสำหรับนักลงทุน
GULF ในขณะนี้คือหุ้น Super Defensive Growth"**
ความมั่นคง: มีรายได้สม่ำเสมอจากโรงไฟฟ้าและ AIS (เปรียบเสมือนมี "ห่านทองคำ" 2 ตัว)
การเติบโต: มี Story ใหม่ๆ (Data Center, Virtual Bank) ที่จะมาสร้างกำไรในระยะยาว
เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่ต้องการ"ชนะตลาดในระยะยาว"ทนความผันผวนได้น้อยกว่าหุ้นซิ่งตัวอื่น แต่ได้ผลตอบแทนที่เติบโตมั่นคงครับ
ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ณ สิ้นสัปดาห์ วันที่ 16 มกราคม 20261️⃣ Trendline
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (BULLISH)
ราคายังคงอยู่ เหนือเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นระยะยาว → โครงสร้าง Higher High – Higher Low ยังไม่ถูกทำลาย
ระยะปัจจุบัน: แกว่งตัวสะสมใต้แนวต้านภายในช่องขาขึ้น → ตลาดกำลัง สะสมแรง
2️⃣ แนวต้าน (Resistance)
4,640 – 4,642: แนวต้านแข็งแกร่ง
ปัจจัยร่วม: ยอดเดิม + เส้นเทรนด์ไลน์ด้านบน
สถานการณ์ที่เป็นไปได้:
โดนปฏิเสธราคา (Reject) → มีโอกาสเกิดการย่อตัวแก้ไข
4,668 – 4,670:
โซน ATH ใหม่ + เบรกยอดเดิม + ต่อเนื่องตามเส้นเทรนด์ไลน์
3️⃣ แนวรับ (Support)
4,578 – 4,580:
แนวรับใกล้เคียง โซนสมดุลในกรอบราคา
4,515 – 4,517:
แนวรับแข็งแกร่ง / รีเทสต์จุดเบรกเอาท์ + GAP ก่อนหน้า
หลุดโซนนี้ → โครงสร้างขาขึ้นระยะสั้นอ่อนแรง และความเสี่ยงขาลงเพิ่มขึ้น
4️⃣ กลยุทธ์การเทรดที่เน้นย้ำ
Sell ตามปฏิกิริยา บริเวณ 4,640 – 4,645 เมื่อมีสัญญาณปฏิเสธราคาชัดเจน
Buy ตามเทรนด์ บริเวณ 4,515 – 4,520 เมื่อมีสัญญาณยืนยันว่าราคายืนได้
ชุดแผนการเทรดหลัก
SELL GOLD: 4,668 – 4,670
Stop Loss: 4,678
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
BUY GOLD (Scalp): 4,578 – 4,580
Stop Loss: 4,574
Take Profit: 50 – 100 – 200 pips
BUY GOLD: 4,515 – 4,517
Stop Loss: 4,505
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
วันนี้ CK ขึ้นมาจากข่าว ITD คำสั่งยกเลิกสัญญา (จากฝั่งรัฐบาล)SET:CK ตามข้อมูลล่าสุด (งวด 9 เดือน ปี 2568/2025) มีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ:
1. ผลประกอบการหลัก (งวด 9 เดือน ปี 2568)
ภาพรวมถือว่าเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งธุรกิจก่อสร้างและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือ
รายได้รวม: 34,784.16 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: 2,883.87 ล้านบาท
กำไรต่อหุ้น (EPS): ประมาณ 1.71 บาท (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ)
2. ไฮไลท์สำคัญรายไตรมาส (Q2-Q3/2568)
กำไรโดดเด่น: ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ปี 2568 เติบโตได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Q2 กำไรสุทธิ 863 ล้านบาท โต +77% YoY)
ปัจจัยหนุน:
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม: ได้รับผลบวกจาก CKP (โรงไฟฟ้าไซยะบุรีเข้าช่วง High Season และปริมาณน้ำมาก) และ BEM (ผู้ใช้ทางด่วนและรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น) รวมถึงเงินปันผลจาก TTW
งานก่อสร้าง: รับรู้รายได้ต่อเนื่องจากโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ และ รถไฟทางคู่ (เด่นชัย)
3. ฐานะทางการเงิน (ณ สิ้นไตรมาส 3/2568)
สินทรัพย์รวม: 116,549.72 ล้านบาท
หนี้สินรวม: ประมาณ 87,978 ล้านบาท (มีการกู้ยืมเพื่อลงทุนโครงการใหญ่)
ส่วนของผู้ถือหุ้น: 28,572 ล้านบาท
D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน): ประมาณ 1.47 - 1.6 เท่า (ถือเป็นระดับปกติของธุรกิจรับเหมาที่มีโครงการขนาดใหญ่)
4. มูลค่าหุ้นและอัตราส่วนทางการเงิน (ประมาณการล่าสุด)
P/E Ratio: ต่ำเพียงประมาณ 7.64 เท่า (ราคาหุ้นยังไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไร)
P/BV Ratio: 0.74 เท่า (ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี)
เงินปันผล: มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล (1H68) ที่ 0.20 บาท/หุ้น อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Yield) อยู่ที่ราว 2.8 - 3%
5. แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตา (Outlook)
Backlog แข็งแกร่ง: มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) สูงถึงระดับ 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด (New High) โดยหลักมาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญาไป
โครงการในอนาคต: การเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลักในปี 2569-2570
สรุปภาพรวม: CK มีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งมากในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยมีจุดเด่นคือพอร์ตการลงทุนในบริษัทลูก (BEM, CKP, TTW) ที่สร้างกระแสเงินสดและกำไรสม่ำเสมอ ช่วยลดความผันผวนจากธุรกิจรับเหมาหลักได้ดีครับ
ทองคำก่อนประกาศ CPI: จุดสูงสุด หรือกับดักทางจิตวิทยา?ทองคำก่อนประกาศ CPI: จุดสูงสุด หรือกับดักทางจิตวิทยา?
