04:28ก.ค. 30, 2021Reuters

POLL:โพลล์ชี้นักลงทุนในตลาดเกิดใหม่มีความวิตกมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

  • โพลล์ของเอชเอสบีซีพบว่า นักลงทุนในตลาดเกิดใหม่มีความวิตกมากขึ้นกับแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกำลังถือครองเงินสดในระดับสูงไว้โดยแทบจะไม่มีแผนที่จะใช้เงินดังกล่าวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

  • ผู้ตอบแบบสำรวจ 60% คาดว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดลงอย่างมากจาก 73% ในเดือนเม.ย. และ 89% ในเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งมุมมองดังกล่าวสะท้อนความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับทิศทางการขยายตัวสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่เมื่อวานนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ลง 0.4% มาที่ 6.3% โดยระบุถึงการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า ขณะที่ไอเอ็มเอฟได้ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

  • ผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่า ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเกิดใหม่หลายประเทศจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยนายมูรัต อุลเกน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยตลาดเกิดใหม่จากเอชเอสบีซีกล่าวว่า "นักลงทุนรู้สึกว่า ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจมืดมน และเงินเฟ้อน่ากังวลน้อยกว่าในช่วงต้นปีนี้ แต่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อไป เพราะพวกเขากำลังพยายามป้องกันการคุมเข้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และหลีกเลี่ยงการปรับลดมาตรการซ้ำเหมือนกับที่เราเคยเห็นในปี 2013-2014" ซึ่งธนาคารกลางในบราซิล, รัสเซีย, ฮังการี และเม็กซิโกได้ขึ้นดอกเบี้ยแล้วในปีนี้เพื่อต้านทานแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการลดลงของค่าเงิน

  • ผู้ตอบแบบสำรวจได้ระบุถึงการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการลดโครงการซื้อพันธบัตรของเฟดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อตลาดเกิดใหม่ มากกว่าเชื้อโควิด-19 หรืออัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินคาด

  • ขณะที่จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจที่ถือครองเงินสดมากกว่า 5% ของพอร์ทการลงทุนนั้นลดลงสู่ระดับ 45% จาก 48% นักลงทุนที่ตั้งใจจะคงระดับเงินสดในช่วง 3 เดือนข้างหน้านั้นอยู่ที่ 6 ใน 10 ราย ซึ่งสูงสุดในรอบ 1 ปี และนักลงทุนยังลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นและสกุลเงินด้วย--จบ--

(รอยเตอร์ โดย เสาวณีย์ เอกปัญญาชัย แปลและเรียบเรียง) ((saowanee.ekpunyachai@thomsonreuters.com; โทร 0-2080-2314; Reuters Messaging: saowanee.ekpunyachai.thomsonreuters.com@reuters.net))