1. บริบทเชิงกลยุทธ์ (STRATEGIC CONTEXT)
แนวโน้มหลัก:
ทองคำ (GOLD) ยังอยู่ใน แนวโน้มขาขึ้น
โครงสร้างระยะใหญ่ยังไม่ถูกทำลาย
บริบทมหภาค:
CPI คืนนี้อาจสร้าง ความผันผวนระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีอิทธิพลมากกว่า CPI
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ:
กรีนแลนด์ (Greenland): ความตึงเครียดเกี่ยวกับแผนการผนวก → การเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ระดับโลกเพิ่มขึ้น
อิหร่าน (Iran): การประท้วงขยายวง กรณีตัดไฟ–ตัดอินเทอร์เน็ต → ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเพิ่มสูง
👉 นัยเชิงกลยุทธ์:
ทองคำยังคงได้รับแรงหนุนในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย
→ การย่อตัวคือโอกาสซื้อ ไม่ใช่จังหวะไล่ขาย
📊 2. โครงสร้างตลาดปัจจุบัน (CURRENT MARKET STRUCTURE)
พฤติกรรมราคา:
ราคายังคง ยึดเส้นแนวโน้มขาขึ้น (trendline)
สะสมตัวในกรอบ (box) และบีบแคบก่อนประกาศ CPI
สภาพตลาด:
มีโอกาสเกิด false break (หลอกทะลุ) ได้ง่าย
ก่อนข่าวออก กับดักการจับยอด เกิดขึ้นได้บ่อยมาก
📍 3. โซนราคาที่ต้องจับตา (KEY LEVELS)
🔴 แนวต้าน (RESISTANCE)
4,630 – 4,655
4,695 – 4,700
→ จุดสูงก่อนหน้า / โซน ATH
→ ขายแบบตอบสนองเท่านั้น เมื่อมีสัญญาณชัดเจน (ไส้เทียนยาว, การปฏิเสธราคา)
🟣 โซนสะสม / กรอบราคา (CONSOLIDATION BOX)
4,56x – 4,630
→ แกว่งตัวรอ CPI
→ ห้าม FOMO, ก่อนข่าวให้เน้น เทรดตามกรอบ
🟢 แนวรับ (SUPPORT)
4,545 – 4,550
→ แนวรับหลัก จุดบรรจบทางเทคนิค
4,480 – 4,460
→ แนวรับระยะกลาง
4,420
→ แนวรับลึก แนวป้องกันสุดท้ายของโครงสร้างขาขึ้น
📝 4. หมายเหตุสำคัญ (IMPORTANT NOTES)
หาก CPI สูงกว่าคาด:
อาจเกิด การย่อตัวเชิงเทคนิค
❌ ไม่ได้หมายความว่าเป็นจุดยอดของตลาด
หาก CPI ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงคาด:
ทองอาจ สะสมตัวบนยอด และมีโอกาสทำ ATH ใหม่
การขายก่อน CPI:
→ เน้น ขายสั้นแบบตอบสนอง เท่านั้น ไม่ควรถือลาก
การซื้อ (Buy):
→ เข้าซื้อเมื่อ ราคาลงถึงโซนสำคัญ + มีปฏิกิริยาราคาอย่างชัดเจน
🎯 5. มุมมองเชิงกลยุทธ์ (TRADING MINDSET)
❌ อย่าพยายาม จับยอด ในขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์ยังหนุนราคาทอง
✅ โฟกัสที่ การบริหารความเสี่ยง – รอโซน – รอสัญญาณยืนยัน
🧠 ก่อน CPI: การอยู่รอดสำคัญกว่ากำไร
XTB - สัญญาณไดเวอร์เจนซ์ ทองคำจะมีจังหวะปรับฐานหรือไม่?กราฟ GOLD, ช่วงเวลา H4:
หลังจากการปรับตัวขึ้นอย่างแรง ราคาทองคำแสดงสัญญาณชะลอตัวและต้องการเวลาสำหรับการสะสมเพิ่มขึ้น ตัวชี้วัด RSI เริ่มแสดงความแตกต่าง (divergence) ส่งสัญญาณเตือนว่ากำลังขาขึ้นเริ่มอ่อนแรง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการปรับตัวลงลึกจริง ราคาทองคำต้องทะลุช่องแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นอย่างชัดเจน (เส้นประสีทอง) ตราบใดที่ช่องแนวโน้มนี้ยังคงแข็งแรง ฝ่ายซื้อยังคงได้เปรียบ และแนวโน้มขาขึ้นยังไม่ถูกทำลาย
ในระยะสั้น บริเวณ 4,568 USD/oz จะเป็นจุดสำคัญ หากราคาลงต่ำกว่าพื้นที่นี้ด้วยแรงขายที่เพียงพอ แรงกดดันในการปรับตัวลงอาจเพิ่มขึ้น ดึงราคาลงไปยังแนวรับ 4,508 USD/oz ในทางกลับกัน การรักษาระดับราคานี้ได้จะช่วยให้ฝ่ายซื้อคงความได้เปรียบ และเปิดโอกาสในการไปสู่ระดับสูงใหม่ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดเกี่ยวกับอิสระของ Fed น่าจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมราคาทองคำให้ต่อเนื่องในอนาคต
โซนเทคนิคสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 4,565–4,570 USD / 4,505–4,510 USD
🔴 แนวต้าน: 4,616–4,620 USD
จากรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เมื่อวานนี้ ราคาของทองคำจะเป็นเท1️⃣ เทรนด์ไลน์
แนวโน้มหลัก: ขาขึ้น (BULLISH)
ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่ใน Ascending Channel (กรอบแนวโน้มขาขึ้น) → โครงสร้าง Higher High – Higher Low ยังถูก 유지ไว้
ขณะนี้ราคาอยู่ใน ครึ่งบนของช่องราคา แสดงให้เห็นว่า ฝั่งซื้อยังคุมตลาด แต่เริ่มมี การสะสมตัว / ปรับฐาน หลังจากการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
2️⃣ แนวต้าน (Resistance)
📍 4,683 – 4,685
โซน Supply ขนาดใหญ่ + ขอบบนของ Ascending Channel
📍 4,640 – 4,642
ราคาถูก ปฏิเสธหลายครั้ง ในโซนนี้ → การกระจายตัวของ Smart Money + แนวต้านจากเทรนด์ไลน์
➡ ให้มองหา SELL เฉพาะเมื่อมีสัญญาณปฏิเสธราคา
เช่น pin bar, bearish engulfing, หรือแรงขายชัดเจน
3️⃣ แนวรับ (Support)
📍 4,548 – 4,550
โซน แนวรับที่มี confluence แข็งแรง:
ขอบล่างของ Ascending Channel
โซน Breakout เดิม
EMA + เทรนด์ไลน์หลัก
นี่คือ โซน BUY ตามเทรนด์
➡ หากราคาย่อลงมาบริเวณนี้และ ยังยืนอยู่ได้ มีโอกาสสูงที่ราคาจะขึ้นต่อไปที่ 4,685
📈 แผนการเทรด
BUY GOLD
เข้า: 4550 – 4548
Stop Loss: 4538
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
SELL GOLD
เข้า: 4683 – 4685
Stop Loss: 4693
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันที่ 12 ม1️⃣ เส้นแนวโน้ม (Trendline)
โครงสร้างระยะสั้น: ขาขึ้นหลังจากเกิดการเบรกเอาท์
ราคาทะลุ เส้นแนวโน้มขาลง → ฝั่งขายสูญเสียการควบคุมตลาด
การเคลื่อนไหวปัจจุบันเป็น คลื่นขาขึ้น (impulse) และตลาดกำลังรอ การย่อตัวเพื่อสร้าง higher low
2️⃣ โซนแนวรับสำคัญ
4,550 – 4,548
แนวรับใกล้ที่สุด (โซนรีเทสต์หลังเบรกเอาท์)
หากโซนนี้ยังรับอยู่ → แนวโน้มขาขึ้นยังคงอยู่
4,515 – 4,513
โซนแนวรับแข็งแกร่ง
เป็นจุดบรรจบของ:
แนวต้านเก่า → กลายเป็นแนวรับใหม่
เส้นแนวโน้มขาขึ้น
EMA และโครงสร้างราคา
👉 นี่คือ โซน Buy ที่ดีที่สุด
หากโซนนี้ถูกทะลุ → โครงสร้างขาขึ้นระยะสั้นจะถูกทำลาย
3️⃣ แนวต้าน
4,640 – 4,642
แนวต้านหลัก
Fibonacci Extension 2.618
โซนอุปทาน (Supply Zone)
👉 เป็น เป้าหมายหลักของคลื่นขาขึ้นนี้
4️⃣ ฉากทัศน์ราคา
ฉากทัศน์ขาขึ้น (หลัก)
ราคาย่อตัวลงมาที่ 4,550 → 4,515
แนวรับยังอยู่
สร้าง Higher Low
→ จากนั้นราคาจะปรับตัวขึ้นต่อไปยัง 4,640
ฉากทัศน์ขาลง (โครงสร้างพัง)
ราคาปิดต่ำกว่า 4,515 อย่างชัดเจน
→ แนวโน้มขาขึ้นระยะสั้นถูกทำลาย
→ ราคามีโอกาสลงไปที่ 4,480 – 4,440
📈 แผนการเทรด
BUY GOLD: 4,513 – 4,515
Stop Loss: 4,503
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
SELL GOLD: 4,640 – 4,642
Stop Loss: 4,650
Take Profit: 100 – 300 – 500 pips
XTB - ราคาน้ำมันอาจปรับฐานเพื่อสะสมแรงก่อนปรับตัวขึ้นต่อ?กราฟ OIL.WTI – ช่วงเวลา H4
ราคาน้ำมันฟื้นตัวแรงในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
ความไม่แน่นอนรอบ ๆ อิหร่าน และความขัดแย้ง รัสเซีย–ยูเครน ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้น
ด้านเทคนิค:
แรงฟื้นตัวนี้ช่วยให้ราคาทะลุ แนวโน้มขาลงระยะสั้น (เส้นประสีแดง) ส่งสัญญาณฟื้นตัวระยะสั้น แต่แรงเบรกยังไม่เพียงพอที่จะกลับทิศทางแนวโน้มขาลงหลายเดือนที่ผ่านมา หากราคาน้ำมันสามารถ ทะลุและยืนเหนือแนวสูงสุดระยะสั้นราว $62.6 จะเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อได้มาก
ในทางกลับกัน หากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับตลาดน้ำมันยังไม่เอื้ออำนวย ราคามีโอกาสกลับไป เทรนด์ขาลง
การหลุด $58 อาจกระตุ้นแรงขายเพิ่ม และดันราคาทดสอบแนวรับสำคัญ ราว $55
โซนเทคนิคสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 59.5 – 60 USD หรือ 58 – 58.5 USD
🔴 แนวต้าน: 62.5 – 63 USD
โอกาสทองในการ "สวน"SET:BH 🏥 Tactical Idea: หุ้นโรงพยาบาลร่วงแรง...โอกาสเก็บของถูก?
📉 เกิดอะไรขึ้น? ช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลปรับตัวลงแรงกว่า 10% เพราะตลาดกังวลข่าวการเปลี่ยนแปลงนโยบายของบริษัทประกัน
💡 มุมมองนักวิเคราะห์: "ตลาดตกใจเกินเหตุ" การเทขายครั้งนี้ไม่สมเหตุสมผลกับปัจจัยพื้นฐาน เพราะ:
กระทบจำกัด: นโยบายใหม่มีผลเฉพาะ "ผู้ทำประกันรายใหม่" เท่านั้น ไม่กระทบฐานลูกค้าเดิมที่มีสิทธิ์ต่ออายุได้ต่อเนื่อง รายได้ประกันเป็นแค่ส่วนเดียว: สัดส่วนรายได้จากประกันอยู่ที่ราว 20-38% ของรายได้รวม (BDMS 38%, BH 20%)
Worst-case ก็ยังเจ็บน้อย: แม้สมมติให้รายได้ประกันโต 0% (จากปกติโต 3-5%) กระทบกำไรจริงแค่ 1-2% เท่านั้น แต่ราคาหุ้นลงมารับข่าวเหมือนกำไรจะหายไปหนักมาก
📊 ความถูกที่ซ่อนอยู่ (Market Implied) ราคาหุ้นที่ร่วงลงมา สะท้อนความกลัวว่ารายได้ประกันจะหายไปถึง 5-10% ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในความเป็นจริง
BH: ราคาลงมา -11.7% (PE เหลือ 15.0x)
BDMS: ราคาลงมา -9.3% (PE เหลือ 18.1x)
🎯 คำแนะนำ: "โอกาสสะสม" มองเป็นจังหวะดีในการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลคุณภาพที่ราคาลงมาลึกเกินพื้นฐาน
XTB - จะเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป หรือพักฐานชั่วคราว?เคราะห์กราฟ #ทองคำ (H1):
หลังจากทำจุดสูงสุดที่ระดับ 4,631 USD/oz ราคาทองคำได้ปรับตัวลงมาราว ๆ 4,580 USD/oz ปัจจุบัน การปรับตัวครั้งนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างปกติ ยังไม่มากพอที่จะทำลายโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้น แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงอยู่
ในระยะสั้น บริเวณ 4,562 USD/oz ทำหน้าที่เป็นแนวรับใกล้สุด หากราคาทะลุผ่านระดับนี้ด้วยแรงโมเมนตัม จะเป็นสัญญาณเตือนถึงโอกาสการปรับตัวลงลึกต่อไป โดยมีเป้าหมายถัดไปราว 4,505 USD/oz
หากราคากลับตัวขึ้นและทะลุเหนือ 4,602 USD/oz แนวโน้มขาขึ้นมีโอกาสกลับมาอีกครั้ง เปิดทางให้ราคาท้าทายจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ใหม่
ที่น่าสังเกต ราคาทองคำยังอยู่ในช่องขาขึ้น (เส้นสีทอง) หากยังไม่ทะลุลงอย่างชัดเจน แนวโน้มขาขึ้นโดยรวมก็ยังคงอยู่
ระดับราคาสำคัญ:
🟢 แนวรับ: 4,560 - 4,565 USD/oz หรือ 4,500 - 4,505 USD/oz
🔴 แนวต้าน: 4,600 - 4,605 USD/oz หรือ 4,650 - 4,655 USD/oz
ราคาทองคำจะผันผวนอย่างไรในวันที่ 13 มกราคม 2026?1️⃣ เทรนด์ไลน์
แนวโน้มระยะสั้น: ขาขึ้นชัดเจน (Bullish)
ราคายังคงเคลื่อนไหวอยู่เหนือ เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น และ EMA ซึ่งหมายความว่า ฝั่งซื้อ (Buyers) ยังคุมตลาดอยู่
โครงสร้างตลาด: Higher High – Higher Low ⇒ ยังไม่มีสัญญาณกลับตัว
2️⃣ แนวรับ (Support)
4548 – 4550 แนวรับใกล้ที่สุด ยังไม่เคยถูกทดสอบ → เหมาะสำหรับ สเกลป์ Buy
4520 – 4515 แนวรับที่แข็งแกร่งที่สุด (โซน Demand + Fibonacci 1.618 + เทรนด์ไลน์ขาขึ้น)
➡ หากราคาย่อลงมาที่ 4,520 แล้วรับอยู่ได้ จะเป็น จุด Buy ตามเทรนด์ที่มีความน่าจะเป็นสูง
3️⃣ แนวต้าน (Resistance)
4630 – 4632 แนวต้านระยะสั้น → ใช้สำหรับ สเกลป์ Sell / ปิดกำไร
4643 – 4645 แนวต้านหลัก (Fibonacci 2.618 + โซน Supply เดิม)
➡ บริเวณ 4,645 เป็น โซนที่มีโอกาสกลับตัวและแรงขายทำกำไรสูง
4️⃣ สถานการณ์ราคา
สถานการณ์หลัก (ให้ความสำคัญมากที่สุด):
ราคา ย่อลงมาที่ 4,520 → เด้งขึ้น → ไปทดสอบ 4,645
สถานการณ์ขาลง:
หาก แท่ง H1 ปิดต่ำกว่า 4,520 → เทรนด์ไลน์หลุด → ราคามีโอกาสลงสู่ 4,495 – 4,480
🎯 แผนการเทรด
BUY GOLD
เข้า Buy: 4520 – 4522
Stop Loss: 4510
Take Profit: +100 / +300 / +500 pips
SELL GOLD
เข้า Sell: 4643 – 4645
Stop Loss: 4653
Take Profit: +100-300-500 pips
ช่วงนี้เทรดดัชนีแนะนำซื้อตัวCNTECH01ก่อนได้ครับเล่นตามหุ้นเทคจีนSET:CNTECH01 🇨🇳 เจาะไส้ใน CNTECH (DR): รวมพล 30 บิ๊กเทคจีน 🚀
CNTECH01 คือ DR ในไทยที่อ้างอิงดัชนี Hang Seng TECH ของฮ่องกง สรุปง่ายๆ คือ "ซื้อ 1 ได้ถึง 30" บริษัทเทคโนโลยีที่แกร่งที่สุดในจีนครับ
🏆 10 หุ้นตัวแบกตลาด (Top Holdings): หุ้นใหญ่ที่มีผลต่อราคามากที่สุดในพอร์ต:
SMIC 💾 พี่ใหญ่ผู้ผลิตชิปจีน (Semiconductor)
Meituan 🛵 ยักษ์ใหญ่ Food Delivery & Lifestyle
Tencent 🐧 เจ้าพ่อเกม & WeChat
NetEase 🎮 เกมออนไลน์ระดับโลก
BYD ⚡️ ผู้นำรถ EV และแบตเตอรี่
Xiaomi 📱 มือถือ & EV & AIoT
Alibaba 🛍️ อีคอมเมิร์ซ & Cloud
Kuaishou 🎬 แอปวิดีโอสั้น (คู่แข่ง Tiktok)
JD.com 📦 ขนส่ง & ช้อปปิ้ง
Baidu 🤖 ผู้นำ AI & Search Engine
💡 ธีมการลงทุนหลัก: ✅ EV & Battery: BYD, Li Auto, Xpeng, NIO ✅ AI & Chips: SMIC, Baidu, SenseTime, Lenovo ✅ Digital Economy: Alibaba, Tencent, Meituan
📌 จุดเด่น: เหมาะสำหรับคนมองหา Growth Stock จีนแบบกระจายความเสี่ยง ครบจบทั้ง AI, EV และ Tech ซื้อขายง่ายเป็นเงินบาทผ่านกระดานไทย (Streaming) ได้เลยครับ
ถอยลงมาวันนี้มองเป็นจังหวะเก็บเพิ่มได้ครับSET:SCC SCC ถอยลงมาวันนี้มองเป็นจังหวะเก็บเพิ่มได้ครับ
-แนวโน้มผลประกอบการ (Q4/68 และ Q1/69)
ไตรมาส 4/68 (แย่สุด): คาดว่าจะรายงาน "ขาดทุนสุทธิ" ประมาณ 2,547 ล้านบาท (ขาดทุนเพิ่มขึ้นทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน)
สาเหตุลบ: โดนกดดันจาก "ผลขาดทุนสต็อกสินค้า" และ "การตั้งด้อยค่าสินทรัพย์"
กำไรหลัก: หากตัดรายการพิเศษออก คาดว่ายังมีกำไรหลักจากการดำเนินงานราว 352 ล้านบาท (พลิกมีกำไรจากปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน)
ไตรมาส 1/69 (เริ่มฟื้นตัว): คาดว่ากำไรหลักจะ "เพิ่มขึ้น" ทั้งเทียบกับปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อน (QoQ)
ปัจจัยหนุน: ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัวตามฤดูกาลและโครงการภาครัฐ รวมถึงส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่เริ่มดีขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
- เจาะลึกรายธุรกิจ
ปิโตรเคมี: ผ่านจุดแย่สุดแล้ว คาดว่าส่วนต่างราคา (Spread) จะเริ่มขยายตัวตั้งแต่ Q1/69 และอุปสงค์จะฟื้นตัวชัดเจนใน Q2/69 ตามเศรษฐกิจโลก
ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง: Q1/69 จะดีขึ้นจากอุปสงค์ในไทยและอาเซียน รวมถึงราคาขายที่สูงขึ้น
บรรจุภัณฑ์ (SCGP): Q4/68 ทำได้ดีขึ้น แต่ Q1/69 อาจแผ่วลงเล็กน้อยเพราะมีแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานเยื่อและกระดาษ
สรุปสั้นๆ: ข่าวร้ายเรื่องงบ Q4/68 รับรู้ไปในราคาหุ้นแล้ว ให้มองข้ามไปที่การฟื้นตัวในปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้างที่จะเป็นพระเอกในการดึงกำไรกลับมาครับ
อาหารสดใหม่ กำไรต่อหุ้นสดใหม่: FRPT สร้างความประหลาดใจให้กับวอลลRedoubling เป็นโครงการวิจัยของฉันเองบน TradingView ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบคำถามต่อไปนี้: ฉันจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเพิ่มเงินทุนเป็นสองเท่า? แต่ละบทความจะเน้นไปที่บริษัทต่างๆ ที่ฉันจะพยายามเพิ่มเข้าไปในพอร์ตโฟลิโอจำลองของฉัน ฉันจะใช้ราคาปิดของแท่งเทียนรายวันสุดท้ายในวันที่บทความเผยแพร่เป็นราคาซื้อจำกัดเริ่มต้น ผมจะตัดสินใจทุกอย่างโดยยึดหลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก นอกจากนี้ ผมจะไม่ใช้เลเวอเรจในการคำนวณ แต่ผมจะลดเงินทุนลงตามจำนวนค่าคอมมิชชั่น (0.1% ต่อการซื้อขาย) และภาษี (ภาษีกำไรจากส่วนต่างราคา 20% และภาษีเงินปันผล 25%) หากต้องการทราบราคาหุ้นปัจจุบันของบริษัท เพียงคลิกปุ่มเล่นบนกราฟ แต่โปรดใช้ข้อมูลนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น โปรดทราบว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน
ต่อไปนี้เป็นภาพรวมบริษัทโดยละเอียดและเป็นระบบสำหรับ NASDAQ:FRPT (Freshpet, Inc.) โดยอิงจากสถานะทางการเงิน:
1. ขอบเขตการดำเนินงานหลัก Freshpet, Inc. เป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการผลิตและจำหน่ายอาหารและขนมสดแช่เย็นสำหรับสุนัขและแมว ธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุมการพัฒนา การผลิต และการจัดจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยงจากธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุดภายใต้แบรนด์ของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายแบบแช่เย็นที่เป็นกรรมสิทธิ์ในร้านขายของชำ ร้านค้าเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยง และช่องทางการค้าปลีกอื่นๆ ทั่วอเมริกาเหนือและยุโรป
2. รูปแบบธุรกิจ Freshpet สร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงโดยตรงให้กับพันธมิตรค้าปลีก ซึ่งรวมถึงเครือร้านขายของชำ ร้านขายสัตว์เลี้ยง ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านค้าแบบคลับ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รูปแบบธุรกิจของบริษัทคือ B2B2C กล่าวคือ บริษัทผลิตสินค้าและจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีก ซึ่งร้านค้าปลีกจะนำไปขายต่อให้กับเจ้าของสัตว์เลี้ยง บริษัทเน้นย้ำถึงความภักดีต่อแบรนด์และการซื้อซ้ำผ่านผลิตภัณฑ์อาหารสดคุณภาพสูง ซึ่งต้องเก็บรักษาในตู้เย็นและมีราคาสูงกว่าอาหารสัตว์เลี้ยงแบบแห้งหรือกระป๋องทั่วไป
3. ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลัก ผลิตภัณฑ์หลักของ Freshpet ได้แก่ อาหารสุนัขแช่เย็น อาหารแมว และขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ วางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Freshpet โดยมีผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพิ่มเติม เช่น DogNation และ Dog Joy ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการออกแบบโดยใช้เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้สด ปราศจากสารกันบูดหรือสารปรุงแต่งสังเคราะห์ และจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนมปัง และภาชนะบรรจุ
4. ประเทศสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจ บริษัทดำเนินธุรกิจหลักในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีสาขาค้าปลีกมากที่สุด นอกจากนี้ยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในยุโรป ซึ่งเป็นการขยายฐานธุรกิจออกไปนอกทวีปอเมริกาเหนือ การวางจำหน่ายสินค้าครอบคลุมหลายช่องทาง รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านค้าสมาชิก ร้านขายของชำ และร้านขายสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ
5. คู่แข่งหลัก คู่แข่งสำคัญมาจากทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงแบบดั้งเดิมและแบรนด์อาหารสด/ธรรมชาติ:
Blue Buffalo (General Mills) และ Hill's Pet Nutrition (Colgate‑Palmolive) ในอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม
แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงสด/ธรรมชาติขนาดเล็ก เช่น The Farmer's Dog, Ollie และ Nom Nom ซึ่งมักขายตรงถึงผู้บริโภค
บริษัทอาหารขนาดใหญ่ เช่น Vital Farms, Utz Brands, Lamb Weston เป็นต้น ดำเนินงานในภาคส่วนอาหารสำหรับผู้บริโภคที่กว้างกว่า แต่มีการแข่งขันทับซ้อนกันในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์เฉพาะ
6. ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไร ปัจจัยภายนอก:
แนวโน้มผู้บริโภคที่แข็งแกร่งในการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว และอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง ซึ่งสนับสนุนความต้องการตัวเลือกที่สดใหม่และดีต่อสุขภาพ
การเพิ่มขึ้นของการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงและค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ
แนวโน้มเหล่านี้สร้างโอกาสให้ Freshpet เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและขยายการจำหน่ายปลีก
ปัจจัยภายใน: การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์แช่เย็นที่เป็นเอกลักษณ์และความภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งแตกต่างจากอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วไป
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ค้าปลีกและหน่วยจัดจำหน่ายแช่เย็นที่เป็นกรรมสิทธิ์ ช่วยเพิ่มการมองเห็นผลิตภัณฑ์และกระตุ้นการซื้อซ้ำ
การขยายการดำเนินงานและการตลาดที่มุ่งเน้นกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ใส่ใจสุขภาพ ช่วยให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดที่มีอยู่และตลาดใหม่
7. ปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลให้กำไรลดลง ปัจจัยภายนอก: แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยงบประมาณครัวเรือนที่รัดกุมขึ้นอาจส่งผลให้การซื้อสินค้าพรีเมียมลดลง
การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทอาหารรายใหญ่ที่เข้ามาในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสด เช่น General Mills ขยายผลิตภัณฑ์ Blue Buffalo ไปสู่ผลิตภัณฑ์สดใหม่
ปัจจัยภายใน:
การพึ่งพาโลจิสติกส์แบบแช่เย็นเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อนเมื่อเทียบกับอาหารสัตว์เลี้ยงที่เก็บรักษาได้ในอุณหภูมิห้อง
การเติบโตที่ช้าลงในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ (เช่น อาหารแมว) อาจจำกัดการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
8. ความมั่นคงของการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา:
ทีมผู้บริหารของ Freshpet นำโดยซีอีโอ Billy Cyr ซึ่งเพิ่งมีบทบาทในคณะกรรมการและตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของภาวะผู้นำที่มุ่งเน้นในการดำเนินกลยุทธ์การเติบโต
ผลกระทบต่อกลยุทธ์และวัฒนธรรมองค์กร:
ความต่อเนื่องในการบริหารจัดการได้สนับสนุนให้มีการมุ่งเน้นอย่างสม่ำเสมอไปที่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม โครงสร้างพื้นฐานการจัดจำหน่ายแบบแช่เย็น และการขยายแบรนด์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวและเสริมสร้างตำแหน่งทางการตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จากการวิเคราะห์สภาพธุรกิจ พบว่ากำไรต่อหุ้นในปัจจุบันเติบโตสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางการเติบโตของรายได้ในระยะยาวที่มั่นคง ขณะที่ตัวชี้วัดด้านผลการดำเนินงานและความมั่นคงทางการเงิน เช่น อัตราการหมุนเวียนลูกหนี้การค้า และอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ ก็อยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งยืนยันถึงการบริหารจัดการด้านการดำเนินงานที่มีคุณภาพสูงและโครงสร้างงบดุลที่แข็งแกร่ง กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน และการจัดหาเงินทุนได้รับการประเมินว่ามีความเสถียร ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถที่สมดุลของบริษัทในการสร้างและจัดสรรเงินทุน ในบรรดาตัวชี้วัดที่มีลำดับความสำคัญปานกลาง การเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวของผลตอบแทนจากเงินทุนและอัตรากำไรขั้นต้นสนับสนุนภาพรวมของความสามารถในการทำกำไรที่มั่นคง การเติบโตที่เกิดขึ้นในอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น และค่าที่แข็งแกร่งสำหรับเงื่อนไขการชำระเงินซัพพลายเออร์ อัตราส่วนสินค้าคงคลังต่อรายได้ และสภาพคล่องในปัจจุบันยืนยันถึงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนที่เชื่อถือได้ ในขณะเดียวกัน การขาดความคืบหน้าในอัตราส่วนความครอบคลุมดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยจำกัดเพียงอย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงการประเมินในเชิงบวกโดยรวม ด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E ratio) ที่ 27 ซึ่งถือว่ายอมรับได้ การประเมินมูลค่าในปัจจุบันจึงดูสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตที่ค่อนข้างคงที่ ยังไม่มีข่าวสำคัญใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของธุรกิจหรือนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการล้มละลาย เมื่อพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์การกระจายความเสี่ยงที่ 20 และส่วนเบี่ยงเบนของราคาหุ้นปัจจุบันจากมูลค่าเฉลี่ยต่อปีที่มากกว่า 4 EPS จึงตัดสินใจลงทุน 5% ของเงินทุนในบริษัทนี้ที่ราคาปิดของแท่งเทียนรายวันล่าสุด ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางที่สมดุลและรอบคอบในการลงทุนภายในพอร์ตโฟลิโอที่มีการกระจายความเสี่ยง
NFP จะช่วยเติมเชื้อเพลิงให้ราคาทองคำพุ่งต่อหรือไม่?วันนี้เวลา 20:30 น. รายงาน NFP ของเดือนธันวาคมจะถูกประกาศออกมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยให้ตลาดกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินต่อไปของ Fed
ปัจจุบัน ราคาทองคำยังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง เหลือเพียงประมาณ 1.5% จากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ หากรายงาน NFP วันนี้ส่งสัญญาณอ่อนแอ นี่อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งให้ทองคำเข้าใกล้หรือสร้างจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำกำลังอยู่ในช่องขาขึ้นระยะสั้น ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนแนวโน้มขาขึ้นต่อไป พร้อมกันนี้ มีการสร้างรูปแบบสามเหลี่ยมขาขึ้น ซึ่งสามารถถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการทะลุขึ้นหากราคาขยับขึ้นเหนือรูปแบบนี้
ในทางกลับกัน ในกรณีที่ NFP ออกมามีความแข็งแกร่ง หากทองคำหลุดลงต่ำกว่าช่องขาขึ้นที่ระดับราคาประมาณ 4,440 USD/oz ผู้ขายจะมีโอกาสกลับมาครอบงำตลาด เปิดทางให้เกิดการปรับฐานลึกไปยังแนวรับสำคัญ เช่น 4,340 USD/oz






















